นี่คือการเปิดเทอมวันแรก สำหรับผมนี่ไม่ใช่เื่น่าตื่นเต้นวันหยุดปิดเทอมชั่งผ่านไปเร็วซะเหลือเกิน แต่มันก็ไม่ใช่วันที่น่าเบื่อซะทีเดียวเมื่อคลาสเรียนแรกของวันนี้ได้เรียนรวมกับสาวๆ คณะบัญชี
“เฮ้ยฉันน่าแปลกจริงๆ ทำไมวันนี้ไอปราบมันถึงเข้าเรียนคาบแรกได้”
เสียงของไอ้พลุ เพื่อนั้แ่สมัยมัธยมเอ่ยทักทายยามเช้าด้วยความแปลกใจก่อนที่ไอ้บอมที่กำลังนั่งเล่นเกมอยู่จะเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยสีหน้าแปลกใจปนกวนตีน ผม ไอ้บอม ไอ้พลุ พวกผมเป็เพื่อนกันั้แ่สมัยมัธยมต้นเราผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะเรียกได้ว่าเป็เพื่อนเป็เพื่อนตายกันเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเกิดเื่อะไรผมก็ยังมีพวกมันอยู่ข้างข้างเสมอ ถึงความชอบของเราจะมีแตกต่างกันไปบ้างแต่สิ่งหนึ่งที่เราเหมือนกันนั่นก็คือ หน้าตา ผมกล้าพูดได้เลยว่าพวกผมสามคนอาจจะเรียกคนหน้าตาดีที่สุดในคณะก็ว่าได้ และแน่นอนว่าความหล่อมันก็ต้องมาพร้อมกับความรวย
ไอ้พลุหนุ่มตี๋ ผิวขาวสูงใส่แว่นบุคลิกภายนอกเป็คน สุภาพเรียบร้อยเพราะด้วยความที่ที่บ้านมันต้องพามันไปออกงานสังคมบ่อยบ่อย เพราะบ้านมันทำธุรกิจโรงแรม บ้านมันเป็เ้าของโรงแรมหลายหลายแห่งทางภาคเหนือมันจะรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่มากมาย การวางตัวของมันซึ่งมีความสุภาพและเรียบร้อยอยู่ตลอดเวลา แต่ลึกๆ มันไม่ใช่คนดี
ไอ้บอมหนุ่มมาดเข้มผิวสีแทน ภายนอกเป็คนดูครึ้มครึ้มเหมือนเข้าถึงยาก เป็คนพูดน้อยต่อยหนัก ไอ้นี่ก็รวยไม่เบาที่บ้านมันทำธุรกิจสีเทาไม่สามารถบอกได้จริงๆ ว่าเป็ธุรกิจเกี่ยวกับอะไร แต่จะบอกได้แค่ว่ามันไม่เคยมีปัญหาเื่เงินประโยคที่ว่าหนุ่มใต้ใจถึงสามารถใช้กับมันได้จริงๆ แต่หนุ่มใต้รักจริงอันนี้คงใช้ไม่ได้กับเพื่อนผมคนนี้แน่นอน
ส่วนผมปราบ ความหล่อคงไม่ต้องพูดถึงเพราะผมเป็ถึงเดือนของคณะวิศวะ บ้านผมทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็บ้าน คอนโดและตึกหลายๆ แห่งในกรุงเทพ หลายคนที่มองเข้ามาอาจจะคิดว่าพวกผมเป็ลูกคนรวยนิสัยเสียแต่ก็นะพวกเขามองไม่ผิดหรอก แต่พวกผมก็ยังไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อนนะครับ มั่งนะ
