่เย็นของวันเดียวกัน
เสียงประตูบ้านเปิดดังขึ้น
รินดาเดินเข้ามาพร้อมกระเป๋าเอกสารในมือ
น่านฟ้าที่กำลังนั่งอ่านข่าวอยู่ในห้องนั่งเล่นเงยหน้าขึ้นมอง
"กลับมาแล้ว"
รินพยักหน้าก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้าม
สีหน้าดูเหนื่อยเล็กน้อย
"วันนี้เจอคุณเธนศด้วย"
น่านฟ้าเลิกคิ้ว "เขาว่าไงบ้าง"
รินดาหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่มก่อนตอบเสียงเรียบ
"ก็ถามตามคาด คุณน่านเป็อะไร
ไปอยู่ไหน รินรู้หรือเปล่า"
"แล้วรินตอบว่าไง"
"ไม่ทราบค่ะคุณน่านโทรมาแจ้งว่าป่วย
ขอลาหยุดสามวัน จบ"
น่านฟ้าหลุดหัวเราะเบาๆ
สมกับเป็รินดาจริง ๆ ตอบเท่าที่จำเป็และไม่เปิดช่องให้อีกฝ่ายถามต่อ
ขณะนั้นเองโทรศัพท์บนโต๊ะก็ดังขึ้น
ชื่อบนหน้าจอทำให้ทั้งคู่มองหน้ากันทันที
เธนศ
รินดายกคิ้ว
"พูดถึงก็มาเลย"
น่านฟ้าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย
"ครับ"
น้ำเสียงอบอุ่นดังขึ้นจากปลายสายทันที
"น่าน..พ่อได้ยินจากรินว่าลูกไม่สบาย
เกิดอะไรขึ้นทำไมเมื่อคืนไม่กลับบ้าน"
น่านฟ้าเอนตัวพิงพนักโซฟาก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพเช่นเดิม
"มีเื่นิดหน่อยครับตอนอยู่ในงาน
ริสาวางยาผม"
ปลายสายเงียบไปทันทีก่อนเสียงของเธนศจะดังขึ้น
"ว่าไงนะ! วางยา? ลูกแน่ใจเหรอ"
"ครับ..ผมรู้ตัวทัน"
เธนศถอนหายใจออกมาเบาๆ
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความใและเป็ห่วง
"แล้วทำไมไม่โทรหาพ่อตอนนี้เป็ยังไงบ้างไปหาหมอหรือยัง
ต้องให้พ่อแจ้งความไหม
เื่แบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้หรือจะให้พ่อจัดการให้"
รินดาที่นั่งฟังอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับเบะปาก
สมบทบาทจริง ๆถ้าไม่รู้ความจริง
คงคิดว่าเป็พ่อที่รักลูกมากคนหนึ่ง
น่านฟ้ายกแก้วชาขึ้นจิบก่อนตอบเรียบ ๆ
"ไม่เป็ไรครับ ผมปลอดภัยดี มีคนช่วยไว้ทัน"
ปลายสายเงียบลงเล็กน้อย
"ใคร"
มุมปากของน่านฟ้ายกขึ้นเพียงนิดเดียว
"คุณเฉินครับ .. เฉิน เฟยหลง"
ความเงียบเข้าปกคลุมทันที
แม้เพียงไม่กี่วินาที แต่น่านฟ้าจับความผิดปกตินั้นได้
ก่อนเสียงของเธนศจะดังกลับมาอีกครั้ง
"คุณเฉิน? ลูกไปรู้จักเขาได้ยังไง
"บังเอิญเจอกันในงานครับ
และเขาเห็นเหตุการณ์พอดีแล้วช่วยผมออกมา"
เธนศเงียบไปอีกครั้งคราวนี้นานกว่าเดิมเล็กน้อย
ก่อนถามต่อ
"แล้วตอนนี้ลูกอยู่ที่ไหน"
น่านฟ้าเหลือบมองรินดา
ก่อนตอบอย่างไม่รีบร้อน
