เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ เก้าสิบแปด มิตรใหม่

     

    บทที่ เก้าสิบแปด

     

    ในกระโจมรองของแม่ทัพสูงสุดไม่มีโต๊ะบัญชาการไม่มีแผนที่หรือธงเครื่องหมายทัพ หากมีเพียงชุดตกแต่งและเก้าอี้นั่งจัดง่ายๆจากไม้เนื้อแข็งขอบกระโจมแขวนผ้าปักลวดลายสัตว์หิมะกันลมหนาวที่ดูก็รู้ว่ามาจากแดนไกลด้านในอบอุ่นจากเตาถ่านซึ่งมีไหดินใส่น้ำร้อนตั้งอยู่ กลิ่นสมุนไพรแผ่วเบาอบอวลตลบอากาศรอบกระโจม

    โม่เหวินหานก้าวเข้ามาก่อนผู้ใดสีหน้าสุขุมแต่แฝงอำนาจเย็นเยียบตามแบบผู้ที่ชินชากับทั้งยามศึกและสันติตามมาด้วยแม่ทัพเก่อเหยียนที่ยังคงเดินพร้อมแววตาไม่ปิดบังความไม่พอใจในท่าทางของแขกแปลกหน้าถัดไปคือหลัวไท่ข่ายที่ปรึกษาร่างกายผอมแต่เฉียบแหลมด้วยความรู้และวาจาและนายกองทั้งสองนายอย่างเล่าซือผิงกับถังลี่ซานที่เดินตามหลัง

    ผู้มาใหม่ทั้งสี่ยังคงโพกศีรษะและใบหน้าไว้เช่นเดิมมิเปิดเผยให้เห็นแม้ครึ่งแก้ม เว้นเพียงดวงตาที่มองตรงและเฉียบคมราวเหยี่ยวทะเลทรายไร้ความเกรงกลัว ไร้ความลังเล

    แม่ทัพเก่อเหยียนทนกลิ่นอายหยิ่งทะนงนั้นไม่ไหวเสียแล้วเขาก้าวเข้าไปหนึ่งก้าวก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำดุดัน “พวกเจ้ามาอยู่ในค่ายทัพเรายังคิดปิดบังใบหน้าให้คลุมเครือ นี่หรือคือความจริงใจของผู้มาเยือน? หรือว่ากลัวสิ่งใด?”

    ถ้อยคำของเขาทิ่มแทงโดยไม่อ้อมค้อมใบหน้าที่ยังเต็มไปด้วยริ้วรอยศึกและรอยแผลผ่านกาลเวลามองตรงไปยังร่างเล็กที่ยืนนิ่งอยู่กลางพรมขนสัตว์เสียงหัวเราะเบาๆ ดังจากใต้ผ้าคลุม พร่างคล้ายเสียงทรายกระทบหิน “พวกเจ้าชวนข้ามานั่งพักผ่อนเองมิใช่หรือแล้วเหตุใดข้าต้องแสดงความจริงใจ?” น้ำเสียงผู้นำร่างเล็กดังนุ่มแต่ชัดทุกถ้อยคำ“ทั้งพวกข้าช่วยชีวิตคนของพวกเจ้าไว้..นั่นยังไม่จริงใจพออีกหรือ?”

    เก่อเหยียนสูดลมหายใจลึกพ่นลมออกทางจมูกคล้ายจะกล่าวโต้ตอบ แต่หลัวไท่ข่ายที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะเตี้ยรีบยกมือห้ามแล้วก้าวออกมากลางวง“พวกท่านเชิญพักผ่อนตามสะดวกเถอะ..ระหว่างนี้พวกเราเพียงอยากสอบถามพูดคุยเล็กน้อยเท่านั้นไม่มีเจตนาเค้นความอะไร”

