นาชาญรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่อยากจะตอบคำถามแต่บรรยากาศบีบคั้นที่เอวาสร้างขึ้นทำให้เขายากที่จะปฏิเสธเธอพูดถูกที่เขามองเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างผีหรือิญญา เขาไม่ได้ตั้งใจจะปกปิดเอาไว้แต่เพราะมันเป็เื่ของความเชื่อซึ่งไม่ใช่ใครก็จะเปิดใจรับได้ดังนั้นทุกครั้งที่พูดเื่แบบนี้เขาจึงมักจะเลี่ยงเล่าไปในแนวทางจิตวิทยาและความเชื่อเสียมากกว่าที่จริงนาชาญยังไม่แน่ใจว่าที่เธอถามแบบนี้เพราะ้าทดสอบสภาพจิตใจของเขาว่ายังปกติดีหรือไม่หรือว่าเธอเชื่อจริงๆ เพราะเคยถูกผีหลอกมาแล้วกันแน่เขาจึงใช้วิธีเลี่ยงเหมือนที่เคยทำมา
“เอาเป็ว่าถ้าเธอเห็นเื่ที่ตำหนักหลังจากนี้แล้วค่อยมาถามฉันอีกทีก็แล้วกัน”
“ทำไมต้องหลังจากเห็นเื่ที่ตำหนักแล้วล่ะ”
“นั่นๆ ถึงแล้วเลี้ยวเข้าไปเลย” นาชาญเปลี่ยนเื่ทันทีซึ่งเอวาขับรถมาถึงลานจอดรถของตำหนักสิริล้านนาพอดีเธอรู้สึกขัดใจที่เขาไม่ตอบคำถามอะไรเลย ทันทีที่จอดรถเขาก็เดินนำเข้าไปในตำหนัก
หญิงวัยกลางคนคนเดิมเดินเข้ามาห้ามเขาไว้ไม่ให้เข้าหลังจากเปิดประตูเข้ามาภายในตำหนักเธอเป็คนรับใช้ที่อินทร์เฟือนหรือเ้าพ่อของตำหนักจ้างไว้ให้ดูแลทำงานบ้านทั่วๆไปและชื่อของนาชาญคงถูกขึ้นบัญชีดำไม่ให้เข้ามาเจอเ้าพ่ออีกจึงถูกเธอซึ่งเป็ด่านหน้ากันเอาไว้นาชาญหยิบธนบัตรใบละพันสองใบยื่นให้เธอก่อนจะแสร้งทำเป็เล่นละครจนเอวาหมั่นไส้
“ครั้งที่แล้วผมล่วงเกินเ้าพ่อเลยเจอดีมาครับครั้งนี้ผมก็เลยจะมาขอรับขันธ์จากเ้าพ่อเพื่อเป็การขอขมา”
“คงไม่มาสร้างความวุ่นวายในพิธีกรรมอีกนะตอนนี้เ้าพ่อกำลังทำพิธีรับลูกศิษย์อยู่ด้วย”
“ไม่หรอกครับผมขอพานรับขันธ์ชุดนึงด้วยได้มั้ย”
“คุณขึ้นไปจ่ายเงินกับควาญของเ้าพ่อได้เลยเธอจะเตรียมพานให้คุณเอง”
ในระหว่างที่นาชาญขึ้นบันไดไปยังชั้นสองกับเอวาเอวารีบท้วงเสียงหลงอย่างไม่สบอารมณ์
“นายจะเอาพานรับขันธ์ไปทำไมเดี๋ยวก็วิ่งไปให้รถชนตายอีกคนหรอก”
“เอาน่าฉันมีวิธีของฉัน เธอคอยดูก็แล้วกัน”
