เื่ราวของ เด็กชายมาร์โก้
"อุ๊บ!"
มาโกโตะอุทานสั้นๆก่อนจะหงายหลังจนกระแทกกับพื้นหญ้าหนานุ่มแต่ถึงจะหนานุ่มกระนั้นมันก็ยังทำเอาสมองของเขาหมุนติ้ว มาโกโตะสะบัดหัวแรงๆก่อนจะพยุงตัวลุกขึ้นมาท่ามกลางสรรพสำเนียงรอบข้างที่เริ่มจับใจความได้มากขึ้นเรื่อยๆ
"ทำอะไรของนายน่ะ! โอคัส!"
เสียงแหลมเล็กของเด็กสาวดังขึ้นอีกครั้งก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะราวสอง-สามเสียง
"ไม่มีอะไรหรอกน่าเราก็เล่นกันตามปกตินั่นแหละ มาร์โก้แค่หลบไม่ทันนิดหน่อยเท่านั้นเอง"
มาโกโตะขมวดคิ้วก่อนจะรับรู้ถึงกลิ่นเืจางๆในจมูกขมับเต้นตุบๆเมื่อความทรงจำของร่างนี้ตลอด10ปีกำลังไหลเข้ามาผสมกับสมองใหม่อย่างรวดเร็ว
ภาพวัยเด็กช่างลางเลือนภาพบ้านที่โผล่มาทีละมุมราวกับริ้วฟิล์มที่ฉีกขาดตามมาด้วยพ่อกับแม่ในหลายๆ่เวลา ภาพตอนตัวเองเกือบจมน้ำตายตอนห้าขวบหมู่บ้านบนเขาอันแสนสุข ไล่มาจนถึงเหตุการณ์ปัจจุบันที่เขาถูกลากออกมาและโดนะโถีบโดยเด็กอีกคนที่ชื่อโอคัส
โอคัสอายุเพียงเจ็ดขวบปีแต่เขานั้นเป็เผ่าสมิงที่ผสมผสานระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่าด้วยอัตราการเติบโตที่ว่องไวกว่าเผ่ามนุษย์แม้จะอายุน้อยกว่ามาร์โก้แต่ร่างกายก็โตกว่าเขาไปมากแถมยังถึงเกณฑ์เรียนเวทย์มนต์ั้แ่ห้าขวบแล้วด้วย
มาร์โก้เช็ดเืออกจากจมูกอย่างใจเย็นจากที่จำได้ั้แ่ไหนแต่ไรเขาก็ถูกโอคัสลากไปเล่นอะไรแรงๆประจำทำให้เขามีแผลกลับบ้านในทุกเย็นจนแม่เขาบ่นแล้วบ่นอีก
เมื่อก่อนมาร์โก้ไม่ชอบความรุนแรงของโอคัสเอาซะเลยแต่พอความทรงจำเดิมกลับมาเขาก็ค่อยๆเปลี่ยนมุมมองต่อเด็กคนนี้ไปทีละน้อย
เผ่าสมิงนั้นร่างกายแข็งแรงการละเล่นจึงแรงไปด้วยและในระดับรุ่นเดียวกันเขาก็ไม่มีทางที่จะฟังมาร์โก้เนื่องจากความแข็งแกร่งของทั้งสองนั้นห่างไกลกันเกินไปการกระทำของเขาจึงเป็การแสดงออกมาตามสัญชาตญาณของเผ่าพันธ์เพื่อแสดงความเหนือกว่าเท่านั้น
"เป็อะไรมั๊ยมาร์โก้"
เสียงเล็กดังขึ้นอีกครั้งพร้อมๆกับโนเอลที่มาถึงข้างกายเธอเป็เด็กสาวเผ่าแมวที่สนิทกับเขาเนื่องจากบ้านอยู่ใกล้กันั์ตาสีทองที่เต็มไปด้วยความห่วงใยนั้นทำเอามาร์โก้ต้องยิ้มออกมาอย่างเสียไม่ได้
โนเอลเป็ห่วงเขาเสมอ ด้วยวัย12ปีหมายถึงเธอเข้าเรียนเวทย์มนต์มาแล้ว7ปีความสามารถด้านเวทย์มนต์สูงกว่าโอคัสและคนอื่นๆก็จริงแต่เธอก็ทำได้แค่ปกป้องมาร์โก้จากสถานการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้นเพราะพ่อของโอคัสนั้นเป็หัวหน้าใหญ่ของเผ่าสมิงและเป็ถึงหัวหน้าหมู่บ้านนี้ถ้าโนเอลเลือกลงมือกับโอคัสไปล่ะก็เธออาจจะทำให้ครอบครัวของเธอลำบากก็เป็ได้
"มาร์โก้?"
โนเอลส่งเสียงเรียกขึ้นอีกครั้งก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อเห็นสีหน้าของมาร์โก้ที่กำลังปวดหัวตุบๆเนื่องจากความทรงจำที่ไหลผสมกันก่อนจะตีความว่านั่นเป็อาการที่เกิดจากลูกถีบของโอคัสทันที
"นายเล่นแรงเกินไปแล้วนะโอคัส"
"ก็บอกแล้วว่าหมอนั่นหลบไม่ทันเอง"โอคัสยักไหล่อย่างไม่ยี่หร่ะ
"แต่นายก็น่าจะยั้งทันนี่"โนเอลแกว่งหางเบาๆ"หรือจะบอกว่าเป็ลูกชายของหัวหน้าเผ่าแต่ยั้งแรงไม่เป็เนี่ยนะ"
คำพูดของโนเอลทำเอาั์ตาของโอคัสหรี่ลงทันทีสำหรับเผ่าสมิงที่ยึดเื่ตำแหน่งระหว่างกันเป็ใหญ่แล้วคำพูดของโนเอลก็สร้างอารมณ์ขุ่นมัวให้กับเขาได้อย่างไม่ยากเย็น
"ไม่ใช่ยั้งไม่เป็แต่ชั้นไม่มีความจำเป็ที่จะต้องยั้ง”
“แต่มาร์โก้เป็มนุษย์นะ”
“ไม่ใช่ความผิดฉันที่มาร์โก้เกิดมาอ่อนแอ”
คำพูดของโอคัสทำเอาส่วนลึกของมาร์โก้เจ็บแปลบความทรงจำทำให้เขารู้ได้ว่าโลกแห่งนี้นั้นมีเผ่าพันธุ์ที่มากมายหลากหลายซึ่งประกอบด้วยจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไปบางเผ่ามีร่างกายที่แข็งแกร่ง บางเผ่ามีทักษะการต่อสู้ที่เยี่ยมยอดบางเผ่าเวทย์มนต์ลึกลับโดยที่มนุษย์นั้นไม่ได้มีจุดเด่นอะไรที่ดีต่อการต่อสู้เลย พวกเขาจึงเป็แค่ชนชั้นสามัญทั่วไปเท่านั้นนอกเสียจากบางตระกูลจะให้กำเนิดทายาทที่เต็มไปด้วยพร์จนสามารถเบียดขึ้นไปอยู่ยังกลุ่มชนชั้นสูงได้
สิ่งที่โอคัสพูดจึงไม่ได้ผิดไปเสียทีเดียวเพียงแต่มันก็ไม่ได้ถูกไปซะทั้งหมด
มาร์โก้ในตอนนี้ไม่เหมือนกับเมื่อ10ปีที่ผ่านมาแล้ว
เพียงแต่มาร์โก้ยังต้องเก็บทุกอย่างไว้ในใจจนกระทั่งโนเอลคว้ามือเขาและจูงมาร์โก้กลับบ้านเขายังไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเวทย์มนต์เลยแม้แต่น้อยเพราะฉะนั้นจนกว่าเขาจะแน่ใจว่าตัวเองทำอะไรได้บ้างเขาก็มีแค่รอเท่านั้น
“ฉันบอกแล้วว่าไม่ต้องไปเล่นกับพวกนั้นมากนายนี่ก็ไม่เคยฟังฉันเลย”
โนเอลบ่นตลอดทางพลางร่ายเวทย์รักษาจมูกของเขา ใช้เวทย์ลมดึงฝุ่นออกมาจากเสื้อผ้าฝ้ายก่อนจะสาดเวทย์น้ำเล็กๆเพื่อทำความสะอาดมันอีกรอบการใช้เวทย์ของเธอนั้นค่อนข้างคล่องแคล่วมากแม้จะเทียบกับเด็กส่วนใหญ่ที่สูงวัยกว่าซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจจะเพราะว่าเธอทำแบบนี้กับมาร์โก้เป็ประจำก็เป็ได้
แล้วไหงพระเ้าท่านถึงส่งผมมาอยู่ในร่างหมอนี่ล่ะ ขอไอ้ที่ดูมีภาษีกว่านี้บ้างไม่ได้แล้วเหรอ
มาร์โก้แอบถอนใจเบาๆก่อนจะก้มลงดูความเรียบร้อยเสื้อผ้าของเขานั้นกลับมาสะอาดเหมือนใหม่ราวกับมีเวทย์มนต์(ซึ่งก็เวทย์มนต์นั่นแหละ)จมูกเองก็หายดีแล้ว รวมไปถึงอาการขัดไหล่จากการ“เล่น”มวยปล้ำกับโอคัสเองก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยดูท่าทางเวทย์ตรวจจับอาการาเ็ของโนเอลจะพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นแล้ว
“ขอบใจมากนะ พี่โนเอล”มาร์โก้ยิ้มอย่างขอบคุณ
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกน่า ฉันก็แค่หาโอกาสฝึกเวทย์รักษาแค่นั้น”โนเอลตอบทันควันก่อนจะสะบัดหน้ามองไปอีกทางหนึ่ง“แล้วฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ต้องเรียกพี่มนุษย์นี่ยึดติดกับอายุมากขนาดนั้นเชียวเหรอ”
“....”