    เขาพูดพลางยกมือผายเชิญให้นั่งลงทั้งน้ำเสียงและท่วงท่าราบเรียบสุภาพ ไม่มีแม้การกดดันหรือวางอำนาจผู้มาใหม่ร่างเล็กไม่ตอบคำเพียงเดินนุ่มนวลไปนั่งลงบนเก้าอี้ขนสัตว์นุ่มตัวข้างๆกระโจม ทันทีที่กายนั่งลงท่าทางของเขาก็เปลี่ยนเป็นผ่อนคลายมือเล็กวางพาดบนพนักเก้าอี้ราวกับนั่งอยู่บ้านตนเองอย่างเคยชินยิ่งอีกสามคนยืนเรียงด้านหลังเหมือนเงาใหญ่ปักหลังอย่างแข็งแกร่ง

    สายตาของหัวหน้าผู้มาเยือนกวาดมองรอบกระโจมอย่างเฉยเมยก่อนจะเอ่ยเบาๆแต่ถ้อยคำกลับเต็มไปด้วยรอยสังเกตที่ช่างพินิจ “ขนสัตว์นี่นุ่มนักข้ารู้จักสัตว์มากมายในทะเลทราย แต่ไม่มีตัวไหนที่ขนนุ่มได้ปานนี้แน่” คนผู้นั้นลูบเบาๆที่ขอบเก้าอี้แล้วเอ่ยต่อ “เก้าอี้ไม้พวกนี้ก็แข็งแรงดีลายสลักแม้ไม่ได้วิจิตรที่สุดแต่มั่นคงดีอยู่ในสภาพอากาศเช่นนี้ น่าจะอยู่ได้หลายสิบปีทีเดียว”

    หลัวไท่ข่ายที่ได้ฟังพลันเลิกคิ้วเบาๆเขาไอแผ่วคล้ายฝืนกลั้นหัวเราะในลำคอ “เห็นทีท่านจะชอบชีวิตสุขสบายพอสมควร..เช่นนั้นแล้วเหตุใดยังใช้ชีวิตเร่ร่อนในทะเลทรายอันโหดร้ายเล่า?”

    คำถามฟังราวหยอกเย้าแต่แฝงการหยั่งเชิงผู้นำร่างเล็กกลับตอบโดยไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย “ก็เพราะข้าพอมีฝีมืออยู่บ้างละมั้งและข้าเลือกทางนี้แล้ว”ระหว่างพูดก็เอนหลังเล็กน้อย

    “ท่านเป็นหัวหน้าชุมนุมหรือ?” หลัวไท่ข่ายถามต่อ

    ร่างเล็กสบกลับสายตาทุกคนยังจับจ้องอยู่พลางเอ่ยต่อ“ข้าไม่ใช่ผู้นำข้าแค่ช่วยเหลือกลุ่มของข้าเท่านั้น ไม่ได้เป็นหัวหน้าหรือผู้นำใดๆ ทั้งสิ้น” ถ้อยคำเรียบง่ายแต่ขัดกับภาพตรงหน้าอย่างสิ้นเชิงเพราะคนที่ยืนอยู่ด้านหลังทั้งสามราวกับภูผาเฝ้าประตูตะวันออก ไม่ไหวติงไม่กะพริบตา เห็นเพียงท่าทีเชื่อฟังอย่างหมดใจ

    หลัวไท่ข่ายไม่เซ้าซี้ต่อเพียงเปลี่ยนเรื่องถามใหม่“แล้วพวกท่านรู้หรือไม่ว่ากลุ่มที่ท่านช่วยเหลือมา..คือทหารของกองทัพจินหยาง?”

    อีกฝ่ายตอบอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย“รู้สิ” ดวงตาที่เห็นเพียงคู่เดียวสะท้อนแสงโคมอย่างแน่วแน่“ใหญ่โตเช่นนี้ ไม่รู้ได้อย่างไรที่ข้าช่วยก็เพราะรู้ว่าเป็นคนของจินหยาง มิใช่หรือ?”

