หลังจากคืนนั้นที่คินธารทักมาถามว่าแพรพิมถึงบ้านหรือยัง ความรู้สึกของเธอก็เหมือนถูกเขย่าเบา ๆ จนกลับไปอยู่ในที่เดิมไม่ได้อีกแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เธอยังสามารถอธิบายทุกอย่างได้ว่าเป็ความใกล้ชิดจากงาน เป็ความห่วงใยของหัวหน้าโครงการ หรือเป็เื่ธรรมดาของคนที่ต้องเจอกันบ่อย แต่พอมีข้อความสั้น ๆ ซึ่งไม่มีเื่งานซ่อนอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว ความคิดแบบเดิมก็เริ่มใช้ปลอบตัวเองได้ไม่เต็มที่เหมือนก่อน และยิ่งแพรพิมพยายามบอกว่ามันไม่ได้มีความหมายอะไร ใจก็ยิ่งตอบกลับด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ตรงกันข้ามจนเธอเริ่มหงุดหงิดกับตัวเองมากกว่าหงุดหงิดกับคินธารเสียอีก
เช้าวันต่อมา แพรพิมตื่นขึ้นก่อนนาฬิกาปลุกด้วยซ้ำ ทั้งที่เมื่อคืนตั้งใจว่าจะนอนให้เต็มที่ตามคำสั่งกึ่งแซวของใครบางคน และทันทีที่ลืมตา สิ่งแรกซึ่งเธอทำกลับไม่ใช่ลุกไปอาบน้ำ แต่เป็การหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูว่ามีข้อความใหม่หรือไม่ เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไร เธอก็รีบวางเครื่องลงแล้วนอนมองเพดานด้วยสีหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกว่า “นี่ฉันเป็อะไรไปแล้วเนี่ย” ก่อนจะรีบลุกจากเตียงเหมือนกลัวว่าถ้านอนคิดต่ออีกนิดจะยอมรับความจริงบางอย่างเร็วเกินไป
ที่โต๊ะอาหาร แม่มองลูกสาวซึ่งดูอารมณ์ดีกว่าหลายวันที่ผ่านมาแล้วถามขึ้นว่า “วันนี้ดูสดใสดีนะ เมื่อวานงานไม่หนักเหรอ”
แพรพิมรีบตอบแบบธรรมดาที่สุดว่า “ก็โอเคค่ะ เมื่อวานเคลียร์ปัญหาได้เลยสบายใจขึ้นนิดหน่อย”
แม่พยักหน้าแต่ยังมองลูกสาวเหมือนจับอะไรบางอย่างได้ ก่อนจะถามต่อว่า “แล้วผู้บริหารคนที่เคยเถียงกันวันแรกยังดุอยู่ไหม”
แพรพิมเกือบสำลักน้ำทันทีและต้องรีบวางแก้วลงบนโต๊ะ “แม่จำเื่นี้ได้ด้วยเหรอคะ”
“ก็จำได้สิ ลูกเล่าเสียใหญ่โต แล้วตอนนี้เป็ยังไง ยังเถียงกันอยู่ไหม”
เธอลังเลไปนิดหนึ่งก่อนตอบว่า “ก็...ยังมีบ้างค่ะ แต่ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกว่าเขาดุขนาดนั้นแล้ว จริง ๆ เขาก็โอเคนะคะ แค่พูดตรงแล้วก็จริงจังกับงานไปหน่อย”
แม่ยิ้มแบบคนรู้ทันจนแพรพิมต้องรีบถามว่า “แม่ยิ้มอะไรคะ”
“เปล่า แค่เห็นว่าจากคนที่ลูกบอกว่าน่าหงุดหงิด ตอนนี้กลายเป็โอเคแล้วไง แม่ก็เลยรู้สึกว่าพัฒนาการเร็วดี”
