ตอนที่15 ผมชื่อหินครับ
เมืองเริ่มต้นกลับมาสงบอีกครั้งหลังจากตระกูลที่มีผู้ถูกเลือกเดินทางมาถึง ต่างเฉลิมฉลองกันอย่างมากมายอย่างน้อยยี่สิบปีจะมีเหตุการณ์นี้สักครั้งหนึ่งเป็หนึ่งในสีสันของเมืองเล็กๆแห่งนี้
เหล่าเด็กทั้งสิบหกคนต่างเดินทางเข้ารายงานตัวกับสำนักที่ยี่สิบเอ็ดเป็ที่เรียบร้อยของขวัญรับหน้าทุกคนคือผลึก์คนละสามสิบก้อน และสวัดดิการเมื่อประจำการที่สำนักยี่สิบเอ็ดจะได้รับผลึก์คนละห้าสิบก้อนทุกๆเดือนนั่นหมายถึงเด็กใหม่ทุกคนจะได้รับผลึก์ทั้งหมดแปดสิบก้อน ด้วยจำนวนขนาดนี้หากเป็ผู้ไร้กลุ่มตระกูลหนุนหลังต้องนับว่ามากมายหากนำไปใช้ฝึกฝนลมปราณของผู้มีพร์ธรรมดาจะสามารถลดเวลาฝึกปรือถึงแปดวันเลยทีเดียวแต่สำหรับผู้มีตระกูลที่ตั้งรกรากที่เมืองเริ่มต้นมานานแล้ว เด็กเหล่านี้ทุกเดือนล้วนได้รับอย่างน้อยคนละห้าร้อยก้อนขึ้นอยู่กับพร์ของแต่ละคนการมีพร์ที่ดีตระกูลจะฟูมฝัก และทุ่มเททรัพยากรให้อย่างเต็มที่เพราะคนเหล่านี้จะสร้างความมั่นคง ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลในอนาคต
เวลาสิบวันผ่านพ้นการปรับพื้นฐาน โง้วลู่หานอายุสิบขวบมีกายราชันย์ขั้นต่ำเมื่อออกจากสระ์มีระดับเริ่มกำเนิดขั้นสี่ และก้าวข้ามสู่ระดับกำเนิดพลังขั้นหนึ่งได้ั้แ่สามวันแรกที่เข้ามาแล้วเมื่อปรับพื้นฐานเสร็จสิบวันจบแล้วก็รีบเดินทางออกจากสำนักที่ยี่สิบเอ็ดไม่ต้องผ่านการคัดสรร สำนักที่หนึ่งอ้าแขนรับเข้าไปเป็ศิษย์สายในของสำนักทันที การเป็ศิษย์ของสำนักต่างๆต่างต้องผ่านการคัดสรรความสามารถที่เข้มงวด จึงสามารถเข้าเป็ศิษย์สายนอกการเป็ศิษย์สายในย่อมยากเย็นกว่าอีกเท่าตัว ในเด็กทั้งสิบหกคนยกเว้นเด็กหญิงสัตว์ประหลาดทั้งสองที่มีกายราชันย์ขั้นสูงโง้วลู่หานมีพร์เป็อันดับหนึ่งและยังมีตระกูลหนุนหลังที่แข็งแกร่งสุดๆอีกด้วยจึงไม่น่าแปลกใจที่ก้าวหน้าได้เร็วถึงเพียงนี้
หลังจากนั้นไม่นานเด็กสิบหกคนต่างทยอยออกจากสำนักที่ยี่สิบเอ็ดเด็กที่มีกายราชันย์ขั้นต่ำอีกสองคนได้เข้า สำนักที่สอง และสำนักที่สามตามลำดับส่วนเด็กหญิงสัตว์ประหลาดกายราชันย์ขั้นสูงถูกดึงตัวไปั้แ่สามวันแรกแล้ว