"พักอยู่กับคุณเฉินครับคงอยู่จนกว่าจะหายดี"
ปลายสายเงียบสนิท
ก่อนเสียงของเธนศจะกลับมาเป็ปกติ
ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"อย่างนั้นเหรอ ก็ดีแล้ว ดูแลตัวเองดี ๆ นะ หายแล้วค่อยกลับบ้าน"
"ครับ"
สายถูกตัดไปน่านฟ้าวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ
ภายในห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง
ก่อนรินดาจะหลุดหัวเราะออกมา
"ได้ผลจริงด้วย"
น่านฟ้ายกแก้วชาขึ้นจิบก่อนตอบเรียบ ๆ
"ใช่ ง่ายกว่าที่คิด"
รินดาส่ายหน้าอย่างปลงๆ
"เอาชื่อัดำแห่งเฉินมาใช้เป็โล่
มีแต่น่านนี่แหละที่กล้าทำ"
น่านฟ้าหลุดยิ้มบางๆ ก่อนทอดสายตามองออกไปยัง
สวนด้านนอกแสงอาทิตย์ยามเย็นกำลังค่อย ๆ เลือนหาย
"ก็มีไม่ได้เสียหายอะไรนี่"
ขณะเดียวกัน
ภายในห้องทำงานของประธานวรโชติเมธีกรุ๊ป
เธนศค่อย ๆ วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ
สีหน้าอบอุ่นของพ่อผู้แสนดีหายไปในทันที
เหลือเพียงความเ็า
นภัสที่นั่งอยู่บนโซฟาอีกฝั่งของห้องเอ่ยขึ้น
"ทำไมไม่ตามมันกลับมาตอนนี้ปล่อยมันไว้แบบนั้นเหรอ"
เธนศเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ก่อนตอบเรียบ ๆ
"ริสาทำพลาด
เฉิน เฟยหลงเข้าช่วยมันไว้"
นภัสขมวดคิ้ว
"แล้วไง ก็แค่ส่งคนไปจัดการต่อ"
เธนศส่ายหน้า
"อย่าเพิ่ง ฉันยังไม่รู้ว่าเขาเข้ามาช่วยทำไม
บังเอิญ หรือมีจุดประสงค์อื่นตอนนี้รอดูไปก่อน"
นภัสพยักหน้าช้าๆ ถึงภายนอกเขาจะเป็
เพียงลูกชายอีกคนของเธนศ
แต่ในความเป็จริงงานหลายอย่างที่ไม่สามารถทำผ่านบริษัทได้
ล้วนผ่านมือเขา ั้แ่เก็บข้อมูล ข่มขู่
ไปจนถึงจัดการปัญหาที่ไม่ควรถูกเปิดเผย
นภัสไม่เคยถูกพาออกงานสังคม
ไม่เคยถูกผลักดันให้เป็ผู้บริหาร
และไม่เคยถูกแนะนำต่อหน้าสื่อเหมือนน่านฟ้า
แต่ในโลกอีกด้านหนึ่งเขาคือคนที่เธนศใช้จัดการเื่สกปรกมาตลอด
และเป็คนที่เธนศไว้วางใจมากที่สุด
"แล้วริสาล่ะจะเอายังไง"
ดวงตาของเธนศเย็นลงทันที
"เตือนมันว่าปิดปากให้สนิท ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่"
นภัสชะงักไปเล็กน้อยก่อนพยักหน้ารับ
เขารู้ดีว่าคำว่าปิดปาก ของเธนศหมายถึงอะไร
"ครับ"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
เธนศลุกขึ้นเดินไปหยุดหน้ากระจก
สายตามองแสงไฟของกรุงเทพฯ
เบื้องล่างความคิดยังคงวนเวียนอยู่กับชื่อเดิม
ชื่อที่ไม่ควรปรากฏขึ้นในเวลานี้
"เฉิน เฟยหลง..." ดวงตาของชายวัยกลางคนหรี่ลงเล็กน้อย
"มันมาเกี่ยวอะไรด้วย"