“ใกล้ถึงเวลาเรียนแล้วทำไมพวกมึงยังนั่งอยู่ตรงนี้ไม่ไปเข้าห้องเรียนเหรอวะ” ผมเอยถามไอพลุกับไอบอม
“กูก็ต้องมาหาอาหารตาก่อนเข้าเรียนดีวะมึงดูดิ่มีแต่เด็กปีหนึ่งทั้งนั้น” ไอพลุตอบผม
เห็นไอ้พลุพูดเก่งแบบเนี่ยมันก็ได้แค่มองแหละครับไม่ค่อยจะได้สาวสักเท่าไหร่แต่ไอ้คนที่นั่งเงียบๆ ข้างมันนั่นแหละมักจะได้ไปกินตลอด พอด้วยหน้าตาที่คมเข้มของไอ้บอมเป็ทรงที่ผู้หญิงชอบละมั่ง
“รีบไปเถอะคลาสแรกเจอเด็กบัญชีนะเว้ยมีอาหารตาให้มึงมองอีกเยอะ”
ภายในห้องเรียนรวมตอนนี้นักศึกษา ของทั้งสองคณะก็ค่อยค่อยทยอยเดินกันเข้ามาในห้อง พวกผมเดินเข้ามาตรงเข้าไปยังที่นั่งท้ายสุดของห้องมันเป็ที่นั่งที่วิวดีที่สุดเพราะผมจะมองเห็นทุกคนที่อยู่ในห้องได้อย่างชัดเจนแต่น่าเสียดายที่คลาสเรียนวันนี้ ผมกลับไม่รู้สึกถูกใจใครเลย ผมรู้สึกว่าการตื่นนอนในเช้าวันนี้มันช่างเสียเที่ยวเสียเหลือเกินอีกไม่กี่นาทีก็จะเริ่มคลาสเรียนแล้ววิชานี้เป็วิชาเรียนรวมที่ไม่ค่อยยากสักเท่าไหร่เพียงแค่ทำกิจกรรมให้ผ่านแค่นั้นมันก็มากพอแล้วสำหรับวิชานี้ผมจึงเลือกที่จะนอนฟุบลงไปกับโต๊ะ เพื่อให้เวลามันผ่านไปพ้นไป
ไม่นานอาจารย์ก็เดินเข้ามามีการแนะนำตัวกันเป็เื่ปกติสำหรับการเจอกันครั้งแรก ผมไม่ได้สนใจอะไรมากนักเพราะว่าตอนนี้ผมอยากนอนมากกว่าแต่ถึงตาผมจะหลับตาหูผมก็ยังทำหน้าที่ฟังเสียง
“สวัสดีนักศึกษาทั้งสองคณะนะคะอาจารย์ชื่อสุวดีเป็อาจารย์ที่รับผิดชอบในวิชานี้นะคะส่วนเอกสารสำหรับในการเรียนวิชานี้อาจารย์จะให้พี่นทีผู้ช่วยสอนเอาเอกสารไปแจกให้แต่ละคน”
เสียงฝีเท้าที่กำลังเดินอยู่ไกลๆ และเสียงกระดาษที่ค่อยค่อยวางบนโต๊ะค่อยค่อยไรเข้ามาใกล้ใกล้ผมขึ้นเรื่อยเรื่อยจนกระทั่งเสียงนั้นมาหยุดอยู่ตรงหน้าของผมเสียงกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะนั่นไม่ได้ทำให้ผมสนใจที่จะเงยหน้าขึ้นไปมองแต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมต้องเงยขึ้นมานั่นคือกลิ่น กลิ่นที่หอมนี้มันทำให้ผมนึกถึงััของใครบางคนที่ผมจำหน้าเขาไม่ได้แต่ไม่เคยลืมสำผัสนั้นเลย ผมเงยหน้าขึ้นไปมองภาพ ของใครบางคนที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าเป็ผู้ชายร่างเล็กผิวขาวหน้าตาหวานผมสั้นทัดหูเพียงเห็นเท่านี้ภาพ ในร้านเหล้าวันนั้นก็กลับมาใช่เป็เขาคนนั้นแน่นอนที่ทำให้ผมไม่ลืมัันั้น
