ตอนที่ 188 พ่อแม่ลูก
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
หญิงสาววัยกลางคนค่อยๆ ขยับร่างกาย เปลือกตาของเธอกระพริบถี่ๆ พยายามจะลืมตาขึ้นมา
“ยินดีด้วยค่ะ ดูเหมือนว่าเธอกำลังจะฟื้นขึ้นมาแล้วนะคะ เชิญพวกคุณไปรอที่ห้องรับรองได้เลยค่ะ อีกสักครู่พวกเราจะเคลื่อนย้ายเธอไปที่นั่น” พนักงานหญิงกล่าวอธิบาย
“ไปกันเถอะครับพ่อ”
เฟิร์สที่พอจะคุ้นเคยกับกระบวนการนี้อยู่แล้วจึงพาพ่อของเขาที่ร้องไห้อย่างหนักออกมา
ทางนิวโฮปมีห้องพักเพื่อฟื้นฟูร่างกายของผู้นิทราอย่างดี ในครั้งก่อนเฟิร์สก็ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ พวกเขามีทีมแพทย์ที่จะคอยช่วยเหลือในด้านกายภาพบำบัด ซึ่งพร้อมที่จะสนับสนุนให้ผู้นิทราได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างเดิมอีกครั้ง
เฟิร์สพูดคุยกับผู้กำกับเอไออยู่ครู่ใหญ่ แล้วพวกเขาก็เคลื่อนย้ายร่างของนพนภาเข้ามาในห้อง
ท่าทางของเธอในตอนนี้ดูสะลึมสะลือ สติยังไม่อยู่กับที่
แต่ทันทีที่เธอได้เห็นหน้าลูกชายกับสามี ใบหน้าที่อ่อนแรงนั้นก็ยิ้มออกมา
“พ่อ ... เฟิร์ส ...” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แหบพล่า ในดวงตามีความดีใจเป็นอย่างมาก
“ภา ในที่สุดเธอก็ฟื้นแล้ว” คุณหมอสมคิดรีบเข้าไปกุมมือภรรยาในทันที
เฟิร์สยืนอยู่อีกข้างหนึ่งของเตียง เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ยินดีต้อนรับกลับมาครับแม่”
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” นพนภารู้สึกมึนงงเป็นอย่างมาก ความทรงจำของเธอถูกหยุดไว้ตั้งแต่ที่ตนเองนิทราหลับไป เธอจึงไม่เข้าใจเรื่องตรงหน้านี้มากนัก
“แม่ดูอ่อนแรงมาก พ่อครับช่วยถอยไปสักครู่ได้ไหมครับ ผมจะฟื้นฟูร่างกายของแม่ก่อน” เฟิร์สเอ่ยกับผู้เป็นพ่อ
“ได้” คุณหมอสมคิดปฏิบัติตามอย่างโดยดี เพราะเขารู้ในความสามารถของลูกชาย
“ผู้กำกับคะ นั่นเขากำลังจะทำอะไร” พนักงานสาวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามชายชราที่อยู่ข้างๆ
“ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ธรรมดาอย่างแน่นอน” ผู้กำกับเอไอเอ่ย
เฟิร์สไม่รอช้าเขาวางวงแหวนอักขระฟื้นฟูครอบร่างของนพนภาแล้วกระตุ้นการทำงานของมันทันที
ต้องรู้ไว้ว่าการบ่มเพาะอักขระของเขาในตอนนี้ใกล้จะถึงขีดสุดของขอบเขตนี้แล้ว อีกเพียงไม่กี่ก้าวเขาก็จะสามารถทะลวงขั้นสีม่วงได้ ดังนั้นวงแหวนอักขระของเขาจึงมีประสิทธิภาพเหนือจินตนาการ
วูม!