    คำตอบที่ไม่มีการปิดบังทั้งยังมีบอกนัยลึกว่าอยู่ฝ่ายใดกลับสร้างความรู้สึกมั่นใจให้เก่อเหยียนในชั่วขณะหนึ่ง

    แม่ทัพเก่อเงยหน้าขึ้นสีหน้าอ่อนลงเล็กน้อยหลังอีกฝ่ายอยู่ฝั่งแผ่นดินจินหยาง “ไหนๆ เจ้าก็อยากช่วยอยู่แล้ว..จะไม่ช่วยให้สุดกำลังกระนั้นหรือ?” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ช่วยชีวิตแค่ไม่กี่ชีวิตจะสู้ช่วยชีวิตทั้งกองทัพได้หรือ?”

    ดวงตาของผู้มาใหม่ร่างเล็กสะท้อนประกายชัดเสี้ยวใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมดูเหมือนจะมีรอยยิ้มเบาบางแทรกขึ้นมา แม้มองไม่เห็นคิ้วแต่แสงที่สะท้อนจากดวงตาให้ความรู้สึกว่ากำลังเลิกคิ้วขึ้น “เช่นนั้นข้าจะได้อะไรล่ะ?”

    น้ำเสียงนั้นยังคงเยือกเย็นหากทว่าจริงจังจนเหล่าแม่ทัพที่ยืนอยู่แทบพร้อมใจกันหยุดลมหายใจเพราะผู้พูดตวัดตามองบุคคลที่เป็นนายเหนือหัวของทุกคนที่นี่หลายคนจึงหันไปมองบุรุษทรงอำนาจที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆด้วยสายตาอึ้งงันสักครู่แล้วกลับไปมองร่างเล็กที่ไม่ยี่หระใดๆ

    ‘เจ้าหนุ่มน้อยนี่รู้หรือไม่ว่าคนที่นั่งจ้องอยู่คือผู้ใด?’

    ในขณะที่ทุกคนแทบหยุดหายใจจักรพรรดิผู้ปกครองแผ่นดินจินหยางเพียงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยดวงเนตรมองตรงไปที่ผู้เอ่ยคำถามอย่างมั่นคงไม่เปลี่ยนคล้ายผู้ที่รู้จักชั่งใจและฟังโดยปราศจากความโกรธ “สิ่งที่เจ้าปรารถนา..เรามีให้ได้หรือไม่เล่า?”

    เป็นเพียงถ้อยคำสั้นๆแต่หนักแน่นกว่ากระบี่พันเล่ม ผู้มาใหม่ร่างเล็กนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าเบาๆ“ท่านย่อมให้ได้อยู่แล้ว”

    โม่เหวินหานมองอีกฝ่ายสบสายตากลับโดยไม่หลบ ไม่เร่ง “เช่นนั้น..เราก็ให้เจ้า”

    ผู้มาใหม่ไม่รีรอ“ตรัสแล้วไม่คืนคำ” เสียงกล่าวอย่างชัดเจนก่อนจะพูดต่อด้วยถ้อยคำเดียวที่ทำให้ทุกคนในกระโจมหันมองหน้ากันแทบพร้อมกัน“ได้..ข้าช่วยพวกท่าน”

    แม่ทัพนายกอง หน่วยกู่เฟย ที่ปรึกษา ทุกคนเงียบไปชั่ววูบหนึ่งดวงตาเบิกโพลงเหมือนไม่อยากเชื่อ ง่าย..ง่ายถึงเพียงนี้เลยหรือ? ทั้งเจ้าหนุ่มน้อยนี่จะรู้เสียด้วยว่ากำลังพูดอยู่กับใครถึงได้รู้ว่าวาจาฮ่องเต้เป็นหนึ่งไม่มีสอง

    ภายในกระโจมรองที่บัดนี้ค่อยๆสงบลงหลังบทสนทนาอันคุกรุ่นก่อนหน้า บรรยากาศภายในอบอวลด้วยกลิ่นควันจากขอนไม้เผาไหม้กลบกลิ่นฝุ่นทราย