นาชาญและเอวาเปิดประตูเดินเข้ามาในห้องของเ้าพ่อก่อนจะลงนั่งเงียบๆอยู่ข้างหลังกลุ่มคนสามคนที่มาทำพิธีรับขันธ์กับเ้าพ่อเสียงวงดนตรีปี่พาทย์ชุดเดิมยังคงบรรเลงออกจากลำโพงขนาดใหญ่ไม่แตกต่างอะไรกับครั้งก่อนที่เข้ามาเพียงแต่เมื่อรู้เื้ัของพิธีกรรมแล้วความรู้สึกต้องมนตร์ขลังมันหายไปนาชาญมองดูอินทร์เฟือนแสดงเป็เ้าพ่อใช้ดาบฟ้อนรำแตะบ่าทั้งสองข้างของเด็กผู้ชายอายุราวสิบหกปีที่มาขอรับการรักษาอินทร์เฟือนท่องมนตร์เป่าลมใส่เด็กครั้งแล้วครั้งเล่าจนสายตาเหลือบมาเห็นนาชาญที่นั่งอยู่ในกลุ่มลูกศิษย์เขาผงะในิดหนึ่งเกือบเป่าลมใส่หน้าตัวเอง
นาชาญคลานเข้าไปหาปลายฟ้าซึ่งเป็ควาญสาวที่ปรนนิบัติผีก่อนจะมอบเงินให้แล้วขอพานรับขันธ์ชุดหนึ่งเขากระซิบบอกเธอ “ครั้งก่อนผมขอโทษด้วยหากรับขันธ์แล้วช่วยขอให้เ้าพ่อยกโทษให้ด้วยนะ”
เธอรับเงินมาด้วยความแปลกใจเพราะท่าทีของนาชาญไม่เหมือนคราวก่อนแม้จะยังไม่ค่อยแน่ใจนักแต่เมื่อเห็นเงินเธอก็ยอมเชื่อที่เขาพูดแล้วปล่อยผ่านไปหลังจากอินทร์เฟือนอ้างว่ารักษาเด็กชายเสร็จแล้วญาติๆ ก็พาตัวเด็กกลับบ้านถึงคราวของนาชาญที่ต้องคลานเข้าไปรับพานจากปลายฟ้า
ตอนที่เขายื่นมือไปจับพานก็เกิดไฟสีฟ้าลุกท่วมพานรับขันธ์จนปลายฟ้ารีบปล่อยพานทิ้งสายตาของนาชาญตอนนี้จับจ้องอยู่เหนือพานรับขันธ์คนอื่นอาจมองไม่เห็นแต่ร่างิญญาเลือนลางของหญิงสาวในชุดขาวชุ่มเืปรากฎขึ้นตรงนั้นเธอร้องไห้สะอึกสะอื้นมองไปรอบๆ เหมือนหาร่างสิงสู่ไม่ได้ในที่สุดเธอก็หันขวับไปจ้องตาปลายฟ้า เด็กสาวสะดุ้งหน้าคะมำค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนก่อนจะวิ่งจ้ำอ้าวออกจากห้องของเ้าพ่อไปอินทร์เฟือนจะวิ่งตามหลานออกไปแต่นาชาญดึงตัวเขาไว้พลางกล่าวกับเขาด้วยน้ำเสียงคำรามกร้าวเหมือนมีเสียงซ้อนทับจากคนอื่น
“ไม่ต้องกลัวผีตายโหงนั่นไม่ทำร้ายร่างสิงสู่สุดท้ายของมันหรอก แต่พวกเ้าจงเลิกอาชีพร่างทรงซะข้าเตือนแล้วใช่มั้ยว่าการกระทำของพวกเ้าทำให้มีหลายคนต้องตาย”
“ยกโทษให้ด้วยครับ”อินทร์เฟือนยกมือไหว้โดยสัญชาตญาณ ท่าทางของเขาลนลานหวาดกลัว“ผมกับหลานแค่้าหาเงินเลี้ยงชีพเท่านั้น ไม่รู้จริงๆ ว่าทำให้ท่านโกรธ”
“หากมีคนตายเหมือนเดิมอีกข้าจะเอาชีวิตเ้าแทน”
นาชาญหยุดพูดแค่นี้ก่อนหันไปหาเอวาด้วยสีหน้าตามปกติของเขา
“กลับกันเถอะหมดธุระแล้ว”
เอวาเป็คนขับรถพานาชาญมุ่งหน้ากลับไปยังอาคารสำนักงานบรรยากาศตึงเครียดรอบๆ ตัวเอวาทำให้นาชาญอึดอัด เขารู้ว่ามีหลายเื่ที่เธออยากให้เขาอธิบายแต่เธอกลับไม่ถามคำถามอะไรเลยในระหว่างที่รถจอดรอติดไฟแดงเอวาซึ่งใช้เวลาเรียบเรียงคำพูดตลอดทางจึงได้ทีเริ่มกล่าวกับเขา