มาร์โก้กระพริบตาปริบๆมองไปยังเด็กสาวหูแมวที่ชิงเร่งฝีเท้านำหน้าเขาขึ้นไปเล็กน้อยท่าทีที่เสมองไปด้านข้างกอดอกเชิดหน้าแล้วก็คำพูดทำนองนั้นที่เขาเห็นมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งจนกระทั่งเขาเพิ่งมาเข้าใจความหมายของมันเอาก็ตอนนี้เอง
ซึนเดเระ??
โนเอลที่ยังคงเป็เพียงเด็กสาวแรกรุ่นที่เก็บความรู้สึกไม่เก่งกับมาร์โก้ที่ดูภายนอกแล้วเหมือนเด็กชายทึ่มๆทั่วไปแต่เต็มไปด้วยความทรงจำจากชีวิตก่อนนั้นเหมือนกับเป็นักเล่นหมากล้อมที่ระดับห่างกันสุดกู่ความพยายามที่จะปิดบังความรู้สึกของโนเอลต่อหน้ามาร์โก้นั้นจึงเป็การแสดงออกที่ชัดเจนเสียยิ่งกว่าพูดความในใจออกมาเสียอีก
สาวหูแมว?
เหมือนจะไม่เลวนะ
ตาชั่งในสมองของมาร์โก้ทำงานมาถึงตรงนี้เขาก็ต้องรีบหยุดมันลงแม้โลกนี้ที่พลังเป็ตัวกำหนดทุกอย่างทำให้“หลายๆเื่”นั้นสะดวกขึ้นมากกว่าเดิม(ดูเหมือนจินตนาการของคนส่วนใหญ่ที่สร้างโลกใบนี้ก็เอื้อเฟื้อเื่พวกนี้อยู่แล้วเช่นกัน)แต่สำหรับเขานั้นเขารู้ตัวดีว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมายมานั้นใหญ่เสียจนเขาไม่ควรเสียเวลากับเื่พวกนี้มากจนเกินไป
“มาร์โก้ ฉันรู้สึกไปเองรึเปล่าหรือว่ารอยยิ้มนายตอนนี้มันต่างไปจากทุกทีน่ะ”
มาร์โก้รีบสลายรอยยิ้มก่อนจะทำทีเป็ชวนโนเอลคุยเื่อื่นอย่างแเีหลายต่อหลายครั้งท่าทีและบทสนทนาของเธอช่างเอื้อให้เขาทำการ“ปักธง”เสียเหลือเกินแต่มาร์โก้ก็ได้แต่ยั้งปากตัวเองไว้ เพราะอย่างไรเสียวันนี้ก็มีเื่ที่สำคัญที่สุดรอเขาอยู่
นั่นคือการเรียนเวทย์มนต์
“กลับมาแล้วครับ”
มาร์โก้เปิดประตูบ้านและพบกับความว่างเปล่าโนเอลเดินตามเข้ามาก่อนจะกระดิกหูเบาๆ
“นายพูดกับใครน่ะปกติ่นี้พ่อของนายไม่อยู่บ้านนี่”
“ก็แค่พูดตามเคยชินน่ะ”
“ตามเคยชิน? หมายความว่ายังไง”
มาร์โก้ชะงักก่อนจะรีบปั่นสมองอย่างรวดเร็วเมื่อครู่เขาเผลอลืมตัวและทำให้โนเอลสงสัยไปเสียแล้วและจากความทรงจำที่ผ่านมาเผ่าแมวอย่างเธอนั้นเวลาอยากรู้อยากเห็นก็จะไม่ยอมถอยง่ายๆเสียด้วย
ต้องรีบเบี่ยงเบนประเด็นแล้ว
“มาร์โก้”โนเอลเริ่มคาดคั้นหลังจากสังเกตว่ามาร์โก้ไม่ได้ตอบคำถามเธออย่างทุกที
“ม..ไม่มีอะไรซักหน่อย”มาร์โก้ยังคงหว่านเหยื่อต่อไป
แต่ดูเหมือนโนเอลจะงับเหยื่อไวกว่าที่เขาคิดไว้ เธอปราดเข้าประชิดตัวเขาด้วยั์ตาแมวสีดำที่ขยายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"มาร์...โก้…!"โนเอลเน้นคำพลางเดินกดดันจนมาร์โก้หลังชนผนัง"นายทำตัวมีพิรุธนะ"
"ช...ฉันก็แค่…"
"แค่อะไร?"โนเอลยังคงคาดคั้น
"แค่เช็คดูว่าไม่มีใครอยู่จริงรึเปล่าน่ะ"มาร์โก้ลดเสียงลงตอบอย่างแ่เบา
"เช็ค?"โนเอลขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ"กลัวพ่อกับแม่อยู่บ้านรึไงนายมีปัญหาพวกเค้ารึไง?"
"ไม่ๆ ฉันไม่ได้มีปัญหาอะไร ฉันแค่…"
มาร์โก้ลดเสียงลงจนแ่เบาก่อนจะแสร้งหลบสายตาลงต่ำอย่างมีชั้นเชิง
เธอบีบฉันเองนะเด็กน้อย
"ฉันแค่อยากอยู่กับเธอสองคนแค่นั้นเอง"
แม้จะพูดด้วยเสียงกระซิบแต่มาร์โก้รู้ดีว่านั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับเผ่าแมวอย่างเธอเลยเขาทิ้งจังหวะเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆเงยหน้าขึ้นเช็คผลงานซึ่งแก้มที่แดงฉานไปทั่วนั้นก็เป็คำตอบได้อย่างดี
เพื่อนบ้านวัยเด็ก ปักธงสำเร็จ!
