พอพวกเธอเข้ามาในบ้านก็ปิดประตูลงต่งเสี่ยวเสี่ยวจูงมือเด็กๆ ไปที่ลานหลังบ้าน แล้วปล่อยลูกหมูป่ากับกระต่ายออกมา
ลูกหมูตัวเล็กกว่าตัวอื่นๆ แถมยังดูอ่อนแอต่งเสี่ยวเสี่ยวเลยกั้นพื้นที่ให้มันโดยเฉพาะ
หวังชิงซานสร้างคอกหมูใหม่ให้เธอแล้วตอนนี้คอกหมูแข็งแรงกว่าเดิมมาก แถมยังมีหลังคาคลุมด้วย ถึงฝนจะตกหนักลูกหมูก็ไม่เปียกฝน
กระต่ายก็มีที่ให้เลี้ยงโดยเฉพาะในบ้านยังมีไก่เลี้ยงเอาไว้อยู่อีกสองสามตัว
และไข่ไก่ที่เก็บมาได้วันนี้จากประสบการณ์ของต่งเสี่ยวเสี่ยว เธอเอาไข่ทั้งหมดไปรวมกับไก่ที่ซื้อมา
ไข่ไก่ป่าพวกนี้จะต้องฟักออกมาเป็นไก่ป่าแน่นอนส่วนไก่ป่าตัวที่ขาหักเพราะตกไปในหลุมดักสัตว์ บ่ายวันนี้เธอจะเอามาทำซุป
พอตรวจนับข้าวของที่มีอยู่ในบ้านตอนนี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา
แต่คูปองที่เอาไว้ใช้แลกข้าวกับเนื้อเหลือน้อยมาก
เมื่อก่อนก็ต้องขอบคุณฉินซู่ที่ทำงานหนักเก็บคูปองแลกข้าวกับคูปองแลกเนื้อไว้เยอะแต่ช่วงก่อนหน้านี้พวกเขาหมดค่าใช้จ่ายในเมืองมากเกินไป
หลังจากคิดสักพักต่งเสี่ยวเสี่ยวก็เตรียมสมุนไพรที่ตนเองเตรียมไว้ทั้งหมดให้เสร็จเรียบร้อยแล้วก็เอาสมุนไพรทั้งหมดไปวางบนชั้นวางเพื่อให้แห้ง
สุดท้ายเธอถึงค่อยไปจัดการโสม
ตอนที่กำลังจัดการโสมอยู่ทุกคนก็เข้ามาในบ้าน
ฉินซู่เห็นท่าทางลับๆ ล่อๆ ของพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะพูดติดตลก “เมื่อกี้ตอนพวกลูกกลับมาพ่อได้ยินเสียงซุบซิบข้างนอก มีเรื่องอะไรดีๆ งั้นเหรอ?”
ดวงตาเล็กๆ ของฉินไห่เยว่เบิกกว้างเธอเล่าเรื่องที่พวกเขาเจอลูกหมู ลูกกระต่าย และไข่ไก่ให้ฟัง
สีหน้าของฉินซู่ก็ดูเคร่งขรึมขึ้นมาแต่ก็ไม่ได้แสดงออก เขาชมเด็กๆ ทั้งสามคน
“ไห่หยาง” ต่งเสี่ยวเสี่ยวนึกอะไรขึ้นมาได้เธอเรียกเด็กชายตัวน้อยเอาไว้ “ไปบ้านลุงหยางทีบอกให้เขาเอาของที่แม่สั่งทำไว้มาส่งให้หน่อย”
สองวันก่อน ต่งเสี่ยวเสี่ยวแอบไปทำธุระมาของน่าจะทำเสร็จแล้ว วันมะรืนเธอต้องไปทำงานพอดี ฉินซู่จะได้ใช้มัน
“ครับผม!”