“นายทำอะไรกับพานรับขันธ์”
“ใช้กลนิดหน่อยทำให้เกิดไฟลุก”
เอวากัดฟันไม่ยอมรับคำตอบ“ฉันหมายถึงว่าทำแบบนั้นแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับปลายฟ้า แล้วคนอื่นๆที่รับขันธ์ไปล่ะ”
“ในทางความเชื่ออธิบายได้ว่าพานรับขันธ์ถูกทำลายระหว่างพิธีกรรมเพราะิญญาผีตายโหงเข้าสิงสู่ร่างที่จะมารับขันธ์ต่อไม่สำเร็จดังนั้นมันจึงย้อนกลับไปสิงสู่ผู้ที่ส่งมอบพานแทน คนอื่นๆ ที่เคยรับขันธ์ก็ปลอดภัยแล้ว”
“แล้วปลายฟ้าจะปลอดภัยมั้ยคงไม่วิ่งเข้าไปให้รถชนตายหรอกนะ”
“ไม่หรอกเพียงแต่ต่อไปนี้เธอจะต้องรับกรรมในสิ่งที่เธอทำกับคนอื่นผีตายโหงจะทำให้ดวงของเธอตกทำอะไรก็ไม่ขึ้นแต่ก็จะไม่สามารถเอาชีวิตเธอได้เพราะเป็ร่างเดียวที่มันจะใช้สิงสู่ได้”
เอวาถอนหายใจอย่างโล่งอกแต่ก็ไม่ลืมที่จะลอบมองอีกฝ่ายอย่างเป็ห่วง
“แล้วนายไม่เป็ไรจริงๆหรือ”
“ิญญาผีตายโหงแบบนั้นเข้าร่างฉันไม่ได้หรอกพานถึงถูกทำลายไง”
“ยอมรับออกมาแล้วสินะว่ามันเป็เื่เหนือธรรมชาติ”เอวายิ้มเ้าเล่ห์พลางถามเขา “บ้านนายเป็พวกสืบทอดวิชาหมอผีใช่หรือเปล่า”
นาชาญนิ่งเงียบรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกหลอกให้พูดเขาถอนหายใจก่อนจะยอมรับออกมาในที่สุด “ไม่ใช่สายตรงหรอกตอนกลับไปบ้านพ่อที่เชียงรายเกิดเื่นิดหน่อยทำให้ฉันถูกบอกให้รับสืบทอด…เรียกง่ายๆ ว่าวิชาหมอผีนั่นแหละ”
“เพราะงั้นนายถึงมองเห็นิญญาหรือมองเห็นมาั้แ่เด็กเลยหรือเปล่า”
“เปล่า”เขากล่าวเบาๆ น้ำเสียงบ่งบอกว่าไม่ค่อยอยากพูดถึง“ฉันมองเห็นหลังจากกลับไปที่เชียงรายนั่นแหละ”
“แบบนี้นายก็ต้องเคยเจอคนที่ถูกผีสิงหลายแบบเลยสิ”
“ใช่พวกผีเร่ร่อนมันเ้าเล่ห์ มันจะหลอกล่อเธอทุกอย่างเพื่อให้ตัวมันได้สิ่งที่้าโดยเฉพาะมัน้าร่างของมนุษย์”น้ำเสียงของนาชาญทีเล่นทีจริงแต่เอวาไม่สบอารมณ์นัก
“้าไปทำไมทำไมถึงไม่ไปสู่สุคติล่ะ”
“ผีเร่ร่อนมักเป็ิญญาที่ยังยึดติดหรือมีบ่วงอยู่กับบางสิ่งบางอย่างจนไม่สามารถไปสู่สุคติได้อาจจะเป็เพราะความรัก ความแค้น ความโลภ ความโกรธพวกมันจึง้าร่างของมนุษย์เพื่อไปทำสิ่งที่มันยังค้างคาสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ให้สำเร็จ”
“ถ้าอย่างนั้นผีที่ชื่อพินธุรสนั่นก็มีสิ่งที่ค้างคาเหมือนกันน่ะสิ”