แพรพิมรีบตอบทันทีว่า “พัฒนาแค่ความเข้าใจค่ะ ไม่ได้พัฒนาความสัมพันธ์อะไรทั้งนั้นนะคะ”
แม่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ พ่อก็วางหนังสือพิมพ์ลงแล้วพูดแบบขำ ๆ ว่า “ไม่มีใครว่าอะไรเลยลูก รีบอธิบายเกินไปหรือเปล่า”
แพรพิมมองทั้งพ่อและแม่สลับกันก่อนถอนหายใจ “หนูไปทำงานดีกว่าค่ะ อยู่บ้านตอนเช้าแล้วโดนจับผิดทั้งโต๊ะเลย”
เมื่อไปถึงบริษัท แพรพิมพยายามทำตัวเหมือนทุกวันและตั้งใจว่าจะไม่มองหาใครเป็พิเศษ แต่ทันทีที่เดินผ่านทางเชื่อมไปยังโซนประชุม สายตากลับเผลอไล่มองไปด้านหน้าก่อนสมองจะทันสั่งหยุด พอไม่เห็นคินธารอยู่ตรงนั้นก็รู้สึกโล่งแบบแปลก ๆ และในเวลาเดียวกันก็รู้สึกเหมือนขาดอะไรไปนิดหนึ่งจนต้องรีบเตือนตัวเองว่าเธอมาเพื่อทำงาน ไม่ได้มาคอยเช็กว่าผู้บริหารอยู่ตรงไหนของตึก
พอเดินถึงโต๊ะ มิ้นท์ก็หันมาทักตามปกติแต่ยังไม่ทันถามอะไร แพรพิมกลับชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า “วันนี้พี่ห้ามแซวหนูเื่คุณคินธารนะคะ หนูรู้สึกว่า่นี้พี่ทำเหมือนมีซีรีส์ดูสดอยู่ในออฟฟิศ”
มิ้นท์หัวเราะทันที “พี่ยังไม่ได้เริ่มเลยนะ แพรนี่คิดล่วงหน้าเก่งมาก”
“ก็รู้ทางกันแล้วค่ะ เดี๋ยวพี่เห็นเขาเดินผ่านก็มองหน้าหนูอีก”
“โอเค ๆ วันนี้พี่จะไม่แซว ถ้าแพรไม่เปิดช่องก่อนนะ”
แพรพิมพยักหน้าแบบไม่ค่อยเชื่อใจเท่าไร ก่อนจะเปิดคอมพิวเตอร์และเริ่มไล่งานตามตารางของวันนั้น ่เช้าไม่มีประชุมกับคินธารและเธอก็ควรจะดีใจ แต่กลับรู้สึกว่าบรรยากาศเงียบเกินไปอย่างน่ารำคาญ จนสุดท้ายต้องเปิดเพลงเบา ๆ ผ่านหูฟังเพื่อช่วยให้ตัวเองเลิกคิดเื่คนซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับงานตรงหน้า
กระทั่งเกือบสิบเอ็ดโมง มิ้นท์เดินกลับมาจากอีกฝ่ายพร้อมแฟ้มเอกสารแล้วบอกว่า “แพร คุณคินธารฝากให้ขึ้นไปคุยเื่ข้อมูลหน่อย เหมือนมีจุดหนึ่งที่เขาอยากให้ช่วยดู”
แพรพิมเงยหน้าขึ้นเร็วเกินไปนิดหนึ่งจนมิ้นท์ต้องเลิกคิ้ว เธอจึงรีบทำหน้าปกติแล้วตอบว่า “ได้ค่ะ เดี๋ยวขึ้นไป”
ระหว่างเดินไปห้องทำงานของคินธาร แพรพิมพยายามท่องในใจว่ามันคือเื่งาน เื่งานล้วน ๆ ไม่มีอะไรพิเศษทั้งนั้น แต่พอเคาะประตูแล้วได้ยินเสียงเขาบอกให้เข้ามา ความรู้สึกซึ่งพยายามกดไว้กลับโผล่ขึ้นมาอีกครั้งแบบไม่ไว้หน้าเ้าของเลย