    หลัวไท่ข่ายที่ยืนอยู่ข้างโม่เหวินหานเป็นผู้เริ่มเปิดบทสนทนาอีกครั้งท่าทีไม่เร่งร้อนวางตัวอย่างสุขุมเยี่ยงผู้เคยเจรจานับครั้งไม่ถ้วน “หากตกลงจะช่วยกันเช่นนี้ขอเอ่ยให้ชัดไว้เสียหน่อยเพื่อให้ไม่มีความคลาดเคลื่อนใดในภายหลัง” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบคำกล่าวของหลัวไท่ข่ายนั้นว่ากันง่ายๆ ก็คือพูดให้รู้ว่าพวกท่านจะทำอะไรและพวกท่านเป็นใครมาจากไหนนั้นเอง

    “พวกท่านมาจากที่ใดกันหรือ?”

    ผู้นำร่างเล็กที่ยังนั่งบนเก้าอี้ขนสัตว์พยักหน้ารับอย่างง่ายดายพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะในลำคอ “ตอนนี้ข้า..เร่ร่อนออกจากเผ่า” กล่าวคล้ายเรื่องไร้สาระ “เวลานี้ไม่มีชุมชน ไม่มีเมือง ไม่มีหมู่บ้านอยู่กลางทะเลทราย หยุดเมื่อเหนื่อย..ไปเมื่อเบื่อ” แล้วเอียงศีรษะอย่างเกียจคร้านยิ้มขำ “มีพวกท่านอยู่ด้วยก็ดี..ชีวิตจะได้สบายขึ้นหน่อยอย่างน้อยก็มีอาหารกินใช่ไหมล่ะ?”

    น้ำเสียงที่กล่าวแม้ไม่เยาะเย้ยแต่ก็มิได้เทิดทูนเกินควร สีหน้าของเล่าซือผิงที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับกระตุกเบาๆขณะที่ถังลี่ซานส่ายหน้าอย่างลอบกล้ำกลืนอารมณ์ไว้ในอก

    หลัวไท่ข่ายเพียงพยักหน้าอย่างเยือกเย็น“เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลหากท่านคิดช่วยเหลืออย่างจริงใจ อาหาร เสบียง หรือเครื่องจำเป็น กองทัพมิขัดข้อง” แล้วเขาหยั่งเสียงอีกครั้ง “แล้วเหตุใด..พวกท่านถึงออกจากเผ่าที่อาศัยอยู่เล่า?”

    คำถามนี้ทำให้ดวงตาของผู้นำร่างเล็กหรี่ลงเล็กน้อยเสี้ยวแสงในตาเยียบเย็นขึ้นทันใด เลือกที่จะไม่ตอบในทันทีหากปล่อยให้ความเงียบคืบคลานอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเบาๆ “ก็เพราะข้า..เลือกเช่นนั้น” น้ำเสียงไม่มีการอธิบายต่อ

    หลัวไท่ข่ายเองยังต้องเหลือบตามองอีกฝ่ายครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มบางๆ อย่างผู้จำยอมต้องยอมรับ “เช่นนั้นก็สุดแล้วแต่ข้าไม่ถามอีก”แล้วเขากล่าวต่อด้วยท่าทีเปลี่ยนเป็นเจ้าบ้าน“เวลานี้ก็ค่ำแล้วหากท่านทั้งสี่ไม่ติดขัดสิ่งใด เราจะจัดกระโจมพักให้ท่านแยกไปพักผ่อน มีอาหารน้ำสะอาด และผ้าห่มเตรียมไว้พร้อม ขอเพียงว่าในยามค่ำคืน ไม่เดินไปตามใจหากมีเรื่องใดให้แจ้งทหารเวร”