"นายจะอยากอยู่กับฉันสองคนไปทำไม"โนเอลยังคงพยายามตีหน้าขึงขังโดยไม่รู้ตัวเลยว่าการกวัดแกว่งหางของเธอนั้นแสดงอารมณ์ว้าวุ่นออกมาชัดเจนขนาดไหนแล้ว
"ฉันก็ไม่รู้"มาร์โก้พยายามยิ้มแบบใสซื่อให้ได้มากที่สุด"ก็อยู่กับโนเอลแล้วฉันมีความสุขนี่นา"
"น...นาย หัดเรียกฉันว่าโนเอลั้แ่เมื่อไหร่"
"ก็เมื่อกี๊โนเอลลอกเองว่าให้เรียกแบบนี้"มาร์โก้แกล้งเอียงคอ"ไม่ชอบเหรอ"
"ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่ฉัน...ฉันแค่...เอ่อออ…"
อาการตะกุกตะกักของสาวน้อยหูแมวนั้นช่างน่ารักเสียจนมาร์โก้ต้องอมยิ้มนี่ถ้าร่างกายเขาโตกว่านี้หน่อยมีหวังฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองหลั่งจนหัวใจเต้นรัวไปหมดแล้วเหมือนกันแน่ๆตอนนี้เขาจึงทำได้แค่แหย่เธอเล่นเล็กๆน้อยๆเท่านั้น
"เดี๋ยวฉันไปทำนมร้อนมาให้นะ"
มาร์โก้พูดขึ้นในที่สุดหลังจากรู้สึกว่าแกล้งเธอมามากพอแล้วเขารีบดิ่งเข้าครัวก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงของโนเอลที่วิ่งตามมาติดๆพวกเขาจึงช่วยกันเตรียมนมร้อนท่ามกลางเสียงหัวเราะมาร์โก้ไม่ได้แหย่โนเอลต่อจากนั้นแม้แต่น้อยเนื่องจากเขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่ารูปร่างที่แท้จริงของภารกิจที่เขาได้รับมานั้นเป็อย่างไร
อย่างน้อยก็ขอให้รู้เื่นั้นก่อนเถอะ
ระหว่างที่นั่งจิบนมไปพลางคุยไปพลางใบหูเล็กๆของโนเอลก็สะบัดก่อนที่เธอจะหันไปมองทางหน้าต่างท่าทางของเธอนั้นเป็สัญญาณบ่งบอกได้อย่างดีเลยว่าครอบครัวของมาร์โก้นั้นกลับมาถึงบ้านแล้ว
เขานั่งรออยู่หลายวินาทีทีเดียวก่อนที่จะเริ่มได้ยินเสียงล้อเกวียนดังมาแว่วๆเป็ที่ยืนยันได้ดีเลยว่าหูของโนเอลนั้นรับเสียงได้ดีกว่ามนุษย์หลายขุมทีเดียว
ทั้งสองรีบกระดกนมในแก้วให้หมดก่อนที่มาร์โกจะรีบรวมพวกมันไปยังอ้างล้างแล้วตามโนเอลออกไปข้างนอกซึ่งพบว่าพ่อและแม่ของเขามาถึงหน้าบ้านเรียบร้อยแล้ว
แมนอรัส สัตว์ั์รูปร่างเหมือนไดโนเสาร์ตัวท้วมใหญ่สี่ขาสูงเกือบสามเมตรนั้นทำเอาบ้านของมาร์โก้ดูเล็กลงไปถนัดใจด้านหลังของแมนอรัสนั้นเป็เกวียนขนาดั์ที่ซึ่งมีมนุษย์สองคนกับชายครึ่งสุนัขช่วยกันปลดเชือกผูกสัมภาระลงมาอย่างใจเย็น
“มาร์โก้”
เป็มารี แม่ของมาร์โก้บนโลกนี้เอ่ยปากทักขึ้นก่อนเมื่อเห็นลูกชายมารีเป็หญิงสาวร่างสมส่วนผมหยักศกสีน้ำตาลเข้มที่เหมือนกันมาร์โก้นั้นสะบัดเบาๆตามแรงลมเธอหันไปยังกล่องใบเล็กๆก่อนจะคว้าขนมบางอย่างขึ้นมาโชว์พร้อมกับรอยยิ้มร่ามาร์โก้มองรอยยิ้มนั้นอย่างแปลกใจก่อนจะนึกออกและรีบตีหน้ายิ้มวิ่งร่าไปรับขนมมาจากมือของผู้เป็แม่เขาเงยหน้าขึ้นก่อนจะรับการสวมกอดจากเธอแต่โดยดี
เมื่อหลุดจากอ้อมกอดของแม่ได้มาร์โก้ก็ถอยตัวออกไปเล็กน้อยและหันไปดูพ่อของเขาโจเซฟ ชายร่างสูงเพรียวผู้มีั์ตาสีทองซ่อนอยู่หลังแว่นตาทรงกลมเขาหันมายิ้มให้กับมาร์โก้เพียงแว่บเดียวก่อนจะทำการลำเลียงกล่องสัมภาระลงมาจากเกวียนต่ออย่างแข็งขันโดยมีซาการาห์คอยช่วยอยู่ข้างๆ
ซาการาห์เป็เผ่าครึ่งอสูรสายสุนัขแม้จะมีรูปร่างที่เล็กกว่าและพลังที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับเผ่าครึ่งอสูรสายอื่นๆแต่ถ้าเทียบกับมนุษย์อย่างโจเซฟที่ใช้เวทย์ได้แค่นิดหน่อยนั้นแล้วนั้นซาการาห์ก็ยังถือว่าแข็งแกร่งกว่ามากและด้วยนิสัยที่ไม่รุนแรงมากเขาจึงมักจะกลายเป็ตัวเลือกที่ดีที่โจเซฟจะจ้างไปคุ้มกันเมื่อเขาต้องออกไปนอกหมู่บ้านนานๆแบบนี้
โจเซฟและมารีเป็นักค้าขายโลกนี้ที่มีมนุษย์เพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ที่มีพร์ด้านเวทย์มนต์จนสามารถไต่เต้าขึ้นไปเป็นักผจญภัยหรือนักรบได้ก็จริงแต่หนึ่งในความสามารถของมนุษย์นั้นคือการค้าขายเนื่องจากมนุษย์เป็หนึ่งในไม่กี่เผ่าพันธุ์ที่มีความสามารถด้านการคำนวณสื่อสารและโกหกหน้าตาย(แม้อย่างหลังครอบครัวมาร์โก้จะไม่ค่อยทำก็ตาม)
“เอาล่ะ เสร็จซักที”
โจเซฟขนลังสุดท้ายลงถึงพื้นก่อนปาดเหงื่อบนหน้าผากเขายื่นมือไปด้านข้างก่อนจะใช้เวทย์มนต์สร้างลูกบอลน้ำลูกเล็กขึ้นมาก่อนจะดื่มพวกมันเข้าไปรวดเดียว
“งั้นฉันพาหมอนี่ไปคืนก่อนนะ”ซาการ่าห์พูดขึ้นก่อนจะโดดขึ้นไปอยู่บนหลังของแมนอรัส
“ฝากด้วยซัค เอ้านี่หนังสือสัญญาเช่า”
โจเซฟหยืบม้วนกระดาษออกมาจากกระเป๋าข้างเอวก่อนจะโยนไปให้ชายเผ่าครึ่งอสูรพวกเขาร่ำลากันอีกเล็กน้อยก่อนที่ซาการ่าห์จะเริ่มพาแมนอรัสเดินบ่ายหน้าไปทางท้ายหมู่บ้านที่ซึ่งเป็ร้านเช่าสัตว์พาหนะ
“ทุกอย่างเรียบรอยดีนะ มาร์โก้”
โจเซฟก้มลงมาสบตากับลูกชายพร้อมรอยยิ้มและเมื่อมาร์โก้พยักหน้าโจเซฟก็ยิ้มกว้างก่อนจะลูบหัวของลูกชายเบาๆก่อนจะยืดตัวขึ้นบิดไปมาเล็กน้อยคลายเมื่อยขบ
“เอาไง มารี เธอจะพักหน่อยมั๊ย”
“ไปที่บรีส์แค่นี้ไม่ได้ลำบากอะไรขนาดนั้นหรอกน่า”มารียิ้ม“มาร์โก้ล่ะ พร้อมหรือยัง”
“พร้อม?”มาร์โก้ขมวดคิ้ว“เื่อะไรครับ?”