คินธารนั่งอยู่หลังโต๊ะพร้อมเอกสารหลายชุด เมื่อเห็นเธอเข้ามาก็ชี้ไปที่เก้าอี้ตรงข้ามแล้วพูดว่า “นั่งก่อนครับ ผมมีข้อมูลชุดใหม่ให้ดู”
แพรพิมนั่งลงแล้ววางสมุดบนตัก ก่อนจะถามแบบติดเล่นว่า “วันนี้เรียกมาคุยงานจริง ๆ ใช่ไหมคะ ไม่มีสอบปากเปล่า ไม่มีเช็กว่านอนกี่ชั่วโมงใช่ไหม”
คินธารเงยหน้ามองพร้อมรอยยิ้มบาง “ถ้าผมถามว่าคุณนอนครบไหมจะถือว่าเกินหน้าที่หรือครับ”
แพรพิมชะงักไปนิดหนึ่งก่อนตอบกลับทันทีเพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอเขิน “ถ้าถามทุกวันก็เริ่มน่าสงสัยค่ะ ว่าตกลงคุณเป็หัวหน้าโครงการหรือผู้ปกครอง”
คินธารหัวเราะเบา ๆ แล้วเลื่อนเอกสารมาตรงหน้า “โอเคครับ งั้นคุยงานก่อน เดี๋ยวคุณจะหาว่าผมเรียกมาถามเื่ส่วนตัว”
แพรพิมรับเอกสารมาเปิดดูและเริ่มอ่านข้อมูลอย่างตั้งใจ แต่ระหว่างที่คุยกัน คินธารกลับสังเกตว่าเธอเอื้อมมือไปหยิบแก้วกาแฟที่ถือเข้ามาด้วยแล้วจึงถามขึ้นกลางประโยคว่า “กินข้าวเช้ามาหรือยังครับ”
แพรพิมเงยหน้าทันที “ไหนบอกคุยงานก่อนคะ”
“ผมถามแทรกนิดเดียวครับ”
“กินแล้วค่ะ วันนี้แม่ทำให้เรียบร้อย ไม่ได้อยู่ด้วยกาแฟอย่างเดียว”
“ดีครับ”
คำว่า “ดีครับ” ง่าย ๆ กลับทำให้แพรพิมใจเต้นอย่างไม่มีเหตุผลจนต้องรีบก้มกลับไปดูเอกสารและทำเหมือนกำลังสนใจตัวเลขมากเป็พิเศษ ทั้งที่ในหัวกลับมีแต่ความคิดว่าเขาจำเื่ที่เธอชอบลืมกินข้าวได้จริง ๆ และการจำรายละเอียดเล็กน้อยแบบนั้นทำให้ความรู้สึกซึ่งพยายามไม่คิดกลับยิ่งชัดขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
หลังคุยข้อมูลประมาณครึ่งชั่วโมง ทุกอย่างก็จบลงและแพรพิมเตรียมจะลุกกลับ แต่คินธารกลับถามขึ้นก่อนว่า “วันเสาร์นี้คุณมีธุระหรือเปล่าครับ”
คำถามนั้นทำให้เธอชะงักทันทีและมองเขาแบบจับต้นชนปลายไม่ถูก “ทำไมเหรอคะ”
“ทีมจะไปเก็บข้อมูลเพิ่มอีกจุดหนึ่ง ผมกำลังเช็กว่าใครสะดวกไปบ้าง แต่ถ้าคุณไม่ว่างก็ไม่เป็ไรนะครับ”
แพรพิมรู้สึกเหมือนความคาดหวังอะไรบางอย่างในใจโผล่ขึ้นมาแล้วถูกดึงกลับทันทีจนต้องรีบด่าตัวเองว่าอย่าคิดไปไกล เขาถามเื่งานชัด ๆ ไม่มีอะไรทั้งนั้น เธอจึงตอบว่า “ว่างค่ะ ไปได้”
คินธารพยักหน้า “งั้นเดี๋ยวผมให้ทีมส่งรายละเอียดอีกทีครับ”
แพรพิมลุกขึ้นแล้วพยายามทำเสียงปกติ “ได้ค่ะ งั้นหนูกลับไปทำงานก่อนนะคะ”
ก่อนจะถึงประตู คินธารกลับพูดขึ้นอีกครั้งว่า “แล้วถ้าเสร็จเร็ว เดี๋ยวผมเลี้ยงข้าวทีมครับ ถือว่าใช้วันหยุดมาช่วยงาน”
แพรพิมหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มทันที “อันนี้ฟังดูมีแรงจูงใจขึ้นมาเลยค่ะ”
“เห็นเื่กินสำคัญกว่างานตลอดนะครับ”
“ก็ต้องมีรางวัลให้ชีวิตบ้างสิคะ ทำงานอย่างเดียวเดี๋ยวแก่เร็ว”
คินธารยิ้มแล้วตอบว่า “ตกลงครับ งั้นวันเสาร์เจอกัน”
แพรพิมเดินออกจากห้องพร้อมความรู้สึกที่แปลกกว่าเดิม เพราะคำว่า “วันเสาร์เจอกัน” ฟังดูเป็ประโยคเื่งานธรรมดา แต่หัวใจกลับรับมันเหมือนเป็นัดอะไรบางอย่างจนเธอต้องรีบเตือนตัวเองว่าไม่ได้ไปกันสองคน มีทีม มีงาน และมีเหตุผลครบทุกอย่างที่จะไม่คิดเกินเลย
พอกลับมาถึงโต๊ะ มิ้นท์ก็ถามทันทีว่า “ไปคุยนานไหม”
แพรพิมวางแฟ้มลงแล้วตอบว่า “ประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ มีข้อมูลใหม่ แล้ววันเสาร์ต้องไปเก็บข้อมูลเพิ่ม”
มิ้นท์เลิกคิ้ว “วันเสาร์ด้วยเหรอ”
“ใช่ค่ะ ทีมไปหลายคน แล้วคุณคินธารบอกว่าจะเลี้ยงข้าวถ้าเสร็จเร็ว”
มิ้นท์พยักหน้าแล้วตอบแบบลอย ๆ ว่า “ดีจัง มีคนเลี้ยงข้าวด้วย”
แพรพิมหรี่ตามองทันที “พี่กำลังพยายามไม่แซวตามที่สัญญาใช่ไหมคะ”
“ใช่ พี่ลำบากมากเลยนะ”
ทั้งคู่หัวเราะก่อนกลับไปทำงาน แต่ตลอด่บ่าย แพรพิมกลับมีอารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัดจนตัวเองยังรู้สึกได้ และยิ่งคิดถึงวันเสาร์ก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นแบบไม่มีเหตุผล ทั้งที่มันก็เป็เพียงการไปทำงานเพิ่มในวันหยุดเท่านั้น
วันเสาร์มาถึงเร็วกว่าที่คิด ทีมงานนัดรวมตัวกัน่สายที่จุดเก็บข้อมูลซึ่งอยู่ในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ เพราะต้องดูพฤติกรรมลูกค้าและพูดคุยกับพนักงานในพื้นที่ แพรพิมมาถึงตรงเวลาและเห็นคินธารยืนคุยกับทีมอยู่ก่อนแล้ว เขาแต่งตัวสบายกว่าวันทำงานมาก เสื้อเชิ้ตเรียบ ๆ กับกางเกงธรรมดาโดยไม่มีสูท ทำให้ดูต่างจากภาพผู้บริหารที่เธอเจอทุกวันจนสายตาเผลอหยุดมองนานกว่าปกติ
คินธารหันมาเห็นพอดีแล้วถามว่า “มีอะไรหรือเปล่าครับ”
แพรพิมรีบตอบทันที “ไม่มีค่ะ แค่ไม่คุ้นที่เห็นคุณแต่งตัวเหมือนคนมาห้างปกติ”
คินธารหัวเราะ “ปกติคุณคิดว่าผมใส่สูทนอนหรือไงครับ”
“ก็ประมาณนั้นค่ะ ภาพจำมันแรง”
“งั้นวันนี้ถือว่าได้ลบภาพจำไปหนึ่งอย่าง”
“ยังค่ะ ต้องดูพฤติกรรมทั้งวันก่อนค่อยประเมิน”
“คุณนี่ชอบประเมินผมจังนะครับ”
แพรพิมยิ้มแบบกวน ๆ “ก็คุณชอบประเมินคนอื่น หนูเลยเอาคืนบ้าง”