แสงสีเขียวก่อตัวขึ้นจนสว่างวาบไปทั้งห้อง
แล้วตอนนั้นเองใบหน้าที่เคยซีดเซียว ร่างกายที่เคยอ่อนแอก็กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ขึ้นภายในพริบตา มิหนำซ้ำเธอยังรู้สึกแข็งแรงมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ นั่นเพราะเธอในตอนนี้ได้กลายเป็นเวเนเตอร์คนหนึ่งแล้ว
ผิวพรรณของเธอกลับมาดูเปล่งปลั่งอีกครั้งหนึ่ง ดูแตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
“เฟิร์ส ... นี่ลูก ...” นพนภายกมือขึ้นปิดปาก ท่าทางตกใจเป็นอย่างมาก
เธอไม่คิดว่าลูกชายของเธอจะสามารถใช้เวทมนต์ได้ แน่นอนว่าผู้ที่หลับใหลมานานอย่างเธอย่อมต้องมีความคิดเช่นนี้
“มันยังมีอีกหลายเรื่องที่แม่ต้องรู้อีกมาก แล้วพ่อจะค่อยๆ เล่าให้แม่ฟังเองนะ” คุณหมอสมคิดกล่าวกับภรรยาด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น
ส่วนคนนอกต่างมองไปที่เด็กหนุ่มอย่างตื่นตะลึง
“ผู้อำนวยการเฟิร์สวันมีพลังในการฟื้นฟูขนาดนี้เชียว” พนักงานสาวอดที่จะเอ่ยพึมพำออกมาไม่ได้
แม้แต่ผู้กำกับเอไอเองก็ยังไม่เชื่อในสายตาตัวเอง เขานั้นคิดว่าพลังจิตของเฟิร์สต้องทรงพลังเป็นอย่างมาก ถึงขั้นสามารถฟื้นฟูสภาพร่างกายคนคนหนึ่งให้หายอย่างรวดเร็วได้แบบนี้
แล้วพวกเขาก็ได้ให้โอกาสครอบครัวนี้ได้พูดคุยกัน
เสียงหัวเราะดังออกมาจากภายในห้องอยู่เป็นระยะๆ มันคือกลิ่นอายแห่งความสุขที่แม้แต่คนนอกก็ยังสามารถสัมผัสถึงได้
เฟิร์สใช้เวลากับแม่ของเขาผ่านไปครู่ใหญ่ ก่อนที่จะออกมาจากห้องเพื่อพบกับผู้กำกับเอไอซึ่งรออยู่หน้าห้องมาตลอด
“คุณเอไอ”
“ว่าไงครับผู้อำนวยการเฟิร์สวัน” ชายชรายิ้มอย่างยินดี
“ผมกับครอบครัวกำลังจะกลับแล้ว ผมเลยมาบอกให้คุณทราบ”
“อ่อ คุณกับคุณพ่อของคุณจะกลับแล้ว ทำไมไม่ค้างที่นี่ล่ะครับ พวกเราสามารถเตรียมห้องรับรองให้คุณได้นะ”
“ไม่ใช่ครับ” เด็กหนุ่มส่ายศีรษะและเอ่ยต่อ “ผมหมายถึงพวกเราทั้งหมด พ่อแม่ลูกกำลังจะกลับแล้ว”
“ฮะ! ว่ายังไงนะ แต่คุณนพนภาพึ่งจะฟื้นตื่นขึ้นมาไม่ใช่หรอ? แล้วคุณหมอที่ดูแลยังไม่อนุญาตให้กลับได้ในตอนนี้ คุณนพนภายังต้องผ่านขั้นตอนการตรวจร่างกายอีกหลายอย่าง”
“ผมแค่จะมาแจ้งให้คุณทราบเท่านั้นครับ ส่วนเรื่องสุขภาพของคุณแม่ ผมสามารถรับผิดชอบท่านได้ เอาเป็นว่าพวกเรากำลังจะกลับในตอนนี้แล้วครับ” เฟิร์สเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
การพูดคุยของเขาคือการแจ้งให้ทราบไม่ใช่การขออนุญาต ดังนั้นต่อให้พวกเขาต้องการให้อยู่ เฟิร์สก็จะไม่อยู่อยู่ดี
การกระทำนี้ดูเหิมเกริมเป็นอย่างมาก แต่น่าเสียดายที่เขามีคุณสมบัติที่จะทำมัน
“คะ ครับ” ผู้กำกับเอไอถึงกับไปไม่ถูก จึงได้แต่รับคำของเด็กหนุ่มไป
“ถ้าอย่างนั้นก็ลาก่อนนะครับ หวังว่าพวกเราจะได้พบกันอีก” เฟิร์สยิ้มและกล่าวลา จากนั้นก็หันหลังกลับเข้าไปในห้อง
ผู้กำกับเอไอรีบตามเข้าไปในห้องทันที
ตอนนั้นเองเขาก็พบว่าเด็กหนุ่มได้สร้างวังวนมิติเคลื่อนย้ายมวลสาร
เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นอะไรแบบนี้นอกจากภาพยนต์ที่มนุษย์สร้างขึ้น
“ลาก่อนนะครับ ขอบคุณมากสำหรับทุกอย่าง”
“ลาก่อนนะคะ ขอบคุณมากเช่นกันค่ะ”
สองสามีภรรยากล่าวลา ส่วนเด็กหนุ่มนั้นพยักหน้าให้กับผู้กำกับเอไอเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะจูงมือพ่อและแม่เข้าไปด้านในวังวนนั้น
วูบ! วูบ! วูบ!