“นั่นเป็กรรมที่เกิดจากการฆ่าตัวตายเธอต้องวิ่งไปให้รถชนซ้ำๆ อยู่แบบนั้นจนกว่าจะหมดอายุขัยจริงๆ ของเธอดังนั้นเธอจึงคิดว่าถ้าหาตัวตายตัวแทนได้เธอก็จะหลุดพ้นและไปสู่สุคติได้แต่กรรมของใครก็ไม่มีใครชดใช้แทนได้ต่อให้หาิญญามาแทนได้แต่เธอก็ต้องฆ่าตัวตายซ้ำๆ ไปสู่สคติไม่ได้อยู่ดีและเธอยอมรับความจริงข้อนี้ไม่ได้”
เอวารู้สึกขนลุกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาในทันใด“แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ถูกเอาิญญาไปเป็ตัวตายตัวแทนล่ะ”
“ก็ต้องวิ่งเข้าไปให้รถชนซ้ำๆอยู่แบบนั้นจนกว่าจะหมดอายุขัยเช่นกันฉันถึงได้บอกว่าอย่าซี้ซั้วทำพิธีรับขันธ์ไง”
รถวิ่งเข้ามาจอดในลานจอดรถของอาคารสำนักงานมูลนิธิเหรียญปราชญ์ท่ามกลางแสงแดดแรงกล้าที่แทบจะทำให้พื้นระเหยเป็ไอได้เอวาดับเครื่องยนต์แล้วยกนาฬิกาขึ้นดูซึ่งตอนนี้บอกเวลาเที่ยงแล้วอากาศภายในรถแตกต่างกับภายนอกจนแทบไม่อยากก้าวเท้าออกจากรถเอวาหันไปกล่าวกับนาชาญซึ่งกำลังดึงเข็มขัดนิรภัยออก
“วันนี้จะสั่งอาหารมาที่ออฟฟิศมั้ยหรือจะกินข้างนอก”
“ข้างนอกร้อนขนาดนี้ไม่น่าเดินหรอกสั่งเข้ามากินกันเถอะ”
เอวาพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะนึกเื่หนึ่งขึ้นมาได้“วันเสาร์หน้าฉันจะไปเที่ยววัดป่าที่พะเยานะนายอยากได้อะไรเป็ของฝากมั้ย”
“พะเยานี่มีอะไรขึ้นชื่อนะกาละแมโบราณใช่มั้ย”
เอวาหรี่ตาอย่างไม่สบอารมณ์“ฉันไปเที่ยววัดที่ขึ้นชื่อเื่พญานาคเพื่อนฉันบอกว่าอยากไปดูความคืบหน้าว่าเขาสร้างไปถึงไหนแล้วแทนที่จะอยากได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาบูชาดันให้ซื้อกาละแมโบราณซะงั้น”
“ไม่ดีกว่าเดี๋ยวเธอไปเอาอะไรแปลกๆ มาจะไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์น่ะสิ”นาชาญกล่าวก่อนจะเป็ฝ่ายกดมือถือเพื่อสั่งอาหาร “เธออยากกินอะไรคราวนี้ฉันเป็คนสั่งบ้าง”
เอวาทำสีหน้าครุ่นคิดนิดหนึ่งแล้วจึงถอดใจยอมแพ้“เหมือนเดิมละกัน กระเพราไก่ไข่ดาว”
ท้องฟ้ายามเย็นใน่ฤดูร้อนเป็สีม่วงอ่อนฉาบด้วยแสงอาทิตย์ยามโพล้เพล้จึงมองเห็นเป็สีชมพูเรื่อๆกลืนกันทั้งสวยงามและแฝงไว้ด้วยความน่าพิศวงนาชาญกำลังขับรถออกจากหมู่บ้านของเอวาหลังจากส่งเธอเข้าบ้านเรียบร้อยแล้วตอนนี้เขาขับรถมุ่งหน้าสู่หอพักของตนเองซึ่งตั้งอยู่แถวแบริ่งขนาดของหอพักไม่ใหญ่โตมากนักมีทั้งหมดแปดชั้นในหนึ่งชั้นมีห้องพักอยู่สี่ห้องเท่านั้น เขาชอบที่นี่เพราะค่อนข้างเป็ส่วนตัวผู้เช่าแต่ละคนแม้จะทักทายกันอยู่ประจำแต่ก็ไม่เคยก้าวก่ายกันจนเกินไป