ทีมเริ่มแยกกันทำงาน และด้วยความบังเอิญหรือไม่ก็ไม่รู้ แพรพิมกับคินธารถูกจับให้อยู่กลุ่มเดียวกันใน่แรกเพื่อดูพฤติกรรมลูกค้าบริเวณหนึ่ง ทั้งสองเดินสำรวจและจดข้อมูลไปพร้อมกัน โดยมีจังหวะแซวกันเป็ระยะจนงานที่ควรน่าเบื่อกลับผ่านไปเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
่หนึ่งแพรพิมหยุดหน้าร้านขนมเพราะเห็นเมนูหนึ่งน่าสนใจ และคินธารซึ่งเดินนำไปแล้วสองก้าวต้องหันกลับมาถามว่า “หยุดทำไมครับ”
“ดูขนมค่ะ น่ากินมาก”
“เรามาทำงานนะครับ”
แพรพิมทำหน้ามุ่ย “รู้ค่ะ แต่คนทำงานก็มีสิทธิ์มองขนมไหม”
คินธารมองร้านแล้วถอนหายใจแบบขำ ๆ ก่อนพูดว่า “ทำจุดนี้เสร็จแล้วค่อยซื้อครับ”
เธอหันมามองเขาทันที “นี่คุณอนุญาตเหรอคะ”
“ผมไม่ได้ห้ามั้แ่แรกครับ คุณตีความเอง”
แพรพิมหัวเราะแล้วเดินต่อ ก่อนจะพึมพำว่า “พูดเหมือนเป็พ่อเลย”
คินธารได้ยินชัดเจนจึงตอบกลับทันทีว่า “ถ้าผมเป็พ่อคุณจริง คงปวดหัวทุกวันครับ”
“อ้าว ทำไมคะ หนูออกจะเลี้ยงง่าย”
“จากที่รู้จักมา ผมยังไม่เห็นหลักฐานเลยครับ”
แพรพิมทำท่าจะเถียงต่อแต่สุดท้ายก็หัวเราะเอง เพราะเธอเริ่มรู้แล้วว่าคินธารพูดเล่นได้มากขึ้นเมื่ออยู่นอกบรรยากาศบริษัท และนั่นทำให้เวลาอยู่ด้วยกันผ่านไปง่ายจนบางครั้งเธอลืมว่าตัวเองกำลังคุยกับคนซึ่งมีตำแหน่งสูงกว่าไปจริง ๆ
หลังงาน่แรกเสร็จ ทั้งทีมไปรวมกันที่ร้านอาหารตามที่คินธารสัญญาไว้ เขาให้ทุกคนเลือกอาหารตามสบายและบรรยากาศโต๊ะก็เป็กันเองกว่าการกินมื้อเที่ยงในวันทำงานมาก แพรพิมนั่งตรงข้ามคินธารและพบว่าตัวเองเผลอสังเกตว่าเขาชอบกินอะไร ไม่กินอะไร และตอบสนองอย่างไรเวลาคนในทีมแซว ซึ่งทั้งหมดเป็เื่เล็กมากจนเธอรู้สึกว่าการจำมันได้ดูน่าสงสัยเกินไป
ระหว่างกิน มิ้นท์ซึ่งมาด้วยกันหันมาถามคินธารว่า “คุณคินธารคะ ปกติวันหยุดยังทำงานบ่อยไหมคะ”
เขาตอบว่า “ถ้าจำเป็ครับ แต่พยายามไม่ให้เป็นิสัย”
แพรพิมรีบแทรกทันทีว่า “ดีค่ะ หนูนึกว่าคุณตื่นมาก็คิดเื่งานก่อนแปรงฟัน”
คินธารมองเธอแล้วตอบว่า “บางวันก็ใช่ครับ”
ทุกคนหัวเราะ ส่วนแพรพิมส่ายหน้า “เห็นไหม หนูเดาไม่ผิดเลย”
มิ้นท์มองทั้งคู่สลับกันด้วยสีหน้าซึ่งเหมือนกำลังดูอะไรสนุกมาก แต่เลือกไม่พูดออกมาเพราะเกรงใจสถานการณ์
หลังอาหาร ทีมแยกย้ายกันกลับเพราะงานเสร็จเร็วกว่าที่คาด แพรพิมกำลังจะเรียกรถกลับบ้าน แต่คินธารเดินมาถามว่า “คุณกลับทางไหนครับ”