“วัดพลังเวทย์ไงล่ะ”
สำหรับเด็กมนุษย์นั้นมีเกณฑ์สำหรับการเรียนรู้เวทย์มนต์อยู่ที่อายุ10ปีพ่อแม่ส่วนใหญ่นั้นเลือกที่ส่งบรรดาลูกหลานไปเข้ารับการทดสอบทันทีที่อายุถึงเกณฑ์ทั้งๆที่ตัวเองนั้นไม่มีความสามารถด้านเวทย์มนต์ก็ตามเพราะถ้าหากว่าเด็กคนนั้นเกิดมาพร้อมกับพร์ล่ะก็ ชีวิตของทั้งครอบครัวจะสบายขึ้นเยอะทีเดียว
เนื่องจากมีความคิดที่ยืดหยุ่นที่สุดมนุษย์ที่ใช้เวทย์ได้ดีประมาณหนึ่งนั้นเมื่อเข้าสู่กองทัพหรืองานราชการก็จะถูกดันขึ้นไปอยู่ฝ่ายเสนาธิการอยู่ร่ำไปไม่ต้องกังวลเื่อันตรายเพราะได้อยู่แนวหลัง แถมยังมีเงินมากพอที่จะเลี้ยงครอบครัวอีกด้วย
ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นพวกเขาก็เดินทางมาจนถึงโบสถ์ที่ริมหมู่บ้านพวกเขาแวะไหว้หลุมศพของบรรพบุรุษเล็กน้อยก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในโบสถ์บรรยากาศของที่นี่เงียบและสงบ ตกแต่งภายในราวกับโบสถ์จากโลกเก่าที่เขาจากมาเพียงแต่รูปปั้นที่อยู่ด้านในสุดนั้นไม่ใช่กางเขนหรือพระเยซูอย่างที่คุ้นตาแต่เป็รูปปั้นของชายสูงวัยผู้มีใบหน้าอารีย์คนหนึ่งอยู่แทน
ไม่เหมือนของจริงซักนิด
มาร์โก้เผลอยิ้มออกมาเมื่อเปรียบเทียบหน้าของพระเ้าในรูปปั้นกับหน้าของพระเ้าในความทรงจำแต่ก็นั่นแหละ ใบหน้าของพระเ้าที่เขาพบมานั้นเป็ภาพสะท้อนจากจิตใจของเขาเองมันจะต่างจากที่คนทั่วไปคิดอยู่บ้างก็ไม่แปลก
มาร์โก้คิดมาถึงตรงนี้ก็เงยหน้าขึ้นไปพิจารณาโครงหน้าของรูปปั้นทีละส่วนอย่างพิเคราะห์ก่อนที่จะเห็นรูปปั้นนั้นขยิบตา
มาร์โก้สะดุ้งเฮือกจนเกือบหวีดออกมาเขารีบตะครุบปากตัวเองเอาไว้ก่อนจะรีบดึงสติตีหน้าตัวเองให้นิ่งเมื่อโนเอลหันมามองอย่างสงสัยเขารีบโบกไม้โบกมือเพื่อบอกเธอว่าไม่มีอะไรก่อนจะลอบถอนใจเฮือก
เพราะจังหวะเมื่อครู่นั้นเขาเห็นพระเ้าองค์จริงซ้อนอยู่กับรูปปั้นนั่นน่ะสิ!
“วันหลังโผล่มาแบบอื่นนะท่านไม่งั้นผมหัวใจวายก่อนแน่”มาร์โก้คิดขึ้นในหัวของตัวเอง
เมื่อเดินเข้ามาถึงราวกลางโบสถ์ประตูไม้เล็กๆด้านในสุดก็เปิดออกฮาลล์ เอล์ฟชราผู้เป็นักบวชก็เดินออกมาทักทายกับโจเซฟเล็กน้อยฮาลล์นั้นอยู่คู่หมู่บ้านนี้มาเกือบ300ปีได้แล้วหน้าที่หลักๆของเขาคือการประกอบพิธีกรรมต่างๆและเป็ผู้ตรวจวัดพลังเวทย์ให้กับเด็กๆทุกคน
“เอ้า มานี่ มาร์โก้”
ฮาลล์กวักมือเรียกมาร์โก้ไปตรงหน้าแท่นหินก่อนจะวางลูกแก้วสีดำขนาดเท่าลูกบอลลงกลางแท่นก่อนจะเริ่มอธิบาย
“วางมือข้างที่ถนัดลงไปบนลูกแก้ว ตั้งจิตให้ว่างก่อนจะจินตนาการถึงการปล่อยพลังเวทย์ลูกแก้วนี้จะเปล่งแสงออกมาเพื่อวัดระดับพลังของเ้าให้เอง”
วัดพลังเวทย์ด้วยระดับของแสง?
มาร์โก้เก็บความสงสัยในกระบวนการทำงานของลูกแก้วเอาไว้ในใจก่อนจะก้าวไปจนชิดแท่นหินและวางมือลงบนลูกแก้วััของผิวทีเย็นเยียบนั้นทำเอาเขาสะดุ้งเบาๆจนโนเอลหัวเราะมาร์โก้หันไปแยกเขี้ยวใส่เธอหนึ่งทีก่อนจะค่อยๆหลับตาลงและทำจิตให้ว่างที่สุดก่อนจะจินตนาการถึงพลังจากในร่างกายพุ่งออกไปตามแขนขวาเข้าสู่ลูกแก้ว
ทำแบบนี้ถูกรึเปล่าฟะ??
มาร์โก้ลืมตาขึ้นมองผลลัพท์ก่อนจะพบว่าตัวลูกแก้วนั้นยังคงเป็สีดำดุจเดิมฮาลล์ก้มลงมองลูกแก้วอย่างพินิจพิเคราะห์ก่อนจะพูดขึ้นมา
“50..ไม่สิ 52-54เห็นจะได้”
ห๊ะ?
“ก็ถือว่าอยู่ประมาณค่าเฉลี่ยของมนุษย์ล่ะนะสูงกว่าหน่อยนึง”ฮาลล์พูดต่อ“ไม่ได้มีพร์แต่ถ้าพยายามหนักๆก็อาจจะเป็นักเวทย์มีผีมือพอประมาณได้ล่ะมั้ง”
สายตาของเอล์ฟนั้นดีกว่าสิ่งมีชีวิตทั่วๆไปนั่นคงเป็สาเหตุว่าทำเขาถึงแยกความแตกต่างของแสงที่น้อยจนตามนุษย์อย่างมาร์โก้ไม่สามารถแยกออกได้อย่างง่ายดายแบบนี้
แต่สูงกว่ามนุษย์ทั่วไปหน่อยนึงเนี่ยนะ? พระเ้าคร้าบบไม่มีพร์แถมมาให้หน่อยเลยเรอะ?
