นางพาสาวน้อยแปลกหน้าที่นางไม่คิดจะถามชื่อแซ่เดินไปที่เรือนของนางทันที นางกำลังคิดแผนการบางสิ่งอยู่ที่ชั้นสองของโรงเตี๊ยมฟูเหรินที่พึ่งแยกกับอันหนานในโถงกลางโรงเตี๊ยมมากำลังยืนมองั้แ่เหตุการณ์ที่อาปั๋วช่วยเหลือแม่นางน้อยผู้หนึ่งไว้ จนถึงเหตุการณ์ที่ฮวาผิงพานางผู้นั้นเข้าเรือนไปแต่ก็ไม่ได้คิดสิ่งใดพิเศษ
ผ่านไปอีกสองวันที่โรงเตี๊ยมเริ่มมีบรรยากาศแปลกๆ แขกผู้ที่เข้ามาพักถ้าเป็หญิงสาวเข้าพักแล้ว วันสองวันก็เริ่มที่จะหายตัวไปแบบไม่มีร่องรอย ไม่มีใครสนใจนักเดินทางพวกนี้เพราะเป็ปรกติของแขกที่มาพักที่โรงเตี๊ยม บางทีหายไปเดินทางไปมาแบบนี้อยู่แต่เดิมอยู่แล้ว
ฟูเหรินไม่ใช่นักเดินทางทั่วไป เขารู้สึกได้ถึงสิ่งแปลกๆ อยู่นิดๆ แต่พอดีว่าอาปั๋วจะไม่อยู่ที่โรงเตี๊ยมเขาจะต้องเดินทางไปกับฟานเฉาเพื่อไปซื้อของที่ตลาดใกล้ๆ ที่เมืองผางอีกสองสามวันถึงจะกลับมา เขาเลยจะรอให้อาปั๋วกับฟานเฉากลับมาเสียก่อนยังไม่อยากคุยเื่นี้กับอันหนานไม่อยากให้อันหนานกังวลใจผู้เดียว เขาอยากคุยเื่อื่นกับอันหนานมากกว่า
ตอนนี้ฟูเหรินกำลังพยายามเขียนอักษรให้อันหนานอยู่อย่างตั้งใจ เจ็ดเดือนเจ็ดจะถึงวันซีซีแล้วเขากางกระดาษที่โต๊ะในห้องพักกำลังจะจรดพู่กันลงไปบนกระดาษ
“อ่ะแอ่ม” อันหนานเดินตรวจตราโรงเตี๊ยมผ่านห้องพักของฟูเหรินพอดีเห็นเขากำลังจะเขียนอักษรนางเลยชำเลืองเข้ามามองเนื่องจากฟูเหรินไม่ได้ปิดประตูและเปิดประตูกว้างเอาไว้นางจึงถือวิสาสะเดินเข้ามาดูได้
“ท่านกำลังเขียนสิ่งใดกันให้ข้าดูจะได้หรือไม่?” อันหนานมองไปที่กระดาษบนโต๊ะ
“เอ่อคือ...” ฟูเหรินรีบหยิบกระดาษไปซ่อนไว้ด้านหลัง
“คือข้าเขียน..เขียนถึงท่าน” ฟูเหรินอมยิ้ม
“ท่านเขียนถึงข้าทำไมกัน? ก็ข้ายืนอยู่นี่” อันหนานทำหน้างงและอยากรู้อยากเห็น
“ก็จะเทศกาลซีซีแล้วข้า..อยากชวนท่านไปเดินเที่ยว” ฟูเหรินอมยิ้ม
“เราเดินเที่ยวในโรงเตี๊ยมแทนได้ไหม?” อันหนานกล่าว
“ได้สิๆ ได้ๆๆ” ฟูเหรินรีบตอบเขาเช็ดมือตัวเองกับอกเสื้อผายมือให้อันหนานเดินนำ
“ตอนนี้เลยหรือ? ยังไม่ถึงวันซีซีนะ” อันหนานถาม
“ตอนนี้ก็ได้ หรือไม่ก็ได้..ตอนหน้าก็ได้” ฟูเหรินยิ้มแก้มแทบแยกออกมาขนพองกลมน่ารักเชียว
“งั้นเราถือว่าเดินตรวจโรงเตี๊ยมยามค่ำแล้วกันนะ” อันหนานอมยิ้มกว่าเขาอีก
ทั้งสองเดินไปรอบๆ โรงเตี๊ยม อันหนานเดินตรวจตราโรงเตี๊ยมเป็ประจำทุกวันนางใช้เวลาไม่นานนักแต่คืนนี้นางเดินนานมากกว่าที่เคย เสี่ยวเอ้อต่างสะกิดให้เพื่อนร่วมงานพากันมองดูเถ้าแก่เนี๊ยะที่เดินมากับฟูเหรินต่างก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เพราะไม่เคยเห็นเถ้าแก่เนี๊ยะจะทำแบบนี้กับผู้ใดมาก่อน ทั้งสองเริ่มจะเขินๆ อยู่บ้างเหมือนกัน