ที่จริงบ้านแม่ของนาชาญตั้งอยู่แถวราชพฤกษ์ซึ่งอยู่คนละฝั่งกับแบริ่งและค่อนข้างไกลเขาไม่ได้กลับบ้านแม่บ่อยนักเพราะต้องทำงานและมีเวลาเพียงสุดสัปดาห์ในการพักผ่อนหลังจากเลี้ยวรถเข้าไปจอดในลานจอดรถนาชาญก็เดินผ่านประตูกระจกที่ต้องใช้คีย์การ์ดเพื่อเข้าสู่ห้องสำหรับรอลิฟท์ในระหว่างที่กำลังแตะคีย์การ์ดนั้นเอง เขารู้สึกถึงสายลมแปลกๆ ที่พัดผ่านหลังของเขาจนเย็นวาบไปถึงต้นคอทันใดเสียงเตือนจากเครื่องที่สแกนบัตรไม่ผ่านก็ดังขึ้นทำให้เขาเริ่มเลิกคิ้วรู้สึกไม่ชอบมาพากลเขาลองแตะบัตรอีกครั้ง
“ช่วยด้วย”เสียงครางแหบทุ้มฟังดูเหมือนเสียงกระซิบดังแว่วมาตามสายลม นาชาญหันขวับไปมองจึงทันได้เห็นเงาดำร่างหนึ่งเดินหายลงไปในหลุมสีดำบนพื้นลานจอดรถมีมือดำทะมึนสูงราวสองเมตรสองข้างโผล่พ้นหลุมสีดำขึ้นมาก่อนที่หลุมสีดำจะปิดสนิทพร้อมกับร่องรอยทุกอย่างหายไปจากสายตาราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
นาชาญเลิกคิ้วพยายามนึกถึงเงาเมื่อครู่เสียงและรูปร่างช่างคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เงาแบบนี้ปรากฏขึ้นในสายตาของเขาถึงแม้จะปรากฏตัวครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ไม่เคยชัดเจนจนรู้ได้เสียทีว่าตัวตนที่แท้จริงของเงาพวกนี้คืออะไรกันแน่เขาได้แต่ส่ายหัวก่อนแตะคีย์การ์ดที่เครื่องอีกครั้งซึ่งครั้งนี้กลับผ่านเข้าไปได้อย่างไม่มีปัญหา
การเดินทางไปยังวัดป่าโดยเครื่องบินนั้นใช้เวลาราวชั่วโมงครึ่งต้องไปลงที่ท่าอากาศเชียงรายก่อนจึงขับรถเช่าต่อไปยังจังหวัดพะเยากินเวลาอีกราวชั่วโมงกว่าเอวาขับรถไปกับเพื่อนสาวที่ชื่อเอิญซึ่งเป็เ้าของช่องออนไลน์เธอเป็หญิงสาววัยยี่สิบกลางๆ ผูกผมหางม้าสีดำขลับไว้ข้างหลังรูปร่างผอมบางและสูงใกล้เคียงกับเอวาเธออยากไปถ่ายรูปทำข่าวเื่ความลึกลับและความคืบหน้าของการก่อสร้างวัดป่าเอวาขับรถไปคุยกับเอิญไปจนผ่านเข้าซุ้มประตูที่เขียนชื่อวัดป่า นาฬิกาในรถบอกเวลาเก้าโมงเช้าแล้ว ทั้งคู่อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์และรองเท้าผ้าใบเพื่อให้คล่องตัวต่อการเดินสำรวจวัดบนูเาที่มีเนื้อที่ราวสี่สิบไร่โอบล้อมด้วยลำตัวพญานาคยาวเก้าร้อยเมตรแห่งนี้