เมื่อเห็นว่าทุกคนยังคงคุยกันอยู่เรื่อยๆมาร์โก้จึงได้จังหวะเขาหลับตาลงอีกครั้งและตั้งสติเพื่อจับหลักการของเวทย์มนต์โดยเร็วอย่างน้อยถึงเขาจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันแต่ถ้ามันอยู่ในร่างกายล่ะก็เขาน่าจะเรียนรู้มันได้ไม่มากก็น้อย
เขาหายใจออกยาวๆก่อนจะเพ่งสมาธิไปที่ลูกแก้วและอย่างเชื่องช้าเขาก็เริ่มรับรู้ถึงบางอย่างข้างในนั้นที่เคลื่อนไหวไม่ใช่การมองเห็นหรือรับรู้ผ่านการสั่นะเืแต่มันช่างน่าพิศวงนักที่เขาสามารถรับรู้ถึงเวทย์มนต์ของตัวเองได้จริงๆ
เวทย์มนต์ของเขาวิ่งวนไปมาในใจกลางลูกแก้วอย่างสะเปะสะปะราวกับัตัวน้อยๆมาร์โก้ตั้งจิตตามมันไปซักพักก่อนจะลองสั่งการมันดูและพบว่ามันค่อยๆเคลื่อนไหวตามที่เขาสั่งขึ้นมาแม้จะเชื่องช้าและหลุดควบคุมในบางครั้งแต่นี่มันก็น่าสนุกไม่ใช่น้อยทีเดียว
จนกระทั่งเขาลองสั่งให้มันวิ่งวนไปรอบๆจุดศูนย์กลางของลูกแก้วเขาก็พบว่ากลุ่มพลังเวทย์ของเขานั้นถูกดึงกลับไปสู่ใจกลางของลูกแก้วราวกับมีแรงดึงดูดคอยดึงมันอยู่ตรงนั้นแต่มาร์โก้ก็สาบานได้เลยว่าส่วนที่พลังเวทย์ของเขาเคลื่อนที่มาใกล้นั้นมันทำให้สีผิวดำๆของลูกแก้วนั้นอ่อนลงไปจริงๆ
ยิ่งพลังเวทย์เข้าใกล้ขอบลูกแก้วก็ยิ่งทำให้ความสว่างเพิ่มมากขึ้นพอรับรู้เื่นี้มาร์โก้ก็เข้าใจหลักการทำงานของลูกแก้วนี้แล้วคร่าวๆสำหรับผู้ที่มีพลังเวทย์มากนั้นเวทย์มนต์ตรงกลางก็จะสะสมได้เยอะและมีขนาดที่ใหญ่ผิวของพลังนั่นก็จะใกล้กับผิวลูกแก้วมากกว่าและทำให้มันเปล่งแสงออกมาได้มากกว่า
งั้นถ้าเขาทำให้พลังเวทย์น้อยนิดของตัวเองเข้าใกล้ขอบผิวลูกแก้วได้ล่ะ?
มาร์โก้ยิ้มออกมาอย่างนึกสนุกถึงตรงกลางนั้นจะคอยดูดไม่ให้พลังเวทย์ของเขาออกห่างอยู่ตลอดเวลาแต่ถ้าเวทย์ของเขายังวิ่งวนได้แบบนี้บางทีเขาอาจจะใช้หลักการของแคปเลอร์เอาชนะมันได้ก็เป็ได้
ระหว่างที่มาร์โก้เริ่มลงมือนั้นเหล่าผู้ใหญ่เองก็ยังคงจับกลุ่มคุยกันโดยไม่ได้สนใจมีเพียงโนเอลเท่านั้นที่ยังคงอยู่อยู่ไม่ห่างอย่างแปลกใจว่ามาร์โก้กำลังทำอะไรอยู่กันแน่
“อย่างน้อยเขาก็น่าจะใช้เวทย์ง่ายๆได้ซักหลายบทอยู่ในเื่ของเวทย์มนต์ระดับ2นั้นก็อาจจะพอไหวด้วยซ้ำ”
“แบบนั้นก็น่าจะดีนะผมไม่อยากให้เค้าต้องมาจบเป็พ่อค้าแบบผมเท่าไหร่หรอก”โจเซฟดันแว่นเบาๆ“เดินทางไปมาถ้าไม่มีเวทย์มนต์ดีๆก็อันตรายอีก จ้างคนคุ้มกันก็เสียเงินแค่เช่าสัตว์พาหนะก็เปลืองแย่แล้ว”
“ถ้าเค้าสามารถเข้าโรงเรียนเวทย์มนต์ได้ก็คงจะดีพวกเราเองก็อยากสนับสนุนเค้าในเื่นั้น”มารีพูดเสริมขึ้น
“ข้าเข้าใจ”ฮาลล์พยักหน้า“โรงเรียนเวทย์มนต์มีอยู่5ระดับที่หมู่บ้านข้างๆนี่มีโรงเรียนระดับ5อยู่บางทีถ้าข้าสอนไปซักหน่อยก่อนมาร์โก้ก็อาจจะ...”
“ท่านนักบวช!”
เสียงร้องเรียกอันตื่นตระหนกของโนเอลทำเอาฮาลล์สะดุ้งเบาๆเขาหันไปหาเด็กสาวตัวน้อยที่กำลังอ้าปากค้างอย่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นและวินาทีต่อมานั้นเขาก็ต้องอ้าปากค้างไปด้วยเช่นกัน
ลูกแก้วใต้ฝ่ามือของมาร์โก้กำลังเรืองแสงขึ้นจนเริ่มสังเกตได้ชัดแต่ที่ทำให้เขาแตกตื่นกลับไม่ใช่เื่นั้น แต่เป็เพราะเขาเห็นอย่างชัดเจนเลยว่าลูกแก้วนั่นกำลังสว่างขึ้นเรื่อยๆต่างหาก
อย่างเชื่องช้าลูกแก้วที่เป็สีดำเริ่มเปล่งแสงขมุกขมัว และค่อยๆกลายเป็สีขาวเหลืองและเริ่มเปล่งแสงออกมาจนแสงอาทิตย์ที่ลอดเข้ามาในโบสถ์ยังหม่นลงและเจิดจ้าขึ้นเริ่มๆจนครอบคลุมไปทั่วบริเวณราวกับไฟนีออน
“ป….เป็ไปไม่ได้...”
เอล์ฟผู้ผ่านชีวิตมามากกว่าแสนราตรีถึงกับตะลึงจนอ้าปากค้างคำพูดทั้งหมดเหมือนไหลกลับเข้าไปในร่างกายที่สั่นเทิ้มอย่างไม่อาจควบคุมตัวของเขานั้นเห็นขั้นตอนการทดสอบนี่มาไม่รู้กี่ครั้งั้แ่ที่ออกท่องเที่ยวในวัยหนุ่มแต่ก็ไม่มีครั้งไหนเลยที่สร้างความตกตะลึงให้กับเขาได้มากขนาดนี้
“ความสว่างนี่มัน….มากกว่า300!”
“มากกว่า300??”โจเซฟ มารีและโนเอลอุทานออกมาอย่างพร้อมเพรียง
เสียงอุทานลั่นนั้นทำเอามาร์โก้สะดุ้งเบาๆและวินาทีที่สมาธิเกิดว่อกแว่กการควบคุมของเขาก็พังทลายลงวงโคจรของเวทย์มนต์ในลูกแก้วบิดเปลี่ยนอย่างกระทันหันจนวิถีการโคจรเปลี่ยนแปลงไปจากแบบวงกลมเป็วงรีและนั่นก็ทำให้แสงที่เปล่งออกมากลายเป็สว่างสลับมืดอย่างรัวเร็ว
อ่า ถ้าไม่บอกว่านี่เป็โบสถ์ไฟแบบนี้นี่มันบาร์ชัดๆ
มาร์โก้ได้แต่คิดในใจพลางถอนมือออกมาจากลูกแก้วเมื่อวงโคจรสูญเสียไปมันก็หมดทางที่จะพากลับมายังจุดเดิมได้และเมื่อไม่มีการควบคุมของมาร์โก้คอยกำกับอยู่แสงที่เปล่งออกมาจากลูกแก้วทดสอบก็ค่อยๆหรี่ลงและหายไปในเวลาไม่นาน
ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งโบสถ์จนมาร์โก้ได้แต่หันซ้ายหันขวาอย่างแปลกใจและเมื่อสังเกตสีหน้าของแต่ละคนเขาก็ต้องรีบตีแววตาเด็กใสซื่อทันที
“มีอะไรเหรอครับ?”