    หัวหน้าร่างเล็กพยักหน้าเบาๆ“เข้าใจแล้ว พวกข้าไม่ใช่คนวุ่นวาย” กล่าวเสร็จก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปก่อนโดยไม่ขออนุญาตขณะเงาทั้งสามที่เหลือตามติดราวภูตผีในอาณัติ

    เมื่อพวกเขาออกไปพ้นประตูม่านเสียงผ้าปลิวที่ปะทะกับเสากระโจมแว่วเบาเหล่าแม่ทัพและที่ปรึกษาจึงค่อยหันมามองหน้ากันอีกครั้งความอึดอัดบางอย่างยังคงคล้ายหมอกหนาปกคลุม

    แม่ทัพเก่อเหยียนขมวดคิ้วสีหน้าคล้ายจะไม่ยอมปล่อยให้เรื่องจบง่าย “เจ้าหนุ่มที่เป็นผู้นำ..ดูแล้วอายุยังไม่เข้าวัยหนุ่มด้วยซ้ำใบหน้าไม่เห็น แต่การยืน การนั่ง น้ำเสียงและแววตา..” เขาส่ายหน้าเบาๆ “มั่นใจจนเกินไป ไม่ไว้หน้า ข้าก็ขัดใจไม่น้อย” เขาหันมามองสบตาผู้อื่น “แต่ก็ยอมรับว่าตอนนี้...เราคงไม่มีทางเลือกนัก” น้ำเสียงแม้มั่นคงหากก็แฝงความเหนื่อยใจไว้ในถ้อยคำ

    หลัวไท่ข่ายที่ยืนพิงเสาไม้กระโจมหลับตาเบาๆแล้วลืมขึ้นอีกครั้ง “ไม่มีทางเลือก..ก็ใช่ว่าต้องเลือก” เขาเอ่ยเรียบๆ “หากเราเลือกผิดอาจทำให้ผู้คนนับหมื่นลำบากและหากเลือกพลาดอาจทำให้ผู้คนนับแสนต้องกลายเป็นเพียงเถ้าทราย” บุรุษผู้ทรงความรู้ถอนใจ “อีกทั้งคนผู้นั้นไม่ยอมเอ่ยเบื้องหลังใดเป็นคนภูมิลำนำใดก็ไม่รู้”

    ถ้อยคำของเขาทำให้กระโจมทั้งหลังเงียบลงทันทีทุกคนต่างหยุดคิด ไม่ว่าหน้าใหม่อย่างเล่าซือผิงหรือผู้มีประสบการณ์ศึกยาวนานเช่นเก่อเหยียน

    จนโม่เหวินหานกล่าวขึ้น“อีกครู่เราจะไปคุยกับเจ้าหัวหน้ากลุ่มนั้นเอง..แต่ให้มีเพียงข้ากับที่ปรึกษาหลัวเท่านั้น” พระสุรเสียงสงบนิ่ง “บางครั้งเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนมากอาจทำให้รู้สึกยากจะวางใจ อาจกลายเป็นกำแพงโดยไม่รู้ตัว”

    เก่อเหยียนขยับทันทีสีหน้าเข้มดุดัน “ให้กระหม่อมกับที่ปรึกษาหลัวไปแทนไม่ดีกว่าหรือพ่ะย่ะค่ะ? ถึงอีกฝ่ายจะดูไม่มีพิษมีภัยแต่ใครจะรู้ว่าเจ้าหนุ่มนั่นจะเล่นไม้ใด หากไม่มีคนคุ้มกันด้วยแล้ว” คำพูดของเขาแฝงความห่วงใยเต็มเปี่ยม

    โม่เหวินหานเงียบไปครู่หนึ่งก่อนหันมามองหลัวไท่ข่ายเพียงครู่ เห็นอีกฝ่ายพยักหน้าน้อยๆดวงตาวาบแสงอย่างเข้าใจ แล้วจึงหันกลับไปมองเก่อเหยียน “เราต้องไปเองแม่ทัพเก่อรอที่ด้านนอกเถอะ เรื่องนี้ความรับผิดชอบใหญ่เกินจะออกจากมือเรา”