เอวากับเอิญตกลงกันว่าจะแยกกันไปเดินถ่ายรูปรอบๆแล้วค่อยกลับมาเจอกันที่ลานธรรมโพธิญาณทรงกลมที่ติดกับลานจอดรถเป็ที่ประดิษฐานของพระพุทธมหาจักรพรรดิโลกวิวรณ์หรือปางเปิดโลกมีอนุเสาวรีย์ขององค์พระมหากษัตริย์ไทยตั้งอยู่เบื้องหน้าให้คนได้สักการะบูชาเมื่อเดินขึ้นบันไดตรงกลางลานทอดขึ้นสู่ยอดเขาจะพบรูปปั้นของท้าวเวสวัณซึ่งเป็เ้าผู้ครองภพภูมิแห่งั์และยังเป็หัวหน้าของจาตุมหาราชิกา[1]อีกสามพระองค์ที่ทำหน้าที่ดูแลภพภูมิอื่นๆด้วยจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งในลานหน้าทางขึ้นูเานี้ก็คือส่วนเศียรและหางขององค์สัตตนาคราชพญามุจลินท์[2]ซึ่งเป็เ้าของลำตัวยาวเก้าร้อยเมตรที่โอบล้อมูเาแห่งนี้เอาไว้
ความสนใจของเอวาอยู่ที่น้ำตกจำลองด้านข้างรูปปั้นทำให้เธอถ่ายรูปเป็ระยะพลางเดินแยกออกไปบนทางขึ้นสะพานสีขาวแทนสะพานนี้สร้างอยู่เหนือสระน้ำซึ่งน้ำจากน้ำตกจำลองบนเขาไหลลงมาตามชั้นหินเป็แนวดิ่งเสียงสายน้ำไหลกระทบผิวน้ำดังเป็ระยะแต่กลับให้ความรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาดเดินมาตามทางสะพานเรื่อยๆจึงได้พบรูปปั้นองค์ปู่วาสุกรีนาคราชซึ่งมีรูปลักษณ์เป็กึ่งมนุษย์กึ่งพญานาคเกล็ดสีนิล[3]เลื้อยผ่านหน้าผาลงมาเอวาถ่ายรูปก่อนยกมือไหว้อธิษฐานแล้วเดินต่อไปตามแนวสะพานแต่พลันสายตาของเธอกลับมองเห็นแสงสีแดงคล้ายลูกแก้วสองลูกส่องประกายอยู่ใต้ผิวน้ำในสระ
เอวาหยุดฝีเท้านั่งคุกเข่าเพื่อมองลึกลงไปยังใต้สระน้ำนั้นจึงได้เห็นเงาของศีรษะขนาดใหญ่คล้ายเศียรงูชูคอขึ้นเหนือผิวน้ำลูกแก้วสีแดงเืส่องประกายออกจากั์ตาดุดันของพญางูตอนนี้เธอพึ่งสังเกตว่าสระน้ำตรงหน้ากลายเป็แม่น้ำกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาและเธอกำลังนั่งอยู่บนเรือไม้ลำเล็กที่อาจจมเมื่อไรก็ได้ถ้าพญางูสะบัดหางพญางูเกล็ดสีดำขลับราวกับนิลสะท้อนแสงอาทิตย์เป็มันวาวมองจ้องเข้าไปในดวงตาของเธอเอวาเหมือนถูกมนตร์สะกดก่อนที่ภาพตรงหน้าจะดับวูบกลายเป็สีดำมืดไป
เอวาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งจึงมองเห็นเพดานสีขาวเธอกำลังนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ใกล้กับวัดป่ามากที่สุดเอิญเพื่อนของเธอเดินถือขวดน้ำชาเข้ามาในห้องผู้ป่วยรวมจึงเห็นตอนที่เอวาลุกขึ้นนั่งบนเตียงพอดีเธอรีบเดินเข้าไปวางขวดน้ำชาไว้บนโต๊ะเล็กข้างๆ เตียงก่อนกล่าวกับเพื่อนด้วยความดีใจ