โจเซฟค่อยๆรู้สึกตัวมาในจังหวะนั้นว่าเขากลั้นหายใจอยู่พ่อค้าชายวัยกลางคนค่อยๆระบายลมหายใจออกมายาวๆและเลี่ยงการตอบคำถามนั้นและหันไปมองดูฮาลล์แทนเพราะจังหวะนี้คนที่จะให้คำตอบได้ก็คงมีแต่เอล์ฟตนนี้เท่านั้น
“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ คุณฮาลล์”
แต่ดูเหมือนมารีภรรยาของเขาจะเก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่อยู่คำถามของเธอเหมือนจะทำให้ฮาลล์สะดุ้งจากภวังคขึ้นมาอีกครั้งเขาเอามือลูบคางอยู่ซักพักก่อนจะโบกมือ พริบตานั้นบานประตูห้องก็เปิดผลัวะและหนังสือปกหนาเล่มโตซึ่งเก่าคร่ำครึเล่มหนึ่งก็โผบินออกมายังมือข้างนั้นที่ชูรออยู่ฮาลล์พลิกเปิดพวกมันรัวเร็วอยู่นานหลายวินาทีก่อนจะหยุดอยู่ที่หน้าหน้าหนึ่งของหนังสือและพยักหน้าหงึกหงัก
“ภาวะกระแสเวทย์แปรปรวนสินะ”
“คืออะไรเหรอครับ”โจเซฟถามอย่างแปลกใจ
“กระแสพลังของมาร์โก้ผันผวนอย่างหนักค่าพลังที่เปล่งออกมานั้นไม่คงที่เลย บางครั้งทรงพลัง บางครั้งอ่อนแอนี่เป็สัญญาณบ่งบอกถึงความผันผวนของพลังเวทย์ในตัวซึ่งต้องฝึกดีๆถึงจะสามารถควบคุมการปล่อยพลังเวทย์ให้คงที่ได้เหมือนคนทั่วไป”
“งี้นี่เอง”
โจเซฟกับมารีนั้นรีบพยักหน้าหงึกหงักส่วนมาร์โก้นั้นก็ได้แต่แอบหัวเราะอยู่ในใจเมื่อได้ฟังคำพูดเหล่านั้้น
ไม่ได้ใกล้เคียงเล๊ยยยย ลุงเอล์ฟ
แต่อย่างน้อยนั่นก็เป็ทางลงให้กับมาร์โก้ได้เป็อย่างดีเมื่อเหล่าผู้ใหญ่เชื่อกันไปแบบนั้นเขาเองก็แค่ทำเนียนไม่รู้เื่และไหลไปตามสถานการณ์ก็พอ
“..........อืมม……...”ฮาลล์ขมวดคิ้วอยู่พักใหญ่ก่อนจะเอ่ยปากขึ้น“...ข้าว่าน่าจะส่งมาร์โก้ไปที่โรงเรียนเนรุโรงเรียนระดับ4นะ”
“โรงเรียนระดับ4??”
“เพื่อนเก่าของข้าเป็ผู้อำนวยการของโรงเรียนนั้นอยู่บางทีข้าอาจจะเขียนจดหมายแนะนำไปและให้เค้ารับมาร์โก้เข้าโรงเรียนได้ไม่ยาก”
“ต….แต่...โรงเรียนระดับ4เนี่ยนะ?”โจเซฟถึงกับพูดตะกุกตะกัก“โรงเรียนระดับ4น่ะมีมนุษย์อยู่ไม่ถึงร้อยคนด้วยซ้ำแถมร้อยคนนั้นก็ยังต้องเป็เด็กอัจฉริยะแบบ50ปีมีหนึ่งคนด้วยนะมาร์โก้จะไหวเหรอครับ”
“ขีดจำกัดสูงสุดของแสงที่มาร์โก้ทดสอบเมื่อครู่น่ะเพียงพอแล้ว”ฮาลล์ตอบ“ความสว่างระดับ300น่ะเทียบได้กับเผ่าเอล์ฟของข้าและเผ่าพันธ์เก่งเวทย์อื่นๆด้วยซ้ำไปถึงจะมีความแปรปรวนอยู่แต่ถ้าด้วยแนวทางการฝึกดีๆบวกกับการรักษาดีๆล่ะก็ความแปรปรวนก็จะหาย และพลังเวทย์ก็จะตกลงมาไม่มากซึ่งนั่นก็ยังถือว่าสูงกว่ามนุษย์ทั่วไปอยู่ดี!”
“มีบ้านขายบ้าน มีเกวียนขายเกวียน”มารีกล่าวเสียงแ่ราวกับละเมอ“โจเซฟเราต้องส่งลูกเข้าเรียนนะ”
“ฉันรู้ มารี”โจเซฟพยักหน้าตอบในทันใด“ได้เวลาเอาของในหีบออกประมูลขายแล้ว!”
ไปกันใหญ่แล้ว
มาร์โก้ได้แต่ยิ้มแห้งๆอยู่คนเดียวและก่อนที่จะต้องทนฟังพวกผู้ใหญ่วางแผนชีวิตเขาต่อไปเด็กชายจึงขอตัวหลบออกมาจากสถานการณ์ตรงนั้นและออกเดินทางกลับไปยังบ้านของตัวเองโดยมีโนเอลคอยตามมาด้วยติดๆ
“นี่”
“หืม อะไรเหรอ โนเอล”
“ก...ก็….”โนเอลชะงักไปเล็กน้อยด้วยความที่ไม่ชินกับคำเรียกของอีกฝ่าย“คือ ยินดีด้วยนะ มาร์โก้”
“ยินดีด้วย? เื่อะไรเหรอ”
“เื่ผลการทดสอบพลังเวทย์ไง”โนเอลก้มหน้าลงน้อยๆ“ก่อนหน้านี้ไม่ว่าใครๆก็ดูแคลนนายแต่พอผลออกมาแบบนี้พอทุกคนรู้เข้าล่ะก็พวกเขาก็คงดีกับนายมากขึ้นนายจะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกไง”
“ไม่จำเป็หรอก”มาร์โก้ยิ้มกริ่ม“เดิมทีฉันก็ไม่ได้สนใจจะคบหากับพวกนั้นอยู่แล้ว”
โนเอลพยักหน้าน้อยๆโดยไม่ได้เอ่ยคำถามใดออกไปต่อเพียงเวลาสั้นๆเธอกลับรู้สึกเหมือนกับว่ามาร์โก้ตรงหน้านั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมท่าทางนั้นดูเติบโตขึ้น นิ่งเงียบมากยิ่งขึ้น และโดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้นจนเธอได้แต่แอบปวดใจเพราะเธอรู้สึกราวกับว่าที่ว่างข้างๆตัวมาร์โก้นั่นไม่ใช่ของเธออีกต่อไปแล้ว