ร่างของคนทั้งสามจมหายเข้าไปในวังวน หลังจากนั้นวังวนนั้นก็ค่อยๆ หดเล็กลงและหายไปกับความว่างเปล่า
“พวกเขาไปแล้ว!” พนักงานหญิงที่พึ่งเข้ามานั้นอ้าปากค้างคางยานจนจะถึงพื้น
“หรือข่าวลือที่ว่าเขาเป็นแรงค์ SSS นั้นจะเป็นความจริง!” เธอคนนั้นพูดตอนใช้มือทั้งสองปิดปาก
ผู้กำกับเอไอหันกลับไปและเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม
“ช่วยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับด้วยนะครับ”
แม้เขาจะเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา แต่ภายในใจก็อดที่จะรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ เวเนเตอร์แรงค์ SSS ไม่ใช่ตัวตนที่จะพบได้ง่ายๆ แม้แต่บัญชาเมฆ นอกจากในทีวีแล้ว ยากมากที่ผู้คนจะได้พบตัวจริงของเขา แต่ในตอนนี้เด็กหนุ่มที่เขาเคยรู้จักกลับกลายเป็นเวเนเตอร์แรงค์ SSS คนหนึ่งเรียบร้อยแล้ว
“คะ ... ค่ะ” พนักงานสาวตอบรับอย่างอึ้งๆ หัวใจของเธอเต้นรัวแรงเป็นอย่างมาก
…………..
เฟิร์สพาพ่อแม่ของเขากลับมาถึงบ้าน
นพนภาได้รู้ในสิ่งต่างๆ มากมายที่สามีและลูกชายของเขาได้บอกเล่า
เธอแทบจะไม่เชื่อว่าลูกชายของเธอเก่งกาจขนาดนี้
เฟิร์สถามแม่ว่าเธอจะสามารถอยู่ที่นี่ได้ไหม ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามกับครอบครัว
นพนภาดูอึกอักเล็กน้อยแล้วเธอก็ถามหาญาติพี่น้องของเธอ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเกือบหกสิบปีแล้ว ญาติและเพื่อนฝูงส่วนมากล้วนตายตกไป
หากจะมีก็มีแต่รุ่นลูกรุ่นหลาน ซึ่งพวกเขาก็ไม่คุ้นเคยกันเสียแล้ว
แม้จะรู้สึกเสียใจ แต่เมื่อได้มองหน้าสามีกับลูกชายเธอก็ยิ้มออกมาได้ ดูเหมือนว่านี่จะเป็นญาติที่สนิทใกล้ชิดกับเธอมากที่สุดแล้ว
การมาของแม่ทำให้เฟิร์สต้องพิจารณาที่อยู่ใหม่ การที่จะให้ผู้หญิงคนหนึ่งอยู่บ้านหลังเล็กๆ ในพื้นที่อันห่างไกลคงจะไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งมนุษย์เป็นสัตว์สังคม พวกเขาไม่อาจอยู่คนเดียวได้ตลอด ดังนั้นเขาจึงต้องคิดถึงอนาคตข้างหน้าเพื่อให้พ่อแม่ของเขามีความสุขที่สุดในบั้นปลายชีวิต
เพราะถึงยังไงพวกเขาก็ไม่ได้มีชีวิตยืนยาวเหมือนเขา
หลังจากที่เฟิร์สวิวัฒน์ทั้งร่างกายและวิญญาณอายุขัยของเขาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก จนไม่สามารถประเมินด้วยตนเองได้
เขาจึงต้องการใช้ชีวิตในช่วงนี้อยู่กับครอบครัวให้มากที่สุด
เขาไม่ได้คิดที่จะให้พ่อกับแม่เดินทางในเส้นทางอักขระหรือบ่มเพาะเป็นเซียนเพื่อเพิ่มอายุขัย เพราะเส้นทางเหล่านี้ยากลำบากเป็นอย่างมาก และไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเดินในเส้นทางนี้ได้
เขาจึงเลือกที่จะให้พ่อแม่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในช่วงเวลานี้มากกว่า
เฟิร์สตัดสินใจซื้อภูเขาลูกหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากที่นี่ แล้วจากนั้นก็สั่งให้คนสร้างบ้านหลังใหญ่ขึ้นที่นั่น ด้วยทรัพย์สินที่เขาได้รับมาจากอบิส เขาสามารถทำทุกอย่างที่ว่าได้อย่างง่ายดาย
ไม่เท่านั้นเขายังรับอุปการะเด็กในท้องที่ที่เป็นเวเนเตอร์เพื่อมาอยู่ด้วยกัน แน่นอนว่าเขาได้สร้างบ้านของพวกเขาไว้ในภูเขาลูกเดียวกัน
เฟิร์สตั้งใจจะบ่มเพาะพวกเขาให้กลายเป็นคนดูแลพ่อแม่ของเขา ตอนที่พวกท่านจะออกไปข้างนอกหรือตอนที่เขาต้องลงเทรดอบิส
เฟิร์สสามารถดำเนินการสิ่งต่างๆ เหล่านี้ด้วยนามของนิวโฮป เพราะอย่างไรก็ตามเขาก็เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสิบพิเศษคนหนึ่ง อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบประวัติผู้ที่จะรับอุปการะได้ด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นแน่นอนว่าต้องมียอเน๊ เด็กหนุ่มที่ดูแลพ่อของเขามาหลายปี
ทั้งหมดดำเนินการอย่างรวดเร็ว แล้วไม่นานกำหนดลงเทรดอบิสระดับสีน้ำเงินก็มาถึง