    ถ้อยคำนั้นตอบเก่อเหยียนโดยตรงเป็นการชี้ให้รู้ว่าฮ่องเต้ไม่ได้กลัวอันตรายจากอีกฝ่าย ทั้งยังรู้ว่าไม่มีใครตัดสินใจได้หากไม่ใช่พระองค์เอง

    ยามวิกาลในเขตค่ายกลางทะเลทรายยังเงียบสงัดผืนฟ้าเหนือค่ายกองทัพปกคลุมด้วยหมู่ดาวซึ่งกะพริบแสงริบหรี่ท่ามกลางความเยียบเย็นที่ซึมลึกเข้าสู่กระดูก

    กระโจมที่ตั้งแยกห่างจากแนวพักของทหารคนอื่นนั้นมีเพียงคบไฟที่ปักไว้สองข้างหน้าทางเข้าสาดแสงส้มจางให้เห็นผืนผ้ากระโจมที่ยับย่นเล็กน้อยจากลมราตรีเสียงฝีเท้าหนักแน่นของบุรุษสองคนหยุดลงหน้าทางเข้าทหารยามที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าค้อมตัวทันที แล้วเอ่ยเสียงขึงขัง “ฮ่องเต้เสด็จ”

    เสียงในกระโจมไม่มีตอบกลับหากประตูผ้ากลับเปิดออกโดยทหารยามที่ลั่นตะขอเสาไม้แล้วผายมือเชื้อเชิญทั้งสองเข้าไป

    โม่เหวินหานก้าวเข้าก่อนร่างสูงสง่าในอาภรณ์ผ้าทอลายมังกรสีเข้มที่ทาบทับด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์สีดำฝีเท้าราวสายน้ำไหลโดยมีหลัวไท่ข่ายเดินตามมาเงียบๆในผ้าคลุมหนาสีเทาหมอก

    ภายในกระโจมมีเพียงแสงจากเตาไฟขนาดเล็กตรงกลางที่สาดแสงสะท้อนด้านในจัดเรียบง่ายกว่ากระโจมรองของแม่ทัพ ห้องพักนี้ไม่มีเสื่อฟางไม่มีเครื่องเรือนเกินจำเป็น มีเพียงเบาะขนสัตว์ปูไว้ข้างหนึ่ง ผ้าห่มหนาสองผืนและภาชนะไม้ทรงกลมซึ่งยังมีไอน้ำอุ่นคลุ้งอยู่บางเบา และตรงนั้นร่างเล็กผู้ไม่เปิดเผยใบหน้ากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะอย่างผ่อนคลายเสื้อคลุมหนาหายไปแล้วเหลือเพียงเสื้อตัวในที่คลุมทับด้วยผ้าหนังสัตว์สีดำสนิทบนกายอย่างเรียบง่ายอาภรณ์ที่ไร้เสื้อคลุมตัวหนาแล้วเผยให้เห็นร่างกายที่เล็กกว่าที่คาดไว้ และยังมีผืนผ้าเบาบางสีหม่นที่พันครึ่งใบหน้ายังคงอยู่แต่แสงไฟจากเตาทำให้เห็นรอยแสงของดวงตาที่ทอดมองมาได้ชัดขึ้น เป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความเป็นกันเองอย่างยิ้มย่อง

    “ข้าพึ่งอาบน้ำเสร็จพอดี” เสียงเล็กสดใสกว่าก่อนหน้านี้เอ่ยขึ้นยามเปล่งเสียงคล้ายจะกลั้วหัวเราะไว้ในอก “อารมณ์ดีนัก..พวกท่านมีอะไรรึ?”

    โม่เหวินหานไม่ตอบในทันทีหากกวาดสายตาไปรอบห้องด้วยใจคุกรุ่น ก่อนจะถามอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าพักคนเดียว?”