ผ่านไปหนึ่งปีเต็ม ในสำนักที่ยี่สิบเอ็ดเหลือเพียงเด็กใหม่ที่มาจากโลกใบเล็กสี่คนทั้งสี่เป็ผู้มีพร์ธรรมดาบางคนมีตระกูลหนุนอยู่แต่ด้วยพร์ระดับต่ำเช่นนั้ ทำให้ไม่ได้รับความสนใจซึ่งหนึ่งปีที่ผ่านมาแม้จะพยายามสุดความสามารถ ทั้งหมดก็ยังไม่อาจก้าวสู่ระดับเริ่มกำเนิดขั้นห้าได้ นอกจากเด็กที่มาจากโลกใบเล็กสำนักที่ยี่สิบเอ็ดยังรับเด็กที่พอจะมีพร์เพียงพอจากโลกเทวะไว้อีกจำนวนหนึ่งตอนนี้เหลืออยู่สิบคน เมื่อรวมกับเด็กจากโลกใบเล็กสำนักที่ยี่สิบเอ็ดที่เด็กประจำการอยู่สิบสี่คนกับหนึ่งผู้ฝึกสอน
ผู้ฝึกสอนสำนักที่ยี่สิบเอ็ดเป็เด็กหนุ่มวัยสิบหกปีผู้หนึ่งคนผู้นี้ผมเผ้ายาวรุงรังใบหน้าซ่อนใต้หนวดเครายาวมักนิยมหลับใหลไม่ค่อยนิยมขยับตัว แม้แต่จะพูดยังเกียจคร้านยิ่งวันที่เด็กๆเข้ามารายงานตัว เด็กหนุ่มเพียงลืมตาที่งัวเงีย กล่าวเพียงว่า สวัดดีจากนั้นนั่งหลับไม่เอ่ยใดๆอีก
ผู้คนแห่งเมืองเริ่มต้นต่างรู้กันดีว่าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดเป็ที่รวมของเด็กไร้ความสามารถหากอายุสิบปีแล้วยังอยู่ที่แห่งนี้ ล้วนถูกเรียกว่า ขยะ ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจหรือแม้จะเหลือบตามองยังยากได้ยาก ภารกิจของสำนักนี้ส่วนใหญ่เป็ภารกิจที่ไม่มีผู้ใดอยากจะทำ อย่างเช่นปลูกสมุนไพร ขับไล่อสูรน่ารักๆ ที่มาก่อความวุ่นวายในเมืองหรือแม้แต่ตามหาคน จนถึงส่งของ
วันนี้เวลาก็ดึกดื่นค่อนคืน เมืองเริ่มต้นหลับใหลทุกคนปิดประตูนอนกันหมด แต่ยังมีเด็กสามคนป่วนเปี้ยนแถวๆ สระ์ด้วยรับภารกิจขยะที่ถูกยัดเยียดมาจากผู้ฝึกสอน นั่นคือภารกิจจับอสูรน้อยกลุ่มหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกระรอก แต่มีเขาเล็กๆกลางหน้าผากและพ่นไฟได้มีชื่อว่า ภูตอักคีอสูรน้อยเหล่าเป็อสูรขั้นหนึ่ง มีพลังต่ำเตี่ยเรี่ยดินแต่รวดเร็วเฉลียวฉลาดจากจับตัวได้ หลายวันมานี้มีภูตอักคีห้าตัวแอบเข้ามาเผาสิ่งของในเมืองก่อความเดือดร้อน พวกมีฝีมือคล้านจะเล่นซ่อนหากับพวกอสูรน้อยจึงโยนให้สำนักที่ยี่สิบเอ็ดมาจัดการ
เด็กทั้งสามมีอายุไล่เลี่ยกันทั้งสามเป็ผู้ฝึกตนระดับเริ่มกำเนิดขั้นสี่ หนี่งเป็เด็กหญิงร่างสูงใหญ่กว่าผู้อื่นใบหน้าทรงกลมรับกับดวงตากลมโตราวกับถูกวาดจากปลายพู่กันแต่งแต้มปากนิด จมูกหน่อย แก้มป่องๆมีลักยิ้มเล็กๆยิ่งน่าเอ็ดดูยืนเท้าสะเอวส่งเสียงสั่งการเด็กชายสองคนที่ผู้หนึ่งมีรูปร่างอ้วนกลมจนคล้ายลูกรักบี้ดวงตายีจมูกเล็กกับริมฝีปากหนาที่พร้อมจะกินทุกอย่างที่ขวางหน้ากำลังวิ่งตุต๊ะกับถึงใต้สระ์ ในมือมีโล่หิมะยกขึ้นเหนือหัวต้านรับลูกไฟเล็กที่ภูตอักคีพ่นลงมาส่วนอีกผู้หนึ่งเป็เด็กชายร่างเล็กผอมสูง แต่มีกล้ามเป็มัดๆ ท่าทางทะมัดทะแมงดวงตาเรียวยาวกับจมูกโด่งดูไม่รับกับใบหน้าทรงยาว แต่เมื่อมีผมที่ถูกหวีทรงโคมโอเวอร์(comb over)เอียงไปทางซ้ายกลับดูเด่นขึ้น เด็กผู้นี้กำลังถือถุงหนังสีขาวที่เรียกว่าโคมหิมะโคมหิมะเป็ถุงที่ถูกเขียนตราแห่งธาตุน้ำเมื่อเปิดออกในระยะสิบเมตรจะเกิดแรงดึงดูดสูงมากเป็อุปกรณ์ใช้จัมกุมภูติอักคีโดยเฉพาะ
เด็กทั้งสามหนึ่งส่งเสียงดังสั่งการ หนึ่งเป็ตัวล่อความสนใจหนึ่งตลบหลังเพื่อจับกุม เรียกความสนใจชายกลางคนผู้ที่เป็เ้าของร้านสมุนไพรซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากสระ์ และเป็ผู้ส่งมอบภารกิจนี้ออกมาเพราะอสูรน้อยแสนซนได้เผาห้องสมุนไพรไปหนึ่งหลังเมื่อสามวันก่อน
ขณะแผนการใกล้สำเร็จเหล่าภูตอักคีที่เกาะที่ก้นสระ์ซึ่งลอยอยู่เหนือพื้นดินสิบเมตรยังไม่สำนึกรู้ว่ามีอีกคนหนึ่งกำลังย่องมาด้านหลังภายใต้การกำกับของเด็กหญิงที่วางแผนล่อภูตทั้งหมดออกมารวมกันที่สระแห่งนี้ เหล่าอสูรน้อยยังคงพ่นฝนอัคคีบางตัวยังแลบลิ้นปลิ้นตาหลอก บางตัวตดมาเป็เปลวไฟยาวเหยียด อย่างสนุกสนานพลันก้นสระ์ที่โปร่งใสดั่งแก้วพลันแตกร้าว!
เปรี๊ยะ...เหล่าภูมิอัคคีหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมดลง ชันตัวยืนสองเท้ามองไปทางรอยร้าวในเวลาต่อมาอย่างรวดเร็ว ดอกบัวตูมดอกหนึ่งได้แทงออกมาตามรอยร้าวและเบ่งบานไอ์ฟุ้งออกมาเป็ละอองหมอก ร่างเล็กๆของคนผู้หนึ่งร่างตุบลงมาที่เด็กชายอ้วนจนล้มกลิ้งไปกับพื้นส่งเสียงร้องโอดโอย หนึ่งในภูตอัคคีจึงเหลียวมาเห็นเด็กชายผอมกำลังเปิดถุงโคมหิมะรีบส่งเสียง กี้ กี้กี้... พากันหลบหนีไปคนละทิศละทาง
“เ้าบื้อน้อย รีบเปิดถุงเร็วเข้า”เด็กหญิงแผดเสียงออกมาอย่างฉุนเฉียว
แต่ทุกอย่างช้าไปแล้ว ได้แต่ชักสีหน้าหงุดหงิดเดินเข้ามาทางเด็กชายอ้วนกับเด็กลึกลับที่ร่วงจากดอกบัวด้วยความหงุดหงิดจับคอเสื้อเด็กลึกลับยกร่างเล็กขึ้นมาราวกับไร้น้ำหนักกล่าวถามด้วยเสียงอันดัง
“เ้าบื้อคนที่สอง หากไม่ตอบว่าเ้าเป็มาจากไหน แม่จะตบสักฉาดเถอะ”
เด็กลึกลับถูกสองมือที่ทรงพลังจับจนหายใจแทบไม่ออกรีบชี้นิ้วขึ้นไป้าอย่างรวดเร็ว เด็กหญิงเงยหน้ามองตามจึงเห็นดอกบัวบานดอกหนึ่งที่งอกมากจากในชั้นหินสีเขียวของสระ์ใบหน้าถึงกับแปรเปลี่ยนไป สองมือคลายออกปล่อยร่างเด็กลึกลับร่างลงพื้นดังตุบ