“ตื่นแล้วหรือฉันเป็ห่วงแทบแย่ อยู่ๆ ก็เป็ลมไปซะอย่างนั้น”
“ฉันเป็ลมหรือนานแค่ไหนแล้วเนี่ย”
“ั้แ่เมื่อวานกู้ภัยช่วยกันพาตัวมาที่โรงพยาบาลเพราะเรียกเท่าไรเธอก็ไม่ตื่นน่ะสิ”
“ฮะฉันยังเที่ยวไม่พอเลยนะ”
“ไม่ทันแล้ววันนี้วันอาทิตย์ เราต้องกลับแล้วล่ะ”
“อย่างน้อยได้ซื้อของฝากก็ยังดีนะ”
“ไว้แวะระหว่างทางกลับไปสนามบินก็แล้วกัน”
เช้าวันจันทร์เป็วันที่ผิดปกติสำหรับฤดูร้อนใน่ต้นเดือนมีนาคมแบบนี้เมฆฝนรวมตัวกันปกคลุมทั่วทั้งท้องฟ้ามีเสียงฟ้าแลบฟ้าร้องดังเป็ระยะเอวาถือถุงขนมพะรุงพะรังพึ่งลงจากรถไฟฟ้ากำลังเดินเข้ามาในพื้นที่อาคารสำนักงานเธอรู้สึกขนลุกไปทั่วร่างทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฟ้าร้องโดยไม่รู้สาเหตุ สายลมเย็นพัดผ่านใบไม้ไหวจนมีเสียงดังคล้ายเสียงของคลื่นน้ำยิ่งฟังก็ยิ่งหนาวสะท้านไม่รู้ทำไมถึงให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงไปใต้แม่น้ำลึกเธอรีบวิ่งเข้าไปในอาคารก่อนที่ความคิดจะฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้
เอวาเดินเข้ามาในห้องทำงานซึ่งยังมืดสนิทเหมือนเดิมแต่กลับได้กลิ่นกาแฟดำหอมคละคลุ้งไปทั่วห้องเธอเอื้อมมือไปเปิดไฟพลางมองดูชายหนุ่มที่ยังคงนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานที่เดิมกำลังพรมนิ้วมือลงบนแป้นพิมพ์ของคอมพิวเตอร์ด้วยความเคยชินเขาละสายตาหันมองประตูเมื่อไฟในห้องส่องสว่างขึ้นแต่ครั้งนี้สายตาของเขาหยุดอยู่ที่เอวาค่อนข้างนานกว่าปกติ
“อย่าบอกนะว่าคราวนี้ไปเจอพญานาคตัวเป็ๆมาน่ะ” นาชาญร้องทัก เอวาสะดุ้งแทบไม่อยากเชื่อหู
“นายเป็พวกมีญาณวิเศษอะไรเทือกนั้นหรือไงนะ”
“ก็หน้าผากของเธอ…”เขากล่าวซึ่งในดวงตาของนาชาญสะท้อนรูปร่างของเกล็ดสีนิลส่องประกายอยู่กลางหน้าผากของเอวาแต่คิดว่าเธอคงมองไม่เห็นจึงแก้ตัวกลบเกลื่อน“ก็เธอบอกว่าไปเที่ยววัดป่าที่เด่นเื่พญานาคมานี่”
“เจอทั้งรูปปั้นทั้งอะไรสักอย่างแถมยังไม่ทันเที่ยวให้ทั่วก็ดันเป็ลมข้ามวัน”เอวานึกถึงพญางูั์ในแม่น้ำใหญ่พลางวางถุงขนมลงบนโต๊ะตรงหน้านาชาญพร้อมกับบ่นอุบ“ไปเสียเที่ยวสุดๆ ยังดีที่แวะซื้อของฝากมาได้ ฉันเอาของฝากให้คุณเอ็มม่ากับพวกทีมอื่นเขาแล้วด้วย”
นาชาญเปิดถุงลองหยิบขนมกาละแมขึ้นมาชิมดูได้กลิ่นหวานธรรมชาติของน้ำอ้อย“หอมดีนะ”
“พึ่งรู้ว่านายชอบของหวานด้วย”เอวากล่าวพลางหยิบกินบ้างก่อนจะกดมือถือแล้วยื่นรูปถ่ายตอนไปเที่ยววัดป่าให้นาชาญดู“นี่คือภาพถ่ายหน้าผากับน้ำตกจำลองที่ไปถ่ายมาก่อนสลบไป ลองดูสิ”
นาชาญเลื่อนดูภาพถ่ายทีละรูปรูปส่วนใหญ่ก็คล้ายกับภาพที่คนทั่วไปลงไว้ตามโซเชียลเน็ตเวิร์คแต่มีอยู่รูปหนึ่งที่แตกต่างออกไปรูปเงาของเศียรงูใหญ่ที่อยู่ลึกลงไปใต้น้ำในสระเอวาเห็นนาชาญให้ความสนใจกับรูปนี้จนหยุดดูเกือบนาทีแล้วก็แปลกใจแต่นาชาญเป็ฝ่ายถามขึ้นมาเสียก่อน
“นี่ก็เป็รูปที่วัดป่าหรือ”
“ภาพนี้ฉันใเลยเผลอกดถ่ายไปน่ะภาพมันอาจจะเบลอเลยดูคล้ายเศียรงู…”เธอเงียบไปก่อนจะกล่าวปนหัวเราะ “ที่ตลกคือพอจ้องตางูแล้วฉันก็สลบไป”
“จ้องตางูงั้นหรือแล้วเก็บเอาไปฝันร้ายบ้างหรือเปล่าเนี่ย” น้ำเสียงของนาชาญทีเล่นทีจริงจนเอวารู้สึกว่าเล่าเื่แบบตลกๆไปก็คงไม่เป็อะไร
“ฝันสิฝันเป็เื่เป็ราวจนคิดว่าดูซีรี่ย์เยอะไปเลยเก็บเอาไปฝันรวมกัน”ถึงเธอจะเล่าเหมือนปล่อยมุขแต่น้ำเสียงปนกังวลนิดๆ “ฝันว่ามีงูตัวใหญ่น่าจะเป็ตัวเดียวกับที่เห็นในสระนี้บอกว่าฉันเป็คู่ครองในอดีตที่เมืองบาดาลเมื่อนานมาแล้วและอยากได้ตัวฉันกลับไปอยู่ด้วยกัน”
“อยากให้ไปอยู่ด้วยกันงั้นหรือ”ชั่วพริบตาหนึ่งเอวาแอบเห็นสีหน้าของนาชาญเปลี่ยนเป็จริงจังแต่เขายื่นโทรศัพท์มือถือคืนให้เธอพลางกล่าวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“แล้วในฝันนั่นพญานาคหล่อมั้ยล่ะ เหมือนพระเอกในซีรี่ย์มั้ย”
“จะไปรู้ได้ไงมาเป็งูตัวใหญ่เบิ้ม ฉันยังไม่เทพขนาดมองออกว่างูแบบไหนถึงเรียกว่าหน้าตาดีนี่”
นาชาญยิ้มขำ “งั้นก็ช่างมันเถอะอย่าถือเป็จริงเป็จัง”
“เออใช่เมื่อวานฉันได้อีเมล์จากบริษัท” เอวาเดินไปที่โต๊ะทำงานพลางเปิดคอมพิวเตอร์“นายเขียนรายงานเื่ตำหนักสิริล้านนาว่าเป็การใช้วิธีทางจิตวิทยาทำให้ฆ่าตัวตายหมู่ใช่มั้ย”
“ใช่อธิบายอย่างอื่นก็คงไม่มีใครเชื่อหรอก”
“ทางมูลนิธิพอใจนะเพราะหลังจากตำหนักสิริล้านนาปิดตัวไปก็ไม่มีการฆ่าตัวตายแบบวิ่งเข้าไปให้รถชนเกิดขึ้นอีกเลย”
“ผลลัพธ์นั่นต่างหากที่ทำให้มูลนิธิพอใจ”นาชาญกล่าวพลางเปิดอีเมล์ของตัวเองขึ้นมา“แล้วก็ถ้าหมายถึงเมล์ที่บอกว่ามีคำร้องใหม่เข้ามาฉันก็ได้รับแล้วเหมือนกันเกี่ยวกับเื่คนที่มีดินเต็มปอดจนหายใจไม่ออกตายใช่มั้ย”