พอฉินไห่หยางตอบรับฉินไห่เยว่กับเฉินเฉินก็อยากจะตามเขาออกไปด้วย
ต่งเสี่ยวเสี่ยวนึกเอ็นดู จึงโบกมือ“งั้นก็รีบไปรีบกลับนะ พอกลับมาพวกเราก็จะได้กินข้าวเที่ยงกัน”
โชคดีที่ตอนเช้าพวกเขากินขนมปังไปสองแผ่นไม่งั้นคงหิวจนท้องร้องไปแล้ว
พอเด็กๆ ออกไปแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวก็เล่าความคิดของตัวเองให้ฉินซู่ฟัง
ฉินซู่ถอนหายใจและขมวดคิ้วอย่างหนักหลังจากนั้นเขาก็ส่ายหัวแล้วพูดว่า “มันเป็นเรื่องของแต่ละคนอย่ากังวลไปเลย ถ้าเอากลับมาแล้วก็ต้องดูแลมันให้ดี”
สิ่งของพวกนี้ได้มาจากบนเขาถึงจะมีคนรู้ว่าที่บ้านพวกเขามีมัน ก็ทำอะไรไม่ได้
ช่วงสองสามปีมานี้กฎระเบียบยืดหยุ่นกว่าเมื่อก่อนมาก ของที่ได้มาจากบนเขาล้วนเป็นเพราะความสามารถของแต่ละคนเอง
ไม่เกี่ยวกับคนอื่น
“ฉันก็คิดแบบนั้น” ต่งเสี่ยวเสี่ยวถอนหายใจ“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสถานการณ์ดีขึ้นมากกว่าเมื่อสองปีที่แล้วพอเปิดเทอมหน้าฉันอยากจะส่งเด็กๆ ไปโรงเรียน”
หมู่บ้านของพวกเขามีโรงเรียนอยู่ที่กลางหมู่บ้านเดินจากที่นี่ไปน่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง
และจะปล่อยเด็กๆ กลับมาบ้านทุกๆ สองวัน
พอได้ยินแผนการของต่งเสี่ยวเสี่ยวฉินซู่ก็รู้สึกใจหาย “แต่ถ้าเด็กๆ ไปโรงเรียนแล้วที่บ้าน...”
อีกประมาณสามเดือน เด็กๆ ก็ต้องไปโรงเรียนแต่ตอนนั้นขาของเขายังไม่หายดีแน่ๆ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวได้ยินสิ่งที่ฉินซู่กังวลก็ลุกขึ้นยักไหล่“นี่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรพวกเราก็แค่ต้องผ่านมันไปให้ได้ไม่ใช่เหรอ?”
“ฉันไปทำอาหารก่อนนะ”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเลี่ยงที่จะตอบคำถามเธอเปิดประตูแล้วไปที่ห้องครัว
ตอนที่เด็กๆ สามคนกลับมาหยางเหวินฉวนก็เดินตามมาข้างหลัง เขาถือของชิ้นใหญ่อยู่ในมือ“เมียฉินซู่ ของที่เธอสั่งไว้ ฉันทำเสร็จแล้วนะ!”
“มาแล้วค่ะ!”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเอาผ้ากันเปื้อนมาเช็ดมือสองสามทีแล้วรีบออกจากห้องครัว เธอก็เห็นหยางเหวินฉวนถือของชิ้นใหญ่อยู่จริงๆ
พอวางของลง ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็เปิดดูแล้วลองใช้งานดูสองสามที ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้เขา “พี่หยางนี่ฝีมือดีจริงๆขอบคุณมากๆ นะคะ!”
“แหม” หยางเหวินฉวนโบกมือ“ฉันแค่อยากจะถามว่า เธอคิดสิ่งนี้ออกมาได้ยังไง?”
“สิ่งนี้ก็เหมือนกับรถเข็นที่ทำจากโครงเหล็กแต่ต้นทุนต่ำกว่า น่าจะมีคนต้องการเยอะเลยนะ!”