เธอบอกพื้นที่คร่าว ๆ แล้วเขาก็พยักหน้า “ผมผ่านทางนั้นพอดี เดี๋ยวไปส่งได้นะครับ ถ้าคุณสะดวก”
แพรพิมนิ่งไปหนึ่งวินาที ก่อนจะรู้สึกว่าหัวใจเต้นดังขึ้นแบบไม่ควรเกิดกับคำถามง่าย ๆ แบบนี้ แต่สุดท้ายก็พยักหน้า “ก็ได้ค่ะ ถ้าไม่รบกวน”
“ไม่รบกวนครับ ไปทางเดียวกันอยู่แล้ว”
เมื่อขึ้นรถ บรรยากาศต่างจากรถบริษัทอย่างชัดเจนเพราะไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย ทำให้่แรกทั้งสองเงียบกันนิดหน่อยจนแพรพิมรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเกร็งแบบที่ไม่ได้เป็ตอนทำงาน เธอจึงเป็ฝ่ายเปิดเื่ก่อนว่า “รถคุณสะอาดมากเลยนะคะ ดูเหมือนไม่มีใครกล้าทำอะไรหกในนี้”
คินธารหัวเราะ “ผมก็พยายามดูแลครับ”
“งั้นถ้าหนูทำขนมหก คุณจะให้ลงกลางทางไหม”
“ขึ้นอยู่กับว่าขนมราคาเท่าไรครับ”
แพรพิมหัวเราะทันที “โห มีการประเมินความเสียหายก่อนด้วย สมเป็คุณจริง ๆ”
หลังจากนั้นบทสนทนาก็ค่อย ๆ ไหลไปเอง ทั้งเื่วันหยุด งานอดิเรก หนังที่ชอบ และสถานที่ซึ่งอยากไปเที่ยว แพรพิมได้รู้ว่าคินธารชอบทะเลแต่ไม่ค่อยมีเวลาไป ส่วนคินธารก็ได้รู้ว่าเธอเป็คนชอบเดินทางแบบไม่มีแผนจนบางครั้งกลับบ้านพร้อมเื่วุ่นวายมากกว่าของฝาก
“ถ้ามีวันหยุดยาว คุณอยากไปไหนครับ” คินธารถามระหว่างรอไฟแดง
แพรพิมคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “อยากไปที่เงียบ ๆ มีทะเล มีร้านกาแฟ แล้วก็ไม่มีคนเรียกประชุมค่ะ”
เขายิ้ม “ข้อสุดท้ายนี่ดูสำคัญสุดนะครับ”
“แน่นอนค่ะ แล้วคุณล่ะ”
“ก็คงคล้ายกัน แต่ผมคงต้องวางแผนก่อน”
“หมดกันค่ะ ความโรแมนติกของการเที่ยว”
คินธารหันมามองเธอเล็กน้อยก่อนพูดว่า “ถ้าไปกับคนที่ไม่ชอบวางแผน ก็คงต้องลองปล่อยบ้าง”
คำตอบนั้นทำให้แพรพิมเงียบไปทันที เพราะมันฟังเหมือนประโยคธรรมดาแต่กลับมีคำว่า “ไปกับคน” ซึ่งทำให้ความคิดเผลอวิ่งไปไกลเกินที่ควร เธอจึงรีบหันไปมองนอกหน้าต่างและตอบเบา ๆ ว่า “งั้นคุณคงได้ฝึกหนักค่ะ”
เมื่อรถมาถึงใกล้บ้าน แพรพิมบอกให้จอดตรงจุดสะดวกและหันมาขอบคุณ “ขอบคุณนะคะ ทั้งมื้อเที่ยงแล้วก็ที่มาส่ง”
คินธารพยักหน้า “ไม่เป็ไรครับ วันนี้ทำงานวันหยุดทั้งที ก็ควรได้กลับสบายหน่อย”
แพรพิมเปิดประตูรถแต่ก่อนลงกลับหันมาพูดว่า “วันนี้หนูได้รู้เพิ่มอีกอย่างนะคะ”
“อะไรครับ”
“คุณไม่ได้ใส่สูทนอนจริง ๆ”
คินธารหัวเราะออกมาอย่างชัดเจน “ขอบคุณที่ค้นพบครับ”