    อีกฝ่ายพยักหน้าทันทีไม่มีการหยั่งเชิง “ข้าชอบแบบนี้อีกกระโจมคงจะอึดอัดไม่น้อยที่ต้องพักกันสามคนใครใช้ให้พวกท่านจัดให้เพียงสองกระโจมเล่า ข้าก็เบื่อการนอนแนบแขนผู้อื่นเสียด้วย”

    โม่เหวินหานถอนหายใจเบาๆราวไม่ต้องการแสดงอารมณ์ชัดเจนต่อคำตอบเหล่านั้นแล้วอีกฝ่ายก็ยังคงยิ้มในแววตาขณะเอ่ยต่อ “แล้วพวกท่านเล่าล่ะ..สรุปได้หรือยังว่าจะเอาอย่างไรกับข้า?”

    หลัวไท่ข่ายก้าวออกมาเพื่อตอบแต่กลับถูกโม่เหวินหานยกมือขวาขึ้นห้ามไว้ สีหน้าของเขาแม้ไม่ขึงขังนักแต่แววตาเด็ดขาดราวหอกยาว “ท่านออกไปรอข้างนอกก่อนเถิดเราจะจัดการเรื่องนี้เอง”

    หลัวไท่ข่ายนิ่งไปอึดใจหนึ่งคล้ายจะกล่าวค้าน แต่เมื่อสบตากับโม่เหวินหานแล้วเห็นความหนักแน่นในแววนั้นก็เพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วถอยออกไปอย่างเงียบงันเสียงผ้ากระโจมเปิดออกตามด้วยการปิดที่เบาราวไร้เสียง

    โม่เหวินหานเดินย่างช้าๆมาหยุดตรงกลางกระโจมด้านข้างเตาไฟแสงส้มจากกองถ่านใต้ตะแกรงข่ายสะท้อนบนใบหน้าของเขาชัดขึ้น คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

    น้ำเสียงที่เปล่งออกมาหนักแน่นและเข้มงวดกว่าเมื่อครู่“วางใจเร็วไปแล้ว” ดวงตาคมดั่งมีดเฉือนเส้นไหมจ้องตรงไปยังอีกฝ่าย“คิดว่าข้อตกลง..จบแล้วหรือ?”

    ความเงียบที่ตามมาคล้ายมีน้ำหนักของหินก้อนใหญ่ตกลงกลางอ่างน้ำใบหน้าใต้ผ้าคลุมของอีกฝ่ายนิ่งอยู่อึดใจ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “อา..พวกท่านระวังตัวกว่าที่ข้าคิดไว้มากนัก” เสียงนั้นเอ่ยอย่างไม่เกรงกลัว “ข้าคิดว่าพวกท่านจะยินดีเมื่อมีคนเสนอตัวช่วยแล้วปล่อยเลยตามเลยไม่ใส่ใจเรื่องอื่นเสียอีก”

    โม่เหวินหานยังไม่เอ่ยตอบดวงตายังคงจ้องผ่านเปลวไฟเหมือนจะอ่านความคิดลึกของอีกฝ่าย

    “นี่พวกท่านว่าข้าไม่จริงใจหรือ?” ร่างเล็กพูดต่อชันเข่าขึ้นหนึ่งข้างแล้ววางแขนไว้บนเข่าอย่างสบายคล้ายอยู่ในกระท่อมตัวเองมากกว่าค่ายทัพ“เช่นนั้นพวกท่านต้องการอะไรกันแน่? ไม่ใช่คนช่วยเหลือเส้นทางหรือไง?”

    แต่คำถามนั้นกลับถูกโม่เหวินหานตอบด้วยสายตานิ่งร่างสูงนั่งลงข้างเตาผิงไฟใกล้กับคนที่นั่งอยู่ก่อน “ต้องให้ทุกคนไว้ใจเจ้าก่อนต่างหากเล่า..”

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน