ตอนที่ 4 ABYSS GATE
“พรสวรรค์พบได้ในทุกๆชนชั้น ไม่ว่าจะรวยหรือจน เป็นชนชั้นสูงหรือชนชั้นล่างล้วนมีสิทธิได้รับพรสวรรค์เหมือนๆกัน มันคือแสดงถึงความรักของพระเจ้าอันท่วมท้นที่ไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้มีฐานะต่ำต้อย...”‘ถ้ารักจริงทำไมไม่แจกให้ทุกคนไปเลยล่ะ’เชสนั่งเท้าคางมองอาจารย์วัยชราเคราเฟิ้มตัวเตี้ยกว่า150เซนติเมตรยืนสรรเสริญพระเจ้าด้วยความซาบซึ้ง ถ้าร้องไห้ได้คงร้องไห้ไปแล้ว“แม้ทุกคนจะล้วนมีมานาอันเป็นต้นกำเนิดของเวทมนตร์อยู่ในร่างกายแต่สำหรับคนธรรมดาไร้ซึ่งพรสวรรค์แล้ว โดยเฉลี่ยพวกเราที่มีพรสวรรค์จะมีแกนมานาที่ใช้เก็บมานาใหญ่กว่า2-3เท่า และผู้ที่เดินสายจอมเวทจะใหญ่กว่า5-6เท่าโดยประมาณ”เด็กหนุ่มฟังข้อมูลที่รู้อยู่แล้วอย่างเบื่อๆ เป็นความจริงที่คนที่เลือกสายจอมเวทจะมีแกนมานาใหญ่กว่าคนปกติ5-6เท่าแต่ถ้าฝึกฝนและได้กินอาหารที่มีโภชนาการสูงแกนมานาที่ว่าก็จะสามารถใหญ่ขึ้นได้อีก โดยเฉพาะช่วงอายุที่ร่างกายยังไม่หยุดเจริญเติบโตเช่นตอนนี้ซึ่งในชีวิตก่อนกว่าจะรู้ตัวก็เลยช่วงเวลาที่ดีที่สุดไปแล้วทำให้แกนมานาของเขาใหญ่พอๆกับคนทั่วไปเท่านั้น“เพราะฉะนั้นแล้ว...”อ๊อดยังพูดไม่ทันจบเสียงอ๊อดก็ดังขึ้นหยุดทุกอย่างเอาไว้ อาจารย์ชราปิดหนังสือพลางถอนหายใจ“เราจะมาต่อกันพรุ่งนี้อีกทีนะ ไปพักได้เที่ยงได้”นักเรียนหน้าประตูลุกออกไปแทบจะในทันทีราวกับเฝ้ารอเวลานี้มานาน เชสค่อยๆลุกขึ้นจากโต๊ะเรียนไม้เก่าๆที่มีรอยขีดข่วนไปหมด ใต้เก้าอี้เต็มไปด้วยเคษกระดาษที่ปั้นเป็นก้อนๆ เขาเหลือยตาไปมองด้านหลัง เพื่อนร่วมห้องสามคนที่แกล้งร่ายเวทใส่กระสุนกระดาษก่อนจะปามาทางเชสและหัวเราะคิกคักเด็กหนุ่มไม่คิดแยแสการกระทำนั้นเลยแม้แต่น้อย นั่นเพราะวันนี้...กำลังจะมีบางสิ่งเกิดขึ้นเจ้าของผมดำในเครื่องแบบเดินออกมานอกห้องพบว่าเพื่อนนักเรียนที่ออกมาก่อนพากันยืนอยู่ตรงนี้กันหมด ระหว่างที่กำลังสังเกตเขาพลันเงยหน้าขึ้นมองสาวผมทองที่ไม่ควรอยู่ที่นี่ยืนเม้มปากมองสำรวจเขาอย่างถี่ถ้วน แววตาแฝงความไม่เชื่อไว้หลายส่วน“ผ้าคลุมไหล่สีดำ...นายเป็นจอมเวทหรอ”น้ำเสียงเย็นชาถูกควบคุมไม่ให้โดดมากเกินไป สำหรับลิเรเรียที่ได้พบเชสเมื่อคืนแม้อีกฝ่ายจะใช้เวทมนตร์กางโล่ให้เธอเห็นแต่เธอก็ไม่คิดว่าเขาจะเป็นจอมเวทจริงๆ เพราะแค่เวทมนตร์โล่ใครๆก็สามารถใช้ได้ทั้งนั้น และจุดที่ทำให้คิดว่าคนตรงหน้าเป็นอัศวินคือการตั้งท่าจับดาบของเขา นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนจับดาบครั้งแรกจะทำได้ห้องโถงยาวในอาคารเรียนเริ่มมีคนมุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นธรรมดาสำหรับนักเรียนห้อง1ไม่ควรจะมาอยู่แถวชั้นเรียนของนักเรียนห้องท้ายเช่นนี้ แถมเธอยังเป็นถึงลูกหลานของผู้กล้าในตำนานระหว่างที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด เชสไม่รู้ว่าควรจะตอบเธอไปอย่างไรดี แม้ว่ามันจะเป็นคำถามที่ง่ายมากก็ตาม ตอนนั้นเอง...เพล้ง เพล้ง เพล้งหน้าต่างในอาคารเรียนจู่ๆก็ไล่แตกทีละบาน ลมกรรโชกผิดปกติผัดเข้ามาจนบางคนลอยไปติดกับผนัง บางคนที่รู้สึกตัวทันร่ายเวทป้องกันไม่ก็ใช้ดาบปึกไว้กับพื้น ทุกคนหันไปหาต้นตอของสายลมปริศนา...หลุมดำขนาดใหญ่ลอยอยู่กลางอากาศถัดออกไปไม่ถึง3กิโลเมตร แม้จะมองจากที่ไกลๆยังรู้ได้ว่ามันใหญ่มากกว่าสนามฝึกซ้อมสองสนามรวมกัน“ประตูสู่อาบิส...เปิดออกแล้วสินะ”เชสนึกย้อนกลับไปในวันนี้ของชาติที่แล้ว มันคือวันที่เขาได้เห็นอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก ความรู้สึกเย็นยะเยือกและชวนให้หม่นหมองแผ่ขยายไปทั่วบริเวณของมันตั้งแต่เมื่อ1000ปีก่อน7ผู้กล้าได้ขับไล่มอนสเตอร์เข้าดินแดนต่างมิติอันรกร้างว่างเปล่าที่ชื่ออาบิส จากนั้นมาจะมีประตูสู่อาบิสเปิดออกตามที่ต่างๆของโลกทุกๆปีหรือสองปี และนักเป็นหน้าที่ของอัศวินและจอมเวทที่จะต้องกำจัดมอนสเตอร์ที่หลุดเข้ามาและปิดประตูเชื่อมโลกซะ‘แต่ว่าตั้งแต่วันนี้มันจะเปลี่ยนไป’ประตูสู่กับอาบิสจะเริ่มปรากฎถี่ขึ้นและถี่ขึ้นเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่แต่ละอาณาจักรทำสงครามกันเองสุดท้ายก็ไม่เหลือกำลังพอจะต่อกรกับศัตรูภายนอกเชสร่ายเวทเสริมพลังและความเร็วให้กับตัวเองในขณะที่ทุกคนยังชุลมุน เด็กหนุ่มมุ่งหน้าไปยังเป้าหมาย...ประตูสู่อาบิส (ABYSS GATE)ลิเรเรียมองตามแผ่นหลังเล็กนั่นไปก่อนจะตัดสินใจพุ่งไปทิศทางเดียวกับเขา กรี๊ดเสียงกรี๊ดร้องระงมดังมาจากทั่วทุกสารทิศ ใจกลางเมืองโรเซเลียซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองขนาดใหญ่ของอาณาจักรวาเลนเซีย สถานที่ตั้งใกล้กับเมืองหลวงเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตรเท่านั้นเชสมาถึงหน้าเกทอย่างรวดเร็วอย่างมาด้วยลิเรเรียที่แหงนหน้ามองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น หลุมดำหมุนวนช้าๆเหนือพื้นราว4-5เมตร รอบข้างปลอดสิ่งมีชีวิตใดๆยกเว้นพวกเขาสองคน“ยังไม่มีอะไรออกมางั้นหรอ”เด็กสาวผมทองเอ่ยคาดการณ์ ผิดกับชายข้างหน้าที่ยืนมองอย่างสงบนิ่ง ไร้ความเกรงกลัวแม้แต่น้อย“ระวังนะ...มันมาแล้ว”ไม่ทันจะสิ้นเสียงศีรษะสีเทาขนาดยักษ์ค่อยๆโผล่พ้นเกท นัยน์ตาสีแดงจมูกขนาดใหญ่ ตามมาด้วยแขนยาวเต็มไปด้วยมัดกล้ามยื่นออกมาเกาะที่ขอบหลุมคล้ายว่ากำลังดันตัวเองออกมามือซ้ายเลื่อนกำด้ามดาบข้างเอวไว้โดยไม่รู้ตัวพลางกลืนน้ำลายเสียงดัง“มันคือออร์คหรอ”“ผิดแล้วโอเกอร์(ยักษ์)ต่างหาก”ปึงพื้นดินสั่นสะเทือนจากการลงมาถึงพื้นของมัน เศษผ้าน้อยชิ้นปิดบังแค่ท่อนร่าง เขี้ยวสี่ซี่ยื่นยาวจากปากเหมือนว่าสามารถฉีกกระชากทุกสิ่งได้ง่ายๆ กระบองหินในมือน้ำหนักอย่างน้อยคงสักร้อยกิโลกรัมเห็นจะได้โฮก!!!!!!!เสียงคำรามของมันดังลั่นไปทั่วบริเวณ ร่างของลิเรเรียแข็งทื่อตรงหน้าสัตว์ประหลาดตรงหน้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แม้จะเป็นอัศวินจากตระกูลชั้นสูงทว่ามันไม่อาจช่วยให้เธอมีจิตใจเข้มแข็งได้เลยตอนนี้ ทว่า...“ปากเหม็นว่ะไอ้ยักษ์นี่ ในอาบิสไม่มีแปลงสีฟันรึไง”เธอเบิกตากว้างมองคนข้างกายยกยิ้มปราศจากความหวาดกลัว ไม่ทันได้ตั้งตัวเชสสะบัดมือพร้อมร่ายเวทโจมตีทันที“Wind Arrow”ศรสายลมสองดอกพุ่งเข้าไปหมายเล็งบริเวณใบหน้าของมันทว่ามือหนากลับยกขึ้นมาป้องกันอย่างง่ายดายก่อนจะคำรามออกมาอีกครั้ง“นายทำอะไรน่ะ”เชสหันไปมองลิเรเรียพลางทำหน้าประหลาด“ทำอะไร...ทำสิ่งที่ควรทำไง หลบเร็ว”กระบองหินทุบลงมาระหว่างพวกเขาทั้งสอง เชสเตือนสติเพื่อนนักเรียน ทั้งสองดีดตัวเว้นระยะห่างออกมา“Fire Ball”เวทพื้นฐานสองลูกตรงเข้าใส่ใบหน้าของมันทันทีที่ลงถึงพื้น บอลเพลิงสองลูกกระแทกเข้าใส่ใบหน้าโอเกอร์เต็มๆ ควันจางหายจากใบหน้าขวาของมันปรากฏรอยไหม้เล็กๆบนแก้ม“ชิ ทำได้แค่นี้เองหรอ”เชสสบถน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ทั้งที่รู้แก่ใจว่าเวทมนตร์ระดับต่ำไม่อาจทำอะไรมอนสเตอร์ที่มีผิวหนังหนาอย่างโอเกอร์ได้“ฉันว่าเราควรถอย”ลิเรเรียเสนอหันมอเหตุการณ์มาสักพัก ผิวหน้าหนาของฝั่งตรงข้ามช่วยป้องกันเวทมนตร์ได้ แม้แต่เธอก็ไม่มั่นใจว่าดาบจะโจมตีมันเข้า“ตลกรึเปล่า”“นาย!!”ลิเรเรียตวัดมองเขาอย่างมีอารมณ์แต่ต้องชะงักเมื่อสบเข้ากับแววตากระหายและรอยยิ้มเหี้ยม“จะให้ฉันแพ้ตั้งแต่ศึกแรกแบบนี้ ไม่เอาด้วยหรอกนะ...เธอต้องช่วยฉัน”“อะไรนะ”ไม่ตอบอะไรกลับไปริมฝีปากขยับรวดเร็วฟังไม่เป็นภาษา ทันใดนั้นพลันปรากฏแสงสีส้มครอบร่างของเด็กสาวไว้ตามด้วยแสงสีเขียว“นี่มัน...เวทเสริมพลังกับความเร็วระดับกลาง นายทำได้ยังไง”“ถามอะไรของเธอก็ฉันเป็นจอมเวทนะ”เชสไม่ได้ตอบกลับไปอย่างจริงจัง‘จอมเวทหรอ ไม่ใช่ ไม่มีจอมเวทปี1ธรรมดาๆจะร่ายเวทระดับกลางได้หรอกนะ’“แล้วฉันควรจะทำยังไงล่ะ”“ปกติอัศวินทำอะไรตอนจับคู่กับจอมเวทล่ะ คุ้มกันฉัน”เชสลบท่าทีทีเล่นทีจริง เสียงเอ่ยสั่งการสาวผมทอง ก่อนก้าวถอยหลังหลบกระบองหินที่เหวี่ยงมา เชสไม่เหมือนกับจอมเวทปกติเพราะความพรสวรรค์ที่ได้รับมาเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ขณะร่ายเวทขณะที่จอมเวทอื่นสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระทำให้ขณะร่ายเวทสิ่งที่เชสขาดคือความปลอดภัยของตัวเอง“ย๊าก”เคร้งดาบเหล็กชั้นดีปะทะเข้ากับกระบองหิน แรงปะทะส่งผลให้พื้นบริเวณที่ยืนแตกร้าวกลางเป็นหลุมกว้าง แรงจากทั้งร่างใช้เพื่อรับการโจมตีจากกระบอง เด็กสาวกัดฟันแล้วค่อยๆดันมันกลับไปสุดแรงจนโอเกอร์เซถอยหลัง“นี่เรา...ทำได้ขนาดนี้เลยหรอ”เธอมองดาบของตนตอนแรกเธอคิดว่าการเข้าต่อกรกับโอเกอร์เป็นทางเลือกที่โง่มากแต่ตอนนี้เธอต้องคิดใหม่ ผลของเวทมนตร์ระดับกลางสองบททำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นได้มากอย่างไม่น่าเชื่อขณะที่ลิเรเรียกำลังชื่นชมกับผลงานของตัวเองบัดนี้ทั่วตัวของเชสกลับท่วมไปด้วยเหงื่อ“เวทระดับกลางสองบทกินจำนวนมานาของเรามากเกินไป บ้าเอ้ย”สีหน้าปั้นยากปรากฏขึ้นเดิมทีเวทระดับกลางไม่ได้กินมานามากขนาดนี้แต่เขาใช้พรสวรรค์Accelerationควบคู่ไปด้วยทำให้กินมานามากขึ้น“คงต้องรีบจบการต่อสู้”เขากล่าวพลางมองแสงสีส้มและเขียวรอบกายลิเรเรียค่อยๆหม่นแสงลง ปากเอ่ยร่ายคาถาเป็นภาษาแปลกประหลาดฉึก ฉึกบาดแผลเล็กน้อยจำนวนมากเกิดขึ้นในไม่กี่วินาที โฉมงามสีทองฟาดฟันศัตรูโดยไม่คิดจะหยุดมือ และหลบการโจมตีราวกับเธอบินได้ดาบเหล็กยกขึ้นรับกระบองหินที่ฟาดมาสุดแรง ตอนนั้นเองหมัดของมันพลันพุ่งตรงเข้ามาส่งร่างของเธอกระเด็นไกลออกมาหลายเมตรถุยทั้งตัวสั่นสะท้านเลือดที่ไหลจากไรฟันถุยลงพื้น เวทสายเสริมพลังที่ได้รับมีเพียงแค่สองบทนั่นคือเสริมพลังโจมตีและเสริมความเร็วทำให้เธอโดนพลังของโอเกอร์ซัดเข้าเต็ม100 ความรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ใส่ชุดเกราะแทรกเข้ามา หางตาเหลือบมองผู้ชายร่างเล็กกว่าตัวเองกำลังบริกรรมคาถา ตรงหน้าคือศัตรูค่อยก้าวเข้ามา“หน้าที่ของอัศวินคือการปกป้องจอมเวทของตัวเอง ฉันจะไม่ให้แกแตะเขาได้แม้แต่ปลายเล็บ”เสื้อผ้าที่ฉีกขาดเผยให้เห็นรอยสักวงกลมและขีดข้าวหลามตัด3ขีดบริเวณไหล่ใกล้รักแร้กำลังเรืองแสง เท้าดีดตัวไปด้านหน้าก่อนจะสายไปจากทัศนวิสัยของโอเกอร์พร้อมลมกรรโชกรุนแรงเคร้งไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายปลายดาบแหลมปะทะเข้ากับกระบองหินพร้อมกับลิเรเรียที่ปรากฏตัวขึ้นก่อนจะหายไปอีกรอบลมกรรโชกรุนแรงจากการเคลื่อนด้วยความเร็วสูงหมุนวนรอบร่างกายมหึมาตัดเฉือนกล้ามเนื้อของมันไม่หยุดจนมันทรุดลง พร้อมกันนั้นก็ปรากฏร่างเธอขึ้นมาอีกครั้งเบื้องหน้าโอเกอร์ตนนั้น ใบดาบเงื้อขึ้นตั้งใจจะฟันปิดฉากทว่ากลับไม่ได้เป็นอย่างที่คาดโอเกอร์เงยหน้าขึ้นมาเผยให้เห็นดวงตาสีแดงฉานพร้อมคลื่นเสียงคำรามจนเธอต้องยกมาปิดหู มันลุกขึ้นด้วยแรงโกรธสองมือเหวี่ยงกระบองหินสุดแรงลิเรเรียมองภาพนั้นอย่างเฉยช้าขาเตรียมจะดีดถอยหลังกระนั้นไม่ทราบว่าเป็นเพราะโชคชะตาเล่นตลกหรืออะไร แสงสองสีพลันสลายหายไป“เอ๊ะ”เธอรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่าด้วยพลังกายนตอนนี้ไม่อาจหลบมันพ้นและจะให้กระตุ้นพลังพรสวรรค์ก็เหมือนจะไม่ทันแล้ว ใบหน้าขาวซีดและหลับตาเตรียมรับความเจ็บปวด ภาวนาเพียงแค่ขอให้รอดชีวิตกลับไป“ขอบคุณที่ถ่วงเวลาให้นะ เสร็จซะที”เธอหันกลับไปมองภาพด้านหลัง เด็กหนุ่มผมดำต่ำท่าประหลาดมือสองข้างกำลงเหลือเพียงนิ้วชี้ลันิ้วนิ้วกลาง สองมือไขว้กันก่อนจะ...