“ในที่สุดก็เจอจนได้ “ และเมื่อผมเจอเป็ครั้งที่สองแน่นอนว่าผมไม่ปล่อยให้หลุดมือไปอีกแน่นอน
นที
วันนี้เป็วันแรกในฐานะผู้ช่วยสอนของผมตื่นเต้นมากๆ ผมยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ลองชุดอยู่หลายชุดเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาชุดไหนนะที่จะเหมาะสมสำหรับวันแรกของการเริ่มทำงานนะ ผมเลือกชุดที่ดูสุภาพและดูเรียบร้อยเหมาะสมสำหรับการเป็ผู้ช่วยสอนของวันนี้ แล้วก็ไม่ลืมที่จะหยิบน้ำหอมตัวโปรด ที่ผมชอบใส่อยู่ประจำมาฉีดให้รอบตัวเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองก่อนที่จะออกจากห้องผมหยิบเอกสารทุกอย่างแล้วก็ยิ้มอยู่กับตัวเองหน้ากระจก
“วันนี้จะเป็วันที่ดี”
หน้าที่สำหรับผู้ช่วยสอนอย่างผมคงไม่ต้องทำอะไรมาก สำหรับวันแรกผมถือเอกสารอยู่ในมือและกำลังเดินแจกให้กับนักศึกษาที่อยู่ภายในห้องจังหวะที่ผมกำลังวางเอกสารไว้บนโต๊ะของนักศึกษาคนหนึ่งที่กำลังนอนฟุบอยู่ อยู่ๆ นักศึกษาคนนั้นก็ไงหน้าขึ้นมา นั่นทำให้ผมชะงักเล็กน้อยเพราะเด็กหนุ่มคนนี้คือผู้ชายที่ลากผมกับคอนโดในคืนนั้นในใจของผมกำลังคิดอยู่ว่าเด็กหนุ่มนั้นจำผมได้หรือเปล่า ผมรู้สึกสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็ต้องทำตัวให้เป็ปกติ ถึงแม้ว่าใจของผมมันเต้นจนเกือบจะทะลักออกมาแล้วก็ตาม ผมไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นจำผมได้หรือเปล่าเพราะว่าคืนนั้นมันมืดมากๆ สำหรับเราสองคน
คืนนั้นเป็คืนที่ผมจำได้ไม่ลืมเพราะว่าวันนั้นเป็งานวันเกิดของเพื่อน ผมค่อนข้างดื่มหนักในจังหวะที่ลุกไปห้องน้ำและกำลังจะกลับมาที่โต๊ะแต่ในจังหวะที่ผมกำลังเดินหาโต๊ะเพื่อนอยู่นั้นก็มีมือของชายคนหนึ่งมาคว้ามือ ผมจำอะไรได้ไม่มากแต่รู้ตัวอีกทีผมก็อยู่ในห้องของเขาแล้ว รสััที่ผมได้รับจากชายหนุ่มคนนี้ชั่งเผ็ดร้อนไม่เบา ในเช้าวันนั้นเมื่อแสงจากด้านนอกได้ส่องเข้ามาทำให้ผมได้เห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจนหน้ารูปใข่คิ้วที่หนา จมูกที่โด่งได้รูป ริมฝีปากที่หนาพอดีใครกันจะลืมลง แต่ผมถือคติว่าเมื่อกินแล้วจะไม่กินซ้ำ แต่เมื่อเจอกันแบบนี้อีกครั้งผมจะทนได้ไหมนะ?