แพรพิมยิ้มแล้วลงจากรถ ก่อนจะปิดประตูและเดินเข้าไปทางบ้าน แต่พอหันกลับมองรถซึ่งยังไม่ออกทันที เธอก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อยเพราะคินธารรอจนเห็นว่าเธอเดินเข้าพื้นที่ปลอดภัยแล้วจึงค่อยขับออกไป
คืนนั้นแพรพิมนั่งอยู่บนเตียงพร้อมทบทวนเื่ทั้งวันและรู้สึกว่าเส้นแบ่งซึ่งเคยวางไว้เริ่มไม่ชัดจริง ๆ แล้ว เพราะตอนทำงานเธอยังสามารถบอกได้ว่าความสนิทเกิดจากหน้าที่ แต่การนั่งคุยเื่วันหยุดในรถ การจำว่าเขาชอบทะเล หรือการรู้สึกดีที่เขารอจนเธอเข้าบ้าน ล้วนเป็สิ่งซึ่งไม่จำเป็ต่อโครงการเลยแม้แต่นิดเดียว
โทรศัพท์สั่นขึ้นพร้อมข้อความสั้น ๆ จากคินธารว่า “ถึงบ้านเรียบร้อยใช่ไหมครับ”
แพรพิมมองแล้วพิมพ์ตอบว่า “เรียบร้อยค่ะ ขอบคุณที่มาส่งนะคะ แล้วคุณถึงหรือยัง”
“ถึงแล้วครับ”
เธอลังเลก่อนพิมพ์เพิ่มว่า “วันนี้สนุกกว่าที่คิดนะคะ หมายถึงงานนะ”
คินธารตอบกลับมาไม่นานว่า “ครับ งานสนุกมาก”
แพรพิมมองประโยคนั้นแล้วรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ทั้งที่อาจไม่มีอะไรเลย เธอจึงพิมพ์กลับว่า “ทำไมรู้สึกว่าคุณพิมพ์ประชดคะ”
“ผมไม่ได้พูดอะไรเลยครับ”
“นี่แหละค่ะ ยิ่งน่าสงสัย”
บทสนทนาจบลงด้วยอีโมจิยิ้มเหมือนคืนก่อน และแพรพิมวางโทรศัพท์ลงพร้อมหัวเราะเบา ๆ แต่ในใจกลับมีคำตอบหนึ่งซึ่งเริ่มชัดขึ้นกว่าเดิมว่า เธออาจกำลังชอบการมีคินธารอยู่ในชีวิตมากกว่าที่ควรจะเป็จริง ๆ
ส่วนคินธารเองก็เริ่มยอมรับกับตัวเองมากขึ้นว่าการดูแลแพรพิมไม่ได้เกิดจากตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งหมด เพราะเขาจำได้ว่าเธอชอบอะไร สังเกตได้ว่าเธอนอนน้อย และรู้สึกอยากถามว่าเธอถึงบ้านหรือยังโดยไม่มีเหตุผลด้านงานรองรับ การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้เขารู้ว่าความรู้สึกกำลังเดินออกจากเส้นแบ่งที่เคยวางไว้ทีละน้อยเหมือนกัน
ทั้งสองจึงยังคงอยู่ใน่ที่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรง ๆ ว่าชอบ เพราะคำคำนั้นดูใหญ่เกินไปสำหรับความสัมพันธ์ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นและยังมีเื่งานเป็เส้นบาง ๆ คั่นอยู่ แต่ในความเป็จริง คนที่บอกว่าไม่ได้คิดอะไรทั้งสองคนกลับเริ่มคิดถึงกันมากขึ้นทุกวัน และทุกครั้งที่พยายามบอกหัวใจให้หยุด ความรู้สึกก็ยิ่งตอบชัดขึ้นว่าเื่นี้คงไม่สามารถเรียกว่าแค่ความสนิทได้อีกนานเท่าไรแล้ว