“แล้วเจอกันนะ”
พวกเขาร่ำลากันก่อนที่มาร์โก้จะก้าวเข้าไปในบ้านตัวเองและปิดประตูโนเอลค่อยๆลดมือลงและหันหลังกลับออกเดินไปยังบ้านของตัวเองหางยาวๆนั่นถูกปล่อยระเรี่ยพื้นอย่างหมดแรงเฉกเช่นเดียวกับหัวใจของเธอที่ห่อเหี่ยวดุจเดียวกัน
‘อีกไม่นานมาร์โก้ก็จะไปยังที่ที่ห่างไกลแล้วสินะ’
อุ้งมือแมวสีชมพูแตะลงที่อกด้านซ้ายก่อนจะค่อยๆขยำเกร็งเพื่อบรรเทาอาการเ็ปภายในอย่างไร้ประโยชน์เธอยังคงเด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าความรู้สึกเหล่านี้คืออะไรและเธอก็ยังเด็กเกินกว่าที่จะต้องมารับรู้ความเ็ปนี้เช่นเดียวกัน
ทางด้านของมาร์โก้นั้นหลังจากที่ปิดประตูบ้านลงเขาก็ถอนหายใจเฮือกเด็กชายหันหลังพิงกับบานประตูก่อนจะเหม่อมองตัวบ้านอย่างเซื่องซึมเพียงวันๆเดียวที่โลกใบใหม่กลับทำให้เขาได้รับอะไรต่างๆมามากมายและสูญเสียอะไรหลายๆอย่างออกไปแบบเร็วพอกัน
“สับสนรึ คิระ มาโกโตะ”
เสียงที่ดังขึ้นอย่างกระทันหันทำเอามาร์โก้สะดุ้งเฮือกเด็กชายหันขวับไปด้านหลังก่อนจะพบต้นเสียงปริศนานั่นรูปสลักของพระเ้าเล็กๆที่ทำจากไม้บนหิ้งกำลังเอียงคอและยิ้มให้กับเขามาร์โก้ถอนใจเฮือกก่อนจะค่อยๆปรับลมหายใจตัวเองให้กลับเป็ปกติ
“ผมอาจจะหัวใจวายจริงๆก็ได้นะท่าน”
“ไม่นึกว่าเ้าจะใเห็นตอนบ่ายนี่ยังนิ่งๆอยู่เลย”พระเ้าสรวลเบาๆในลำคอ“ขึ้นไปห้องเ้ากัน ข้ามีเื่จะคุยด้วย”
มาร์โก้พยักหน้าก่อนจะคว้าตัวพระเ้า(?)และพาขึ้นไปบนห้องของตัวเองเมื่อบอกว่าไม่ต้องมากพิธีมาร์โก้จึงวางรูปสลักของท่านไว้บนโต๊ะและให้ตัวเองนั่งบนพื้นแทนรูปสลักไม้มองท่านั่งสบายๆนั่นก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ
“ข้าตรวจสอบร่างกายเ้าคร่าวๆแล้ว”เขาเริ่มบทสนทนา“ทุกอย่างสมบูรณ์พร้อมไม่มีอะไรติดขัดหลังจากนี้เ้าก็สามารถใช้ชีวิตในฐานะของมาร์โก้ได้โดยไม่มีปัญหาใดๆทั้งสิ้น”
“ไม่มีปัญหา งั้นเหรอครับ”
พระเ้าจับหางเสียงของมาร์โก้ได้อย่างไม่ยากเย็น“พูดมา มาร์โก้”
“ความทรงจำ10ปีที่ผ่านมาบอกผมชัดเจนเลยล่ะครับ”มาร์โก้ยิ้มฝืด“เหนืุ์คือเผ่าคนแคระเหนือกว่าเผ่าคนแคระคือเผ่าสัตว์อสูร เหนือกว่าเผ่าสัตว์อสูรคือเผ่าเอลฟ์เหนือกว่าเอล์ฟเป็ภูต เหนือภูติเป็อาราธีร์ ส่วนเผ่าปิศาจน่ะระดับที่ต่ำที่สุดก็เทียบเคียงกับเผ่าสัตว์อสูรแล้ว
ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดสิ่งที่ท่าน้าคือให้ผมกำจัดปิศาจไม่ใช่เหรอครับแล้วทำไมท่านถึงเลือกร่างของเด็กคนนี้คนที่มีพลังเหนือกว่ามาตรฐานของมนุษย์ทั่วไปนิดหน่อยแบบนี้ อย่าว่าแต่เผ่าปิศาจเลยแค่เด็กเผ่าสัตว์อสูร7ขวบก็เตะผมคว่ำได้แล้ว”
“ก็คือเ้าไม่พอใจที่เกิดมาไร้พร์สินะ”พระเ้าสรุปกลั้วหัวเราะ
“อย่างที่ท่านพูดเอาไว้เมื่อตอนเจอกับผมครั้งแรกภารกิจนี้เกี่ยวโยงไปถึงการมีตัวตนอยู่ของท่านเช่นนั้นแล้วท่านก็น่าจะสร้างหลักประกันอะไรให้กับผมบ้างเพื่อให้งานนี้มีโอกาสสำเร็จสูงยิ่งขึ้น”
“ข้าให้ไปั้แ่ต้นแล้ว”พระเ้ายิ้ม“ถ้าข้า้าให้พรวิเศษแก่มนุษย์เพื่อไปสู้กับปิศาจข้าคงเลือกใครซักคนในโลกนี้แล้วให้พรนั่นไปเสียตั้งนานแล้วข้าไม่จำเป็ที่จะต้องส่งเ้ามาโลกนี้ด้วยซ้ำ”
“ให้ไปั้แ่ต้นแล้ว?”มาร์โก้ขมวดคิ้ว
“ความทรงจำของเ้า”พระเ้าเฉลย“เริ่มั้แ่เวทย์มนต์เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็ใช้เวทย์มนต์กับทุกๆเื่ในชีวิตความรู้หลายๆอย่างหายไปเพื่อเพิ่มความรู้ในเื่ของเวทย์มนต์วันนี้ที่เ้าทำการทดสอบพลังเวทย์เ้าก็น่าจะรู้แล้วว่าแม้จะมีพลังที่น้อยแต่เ้าก็สามารถปรับปรุงคุณภาพของมันจนแสดงออกมาได้เทียบเท่ากับเผ่าพันธ์อื่นที่ช่ำชองในเวทย์มนต์ถ้าเทียบกับมนุษย์ด้วยกันก็ถือว่าเ้าเป็ผู้ที่มีพร์สูงอย่างมหาศาลแล้ว”
“....................”