“ดอกบัวในหิน เ้าเด็กดอกบัวในหินเกิดแล้ว!” เสียงเด็กหญิงแหลมสูงดังอย่างยิ่งด้วยในตอนแรกเกิดเื่เร็วเกินไป ไม่ทันเห็นว่าเกิดเื่ใดขึ้นตอนแรกคิดว่ามีเด็กมากลั่นแกล้ง เมื่อเห็นดอกบัวในหินบานออกมาทำให้ตื่นตระลึงอย่างมาก
ชายกลางคนซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินเสียง รีบวิ่งเข้ามา เงยหน้ามองที่ก้นสรระ์สีหน้าแตกตื่นไม่แพ้กันจากนั้นไม่นานมีคนเข้ามาสมทบอีกสี่ห้าคน ต่างเป็คนในหมู่บ้านได้ยินเสียงจนออกมาดู
“รีบไปตามนายทะเบียนมา” ชายกลางคนที่เป็เ้าของร้านสมุนไพรกล่าว
ไม่นานอาไช่ นายทะเบียนของเมืองเริ่มต้นถูกลากมาทั้งสภาพงัวเงียกล่าวถามเด็กลึกลับด้วยน้ำเสียงยังไม่ตื่นเต็มที่
“เ้าชื่ออะราย” อาไช่ทำตาปรือมองแผนภูมิต้นผลแห่งชีวิตจนใบหน้าแทบชน
“ผมชื่อหินครับ” เด็กชายลึกลับตอบ ทั้งที่ยังนวดลำคอที่ยังปวดไม่หาย
“รู้แล้วว่ามาจากหิน” อาไช่สภาพงัวเงียง่วงอย่างที่สุดออกอาการเบลอๆหน่อย
“หินครับ ผมชื่อหิน” เด็กชายเริ่มรำคาญเมื่อถูกถามย้ำเป็ครั้งที่ห้าได้
“ออ... ชื่อฉี(หิน) ฉีอะไร หรือว่าฉีเฉยๆ”
“...” เด็กชายหินทำหน้าเบ้ไม่ตอบ
“แล้วแซ่ละ เ้าแซ่อะไร” อาไช่ก็เริ่มหงุดหงิดคิดในใจ -ง่วงก็ง่วงมันอะไรกันนักแล้วเด็กคนนี้มันอยู่ตรงไหนหว่า- สายตาพยายามปรับให้ลืมขึ้น แต่เปลือกตาเ้ากรรมก็หนักเหลือเกินด้วยความลำคาญ อาไช่หยิบไม้ชิ้นหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายปากกายกขึ้นชี้ไปทางแผนภูมิต้นผลแห่งชีวิต ที่ปลายไม้ปรากฏแสงสีขาวเล็กๆก่อนจะลอยไปที่รากต้นไม่เกิดเป็จุดสีเขียวขึ้นมา
“เอ้า..แซ่ของเ้า รีบบอกมาเร็ว”
“แซ่เฮงครับ” เด็กชายหินก็รำคาญเช่นกันกระแทกเสียงตอบไป
“อืม..เฮงฉี งึมๆๆม นแปลกๆเอาเป็เฮงฉีเทียนแล้วกัน” อาใช่ยกไม้เล็กขยับอีกที ตรงจุดสีเขียวมีตัวอักษรว่า เฮงฉีเทียนขึ้นมา
“ว่างัยนะ” อาใช่ที่กำลังงัวเงียจะเก็บแผนภูมิภาพ ส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
“เ้ามาจากตระกูลเฮงหรือ”
อย่าว่าแต่คนที่อยู่ใต้สระ์เลยแม้แต่ผู้คนในเมืองเริ่มต้นยังต้องลืมตาตื่นส่งเสียงด่าทอผู้ส่งเสียงรบกวนในยามนี้ แต่เมื่อได้ยินประโยคต่อมาเท่านั้นเองประหนึ่งเมืองทั้งเมืองจะล่มสลายผู้คนต่างวิ่งออกมาจากบ้านอย่างเร่งรีบมุ่งตรงมาที่ใต้สระ์
“เป็ตระกูลเฮงหรือ”
.................