“แต่เดิมท่านคิดจะเดินทางไปที่ใดกัน” อันหนานทำลายความเงียบด้วยการถามเื่ส่วนตัวของฟูเหริน
“ข้าคิดจะไปเมืองจงหนานเพื่อไปหางานคุ้มกันภัยทำ”ฟูเหรินกล่าว
“อาปั๋วเขารับจ้างทำงานคุ้มภัยแบบนี้เป็ประจำอยู่แล้วเขาชวนให้ข้ามาทำงานด้วยข้าเห็นว่าก็น่าสนใจดีข้าก็เลยลองมาทำดู” ฟูเหรินเล่า
“อืม..งั้นท่านก็ไม่ต้องไปแล้วสิ?” อันหนานยิ้มเขินอาย
“ใช่..ข้าไม่ต้องไปไหนแล้ว” ฟูเหรินยิ้มยิ่งกว่า
“ข้ายินดีมาก” ฟูเหรินค่อยๆ เอื้อมมือไปจับชายเสื้อของนางเบาๆ นางทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ยอมให้เขาจับชายเสื้อไว้เดินไปทั่วโรงเตี๊ยม
“แล้วเมื่อก่อนล่ะท่านทำอะไร?” อันหนานถาม
“ข้าไปเรียนวรยุทธ์รับใช้อาจารย์อยู่สองปีน่ะข้าพึ่งออกมานอกสำนัก” ฟูเหรินกล่าว
“อืมดีจังท่านออกมาก็เจอกับข้าก่อนเลยนะ” อันหนานยิ้ม ฟูเหรินยิ้มยิ่งกว่าเขาดึงชายเสื้อนางเล่นไปมา
“ข้าจะไม่ปล่อยท่าน” เขากระซิบเบาๆ นางหลบตาเขาแล้วยิ้มแก้มแดง
“ท่านเป็เ้าของโรงเตี๊ยมนี้ได้อย่างไรกัน?”ฟูเหรินถาม
“เดิมทีข้าก็อยู่ที่ตัวเมืองผาง พอดีท่าพ่อจากไปก่อนเวลาท่านแม่ข้าจากไปั้แ่ข้ายังอายุน้อยๆ ที่นี่เป็มรดกที่ท่านพ่อทิ้งไว้ให้ ข้าน่ะดูแลเองไม่ได้เลยให้ท่านน้าฟานเฉามาช่วยข้าดูแลอีกแรง ตอนนี้ก็อยู่ที่นี่มาสองปีแล้ว” อันหนานเล่าให้เขาฟัง
“ท่านเก่งนะอายุยังน้อยข้าชื่นชม” ฟูเหรินยิ้ม
“แรกๆ ข้าก็กลัวนะแต่ท่านน้ามีประสบการณ์โรงเตี๊ยมในเมืองฉางมาก่อนข้าเลยเบาแรงไปมาก” อันหนานกล่าว
“มาพูดเื่ของเราดีกว่านะตอนนี้” ฟูเหรินอมยิ้มจนแก้มแทบปริ อันหนานรีบวิ่งหนีไปนางก็เขินจนไม่ไหวเหมือนกันฟูเหรินยิ้มรีบวิ่งตามไปทันที
“เดี๋ยวสิข้ายังไม่ได้พูดเลย” ทั้งสองเหมือนวิ่งเล่นกัน
เช้าวันรุ่งขึ้นในห้องลับใต้พื้นห้องของเรือนเช่าที่ฮวาผิงเช่าพักนั้นเอง
“เ้าทำถูกแล้วเ้าไม่ต้องกังวล ดูสิเ้าสวยงามมีเสน่ห์ขึ้นด้วยเห็นไหม?” ซานตงเปล่งเสียงในห้องลับ หน้าของเขาลอยวนเป็วงกลมรอบตัวฮวาผิงในความมืดตาสีเหลืองของเขาจ้องมองฮวาผิงอย่างพอใจ
ฮวาผิงยืนกลางห้องกางมือไปในอากาศเหมือนรับพลังบางอย่างหน้าของนางหงายขึ้นฟ้าประหนึ่งยินดีที่ได้ยินเสียงซานตง นางรู้สึกถึงความสดใสเล็กน้อยดูดกลืนความกลัวและความหดหู่ อากาศรอบตัวหมุนช้าๆ ลมเย็นแผวบางรอบตัว