“ข้ารู้ มาร์โก้”พระเ้าหัวเราะเบาๆ“มันอาจจะฟังดูเล็กน้อย แต่ถ้าเ้าลองศึกษาเวทย์มนต์ลงไปให้ลึกกว่านี้แล้วความทรงจำที่ติดตัวเ้ามานั่นสามารถเป็อาวุธที่ดีที่สุดให้กับเ้าได้เลยเชียว”
มาร์โก้ฟังดังนั้นก็ต้องแอบถอนใจเฮือกใหญ่ดูท่าทางพระเ้าคงไม่มีของขวัญปลอบใจอะไรให้กับเขาอย่างที่คาดลำพังความรู้ในหัวเขาตอนนี้ก็มีแต่เื่ไม่เป็เื่ซักเท่าไหร่อย่างน้อยถ้าชาติก่อนเขาเป็นักออกแบบอาวุธหรือช่างผู้ชำนาณการอย่างน้อยก็จะมีความหวังในการสร้างอะไรขึ้นมาบ้างแท้ๆ
ว่าแต่ ปืนจะยิงปิศาจเข้ารึเปล่าหว่า
“แต่เื่หลักที่ข้ามาเพื่อคุยกับเ้าไม่ใช่เพื่อโดนเ้าบ่นหรอกนะ”
คำพูดของพระเ้าดึงมาร์โก้ให้สะดุ้งขึ้นมาจากห้วงความคิดและเมื่อเด็กชายมองไปยังดวงตาของพระเ้าเขาก็ต้องพบว่าใบหน้านั้นไม่มีแววอบอุ่นเช่นเคยสีหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยความจริงจังนั่นทำให้มาร์โก้รีบจัดท่านั่งตัวเองเสียใหม่อย่างรวดเร็ว
“ข่าวร้ายสำหรับเราทั้งคู่”พระเ้าพูดช้าๆ“อย่างที่เ้าน่าจะรู้โลกเก่าของเ้าโดนอุกกาบาตชนจนทุกคนบนนั้นเป็ฝุ่นไปหมดแล้ว”
“ครับ”
“ที่แย่คือ่วินาทีสุดท้ายบรรดาผู้นำของพวกเ้าทำงานได้ดี พวกเขาสู้ปกปิดข่าวกันจนถึงที่สุดแต่เมื่ออุกกาบาตเข้ามาสู่ระยะที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าประชาชนก็เริ่มตื่นตระหนกยิ่งในสัปดาห์สุดท้ายโลกก็ถูกเปลี่ยนเป็สถานที่ที่ไม่น่าอยู่ที่สุดไปเลย”
“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”
“ความชั่ว”พระเ้าถอนใจยาวๆ“เมื่อรู้ว่าวินาทีตายจะมาถึง คนทั้งโลกก็เริ่มถูกความมืดในใจครอบงำเมื่อก่อนนั้นกฏหมายสามารถควบคุมทุกคนไว้ได้ก็จริง แต่เมื่อทุกคนรู้แล้วว่าความตายจะมาเยือนโลกใครล่ะที่จะกลัวการถูกปะา สัปดาห์สุดท้ายบนโลกผู้คนมอบจิตใจตัวเองให้กับความมืดความป่าเถื่อนที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกถูกเปิดเผยออก ฆ่าฟัน ข่มขืน ทารุณกรรมเป็วินาทีสุดท้ายที่เลวร้ายอย่างที่เ้าไม่น่าจะจินตนาการออกได้หรอก”
“............ถ้างั้น”มาร์โก้เก็บความรู้สึกลงไปในใจก่อนจะปั่นสมองตามเื่ราวทั้งหมด“ความชั่วที่เกิดแก่มนุษย์พวกนั้นก็จะส่งมาที่โลกนี้นี่คือข่าวร้ายที่ว่าสินะครับ”
“ถูกต้อง มาร์โก้”พระเ้าพยักหน้ารับคำ“มวลพลังจินตาการแห่งความชั่วครั้งมหาศาลกว่าครั้งไหนๆหลอมรวมตัวกันและเดินทางข้ามมิติมาฝั่งนี้ตลอด10ปีที่ผ่านมาด้วยความที่มันมีน้ำหนักมหาศาลการเดินทางของมันถึงได้ช้าเช่นนี้”
จินตนาการมีน้ำหนักด้วยเรอะ?
“และระหว่างนั้นความชั่วนั้นก็เริ่มรวมตัวจนมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆข้าเกรงว่าแทนที่มันจะกระจายออกไปเป็พลังสู่เผ่าปิศาจเหมือนกับที่ผ่านๆมามันอาจจะรวมตัวกันและจุติเป็ปิศาจที่น่ากลัวที่สุดก็เป็ได้”
ฟังดูน่ากลัวนะ
“แล้วท่านคิดว่าผมจะเอาขนะได้เหรอครับ”
“ข้าไม่รู้”
ถ้าไม่ติดว่าเป็พระเ้าจังหวะนี้ก็น่าโดนะโถีบขาคู่แหละ
“ข้าเองก็ยังไม่รู้พัฒนาการของเ้าเพราะฉะนั้นข้ายังไม่สามารถสรุปให้ชี้ชัดได้เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่ข้า้าจะบอกเ้าก็คือให้เ้าจงตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนฝีมือรอท่าเอาไว้ซะก่อนวันนั้นจะมาถึง”
“วันนั้นนี่คือเมื่อไหร่ครับ”
“....สองปี….”พระเ้าตอบหลังจากเงียบไปซักพัก“นั่นน่าจะเป็เวลาที่“มัน”พร้อม และหลังจากนั้นมันคงเตรียมพร้อมก่อนที่จะเริ่มแผนการถล่มโลกใบนี้แต่ก็ไม่น่ากินเวลามากเท่าไหร่หรอก”
“...สองปี...”
มาร์โก้ทวนคำอย่างเงียบงัน่เวลาสองปีนั้นช่างฟังดูสั้นเสียเหลือเกินแต่เขาเองตอนนี้ก็ไม่สามารถประมาณความเร็วในการพัฒนาของเวทย์มนต์ได้บางทีสองปีอาจจะมากพอ ฉิวเฉียด หรือน้อยเกินไปได้ทั้งนั้น
“...มีเื่อื่นอีกรึเปล่าครับ?”มาร์โก้เงยหน้าขึ้นถามหลังจากเงียบไปชั่วอึดใจ
“มีเื่อื่นอีกรึเปล่าครับ”
พระเ้ามองใบหน้าของมาร์โก้ที่ลอยอยู่กลางอากาศก่อนจะหลุดยิ้มเขารวมรวบพลังเวทย์และส่งผ่านคำพูดของตัวเองไปยังรูปสลักไม้นั่นอีกครั้ง
“ไม่มีเื่อะไรอีกแล้วขอให้เ้าตั้งตาทำสิ่งที่สมควรเถิด”
พระเ้าสบตากับั์ตาสีดำสนิทนั้นอีกชั่วครู่แววตาที่นิ่งสงบของผู้ที่ผ่านชีวิตมาแล้วบนใบหน้าน้อยๆนั่นช่างดูแปลกตาเสียเหลือเกินพระเ้ารับการร่ำลาจากอีกฝ่ายก่อนจะโบกมือปิดประตูมิติที่ตนใช้เชื่อมพลังเวทย์ลงภาพของมาร์โก้จากมุมมองรูปสลักไม้นั่นก็ค่อยๆเลือนหายไปจากอากาศตรงหน้าอย่างเชื่องช้า
“ยุ่งกับโลกอีกแล้วนะท่านอาร์คแห่งดาวเคราะห์มนุษย์”
เสียงแหบๆที่ดังขึ้นนั้นทำให้พระเ้ายิ้มออกมาเล็กน้อยเขากลับหลังหันไปเพื่อเผชิญหน้ากับเ้าของเสียงที่ตอนนี้สร้างโต๊ะกับเก้าอี้ขึ้นมาให้ตัวเองนั่งและฉีกเนื้อบางอย่างที่เป็สีแดงๆโยนเข้าปากนั่นอย่างสบายอารมณ์
“่หลังๆนี่ท่านมามิติของข้าบ่อยจังนะอาร์คแห่งดาวเคราะห์ลิซาเรี่ยน”
“ก็นะกินอาหารที่นี่น่ะอร่อยว่ากินที่ดาวของข้าตั้งเยอะ”
พระเ้าแห่งลิซาเรี่ยนพูดตอบพลางฉีกเนื้อชิ้นใหม่เข้าปาก“แถมมาที่นี่ก็ได้เห็นเ้าทำเื่สนุกๆซะด้วย”
“เ้าเองก็ทำเช่นนี้ได้นี่ข้าไม่เห็นว่ามันจะเป็เื่แปลกใหม่ตรงไหน”
“ก็นะพวกลิซาเรี่ยนน่ะค่อนข้างพิลึกจินตนาการพื้นฐานของพวกนั้นเลยให้อิสระแก่ข้ามากพอควรแต่เ้าที่เกิดมาพร้อมบุคลิคที่เป็กลางอย่างที่สุดกลับยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์คนหนึ่งน่ะเห็นแล้วมันก็น่าสนุกจะตายว่าเื่นี้จะลงเอยอย่างไร”
“เช่นนั้นท่านก็ควรเอาใจช่วยให้มันสำเร็จเถิดอาร์คแห่งลิซาเรี่ยน”พระเ้ายิ้มบางๆพลางสร้างเก้าอี้ขาวขึ้นมาตรงข้ามกับอีกฝ่าย“เพราะท่านคงยังไม่อยากมีข้าเป็ศัตรูกระมัง?”