“มนตราต้นแบบ : พันวารีโปรยปราย”ตู้มบางอย่างนับไม่ถ้วนตกลงมาจากฟากฟ้าฝุ่นตามพื้นฟุ้งกระจายกลืนเด็กสาวและโอเกอร์เข้าไป กินเวลามากกว่า10วินาทีก่อนทุกอย่างจะสงบลงหลังฝุ่นควังหายไปปรากฏร่างลิเรเรียทรุดนั่งกับพื้นมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา โอเกอร์สีเทาร่างกายสั่นเทาเลือดจำนวนมากไหลลงกองกับพื้นบาดเจ็บขนาดเล็ดราวกับถูกเข็มนับพันแทงทะลุร่างกาย มันพยายามเงยหน้ามองเชสอย่างยากลำบาก แววตาแฝงความเคียดแค้นไว้“จ จบแล้ว...หรอ”“ซะที่ไหนกันเล่า”สองนิ้วข้างขวาเคลือบไว้ด้วยแสงสีม่วงเข้มก่อนที่เชสจะพุ่งนิ้วออกไป“มนตราต้นแบบ : อัสนีสลายวิญญาณ”ลำแสงสีม่วงพุ่งผ่านเด็กสาวเข้าไปในร่างกายของโอเกอร์โดยตรง1 วินาที2 วินาที3 วินาทีโอเกอร์กัดฟันแน่นขึ้นเรื่อยๆและในที่สุดเสียงร้องแห่งความทรมานพลันดังก้องกังวาลจนแม้แต่อาคารยังสะเทือนสายฟ้าจำนวนมากแผ่ออกมาจากผิวหนังของมันเปลี่ยนเป็นสีดำตอตะโก ลิเรเรียยกมืออุดหูแทบจะในทันที เสียงร้องดังนานเกือบ2นาทีก่อนมันจะทิ้งร่างล้มลงสิ้นใจสาวผมทองใบหน้าตื่นตระหนกแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความทรมานจนถึงวิญญาณแผ่ซ่านออกมาจากเสียงร้องนั่น หากมันพูดได้มันคงขอให้เธอปลิดชีพมันซะเพื่อหยุดความทรมานนี้ เธอหันช้าๆกลับไปมองเชสอย่างหวาดกลัว โดยไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังของเธอความตายกำลังคืบคลานเข้ามาขาสั่นทรุดลงไปกับพื้น มานาในกายหมดเกลี้ยงตัวเองปลดปล่อยเวทมนตร์สุดท้าย ตลอดการร่ายเวทAcceleration ไม่ได้ถูกนำมาใช้งานไม่งั้นเขาคงไม่มีมานาเหลือพอในการใช้เวทมนตร์ที่ตัวเองคิดค้นเองทั้งสองบทนี้ ใช่แล้ว...มันคือเวทมนตร์ที่เขาคิดขึ้นเองในอนาคตหลังจากได้อ่านหนังสือเวทมนตร์ของเอลฟ์โบราณชั้นสูงศีรษะเงยขึ้นมองผลงานทว่าเขาพลันหน้าซีด สองขาไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน พรสวรรค์ที่สองถูกกระตุ้นส่งผลให้เขาเคลื่อนไหวราวกับกระสุนปืนเข้าบดบังร่างของสาวผมทองลิเรเรียลืมตาขึ้นอีกครั้งหลังล้มลงกระแทกพื้น ร่างเล็กคุ้นเคยซุกใบหน้าลงกับหน้าอกใหญ่จนเธอแก้มแดง“นี่...”ไม่ทันจะได้ร้องประท้วงก็เหลือบไปเห็นรอยแผลทางยาวสีแดงกลางหลังของเชสกับเลือดจำนวนมากไหลนองไม่ไกลคือปีศาจร่างซีดผอมบาง ไม่สิ มันบางจนกลายเป็นใบมีดหลายตนโผล่ออกมาจากเกทเรื่อยๆไม่มีหยุด ความสิ้นหวังถาโถมเข้ามา สองแขนเผลอกอดร่างเล็กเอาไว้ไม่รู้ตัว