ปราบ
การตื่นเช้าวันนี้ไม่เสียเปล่าจริงๆ ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคลาสนี้ อาจารย์สอนอะไรบ้าง ผมเอาแต่นั่งมองหน้าของเขาคนนั้นที่กำลังช่วยอาจารย์สอนอยู่ แน่นอนผม้าให้เขารู้ว่าผมจำเขาได้ และตอนนี้ผมก็รู้ชื่อของเขาแล้วด้วยนที ผมมองนทีด้วยสายตาที่เสียมารญาติเสียจริง แต่ผม้าให้เขารู้ว่าผมจำเขาได้ แต่ดูเหมือน นทีจะจำผมไม่ได้เพราะด้วยท่าทางที่นิ่งและไม่มองมาทางผมเลยหรือถ้ามองก็เหมือนโดนมองข้ามไปซะอย่างงั้น
“กินไรดีวะ วันนี้”
ผมถามไอพลุกับไอบอม ในขณะที่พวกเรากำลังเดินอยู่ในโรงอาหารที่มีเหล่า ถ้านักศึกษาและอาจารย์กำลังนั่งกินอาหารอยู่โรงอาหารของมหาลัยเราไม่ได้ใหญ่มากนัก ่เวลาเที่ยงเลยมักไม่ค่อยมีโต๊ะว่างสักเท่าไหร่ ขณะที่พวกของกำลังคุยกันอยู่นั้นว่าวันนี้จะกินอะไรดีหางตาของผมก็หันไปเห็นมุมสุดของโรงอาหาร ที่ตอนนี้มีนทีกำลังนั่งกินข้าวอยู่คนเดียว
“พวกมึงวันนี้แยกโต๊ะนะ”
ผมหันหลังไปบอกกับพวกมันก่อนที่จะเดินไปยังโต๊ะของนที
“ขอนั่งด้วยนะครับ”
ผมนั่งลงโดยไม่รอคำอนุญาติของเ้าของโต๊ะ ผมเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามเพื่อจะได้อ่านสายตาและสีหน้าได้บ้างว่าตอนนี้เขาจำผมได้หรือป่าว
“ได้ครับ”
ผมตอบกลับไปเพื่อไม่ให้เขาสงสัยและพยามเก็บสีหน้าเอาไว้ให้ได้มากที่สุดแม้ว่าขาข้างขวาของผมจะกำลังสั่นอยู่ก็ตามเพราะผมไม่ใช่คนที่โกหกเก่งซักเท่าไหร่
"พี่จำผมได้หรือป่าว" ผมไม่รีรอยิงคำถามเข้าประเด็น
"อ้อ เด็กที่เรียนคลาสเมื่อเช้า ที่หลับในห้องใช่ไหม" ผมตอบกลับไปก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
"ท่าทางจะจำไม่ได้ สงสัยต้องเปลี่ยนสรรพนาม" ผมคิดเอาไว้แล้วว่านทีคงไม่ยอมรับง่ายๆ แน่นอน ผมยิ้มกว้างให้นทีก่อนจะเปลี่ยนสรรพนามใหม่
"จำผมได้ไหมครับเมียจ๋า" เมื่อ นทีได้ยินอย่างนั้นก็ทำตาโตขึ้นมาก่อนจะวางช้อนที่อยู่ในมือแล้วเอานิ้วชี้มาไว้ตรงปากเป็การบอกว่าให้พูดเบาๆ
"ไหนบอกว่าจำไม่ได้แล้วทำไมต้องใอะไรขนาดนั้นด้วยนะครับ คุณผู้ช่วยสอน" ผมยิ้มออกมาเพราะเห็นสีหน้าที่ใของคนตรงหน้า
"เธอ้าอะไร ที่จริงเื่มันก็จบไปแล้ว" ผมพูดด้วยน้ำเสียงค่อนข้างจริงจังเพราะด้วยสถานะตอนนี้ผมเหมือนเป็คนที่อยู่ใน ฐานะกึ่งอาจารย์ก็ว่าได้ถ้าคนอื่นมาได้ยินส่งผลเสียต่อหน้าที่การงานของผม
"ผมว่ามันยังไม่จบนะเพราะนี่มันกำลังเริ่มต่างหาก"