หยางเหวินฉวนเกาหัวด้วยความเขินอาย“จริงๆ แล้วฉันก็อยากจะถามน้องสาวดูว่า เธอจะขายแบบให้ฉันได้ไหม?ฉันอยากจะเอาสิ่งนี้ไปทำขายที่ตลาด”
หยางเหวินฉวนเคยคิดจะทำสิ่งนี้แต่วิธีคิดแตกต่างออกไปโครงสร้างที่เขาคิดขึ้นมามักจะมีปัญหาเขาลองทำหลายครั้งแต่ก็ล้มเหลว จึงเลิกล้มความคิดที่จะทำมัน
เขาไม่คิดว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวจะเอาแบบมาให้เขาที่ช่วยให้เขาเข้าใจทุกอย่าง และสามารถทำออกมาได้อย่างรวดเร็ว
รถเข็นในตลาดแพงเกินไปถ้าใช้ไม้เนื้อแข็งมาทำ แล้วขัดให้เรียบ ราคาก็จะถูกลงมาหน่อย น่าจะเป็นที่นิยมมาก
“ไม่มีปัญหา เอาแบบไปได้เลยค่ะ!” ต่งเสี่ยวเสี่ยวโบกมือ “ฉันแค่อยากทำให้ฉินซู่สะดวกขึ้นก็เลยคิดเยอะไปหน่อย”
“ไม่ได้ๆ” หยางเหวินฉวนไม่ยอมทั้งสองคนต่อรองกันไปมาอยู่นาน
สุดท้ายหยางเหวินฉวนก็ไม่รับค่าแรงแถมยังให้เงินต่งเสี่ยวเสี่ยวมาอีกยี่สิบหยวน
ต่อไปแบบก็เป็นของเขาแล้วถ้าเขาจะเอาไปขายที่ตลาด ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็จะไม่ว่าอะไร
“พี่หยางไม่อยู่กินข้าวที่บ้านจริงๆเหรอคะ?” ต่งเสี่ยวเสี่ยวเรียกให้เขาอยู่ต่ออีกสักพักแต่หยางเหวินฉวนรีบโบกมือ “ฉันต้องกลับไปแล้วต้องรีบทำออกมาสักหนึ่งสองอัน แล้วจะเอาไปลองดู!”
พูดจบเขาก็รีบร้อนจากไปฉินไห่หยางและคนอื่นๆ ถึงค่อยเข้ามา
ทุกคนมารวมตัวกันเพื่อปรึกษาเรื่องนี้
ส่วนฉินซู่แอบมองอยู่ในบ้านเขาเห็นพอดีว่ามีอะไรของบางอย่างที่หยางเหวินฉวนขนมา
เขามองไม่เห็นว่าของนั้นคืออะไรได้แต่มองต่งเสี่ยวเสี่ยวที่ยิ้มแย้มและพูดคุยกับเขา
เขาคิดอีกครั้งว่า ถ้าขาของเขาหายดีเร็วๆก็คงจะดีน่ะสิ!
พอเห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวยิ้มอย่างสดใสแบบนี้แล้วเขา…
“เดี๋ยวแม่จะบอกประโยชน์ของมันให้ฟังนะแต่ก่อนอื่น รีบไปล้างมือ แล้วมากินข้าวกันเถอะ!” ต่งเสี่ยวเสี่ยวตะโกนบอกเด็กๆ ทั้งสามคนก็รีบไปล้างมือ ช่วยเอาชามมาวางไว้ข้างในห้อง
มื้อนี้เธอทำผักผัดง่ายๆ แล้วก็ทอดเต้าหู้
ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดไปกินไป“เรื่องในบ้านฉันจัดการไปเกือบหมดแล้ว เช้าวันมะรืนนี้ฉันจะไปทำงานเรื่องยาเม็ดฝากนายจัดการต่อทีนะ”
“เดี๋ยวพอกินข้าวเสร็จเราลองออกไปใช้ข้างนอกกัน ฉันให้พี่หยางช่วยทำรถเข็นไม้จะได้เอาไว้ให้ไห่หยางกับคนอื่นๆ เข็นนายไปรับลมรับแดดตรงลานบ้านบ้าง”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวจัดการทุกอย่างเสร็จแล้วก็คีบเต้าหู้ขึ้นมากินสองคำ
เธอกำลังจะกินข้าวหมดชามก็เพิ่งสังเกตว่าคนที่อยู่ข้างๆ ไม่ได้ขยับเขยื้อนเลยสักนิดพอเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นทุกคนจ้องมองมาที่เธอด้วยสีหน้าตกตะลึง
“มีอะไรเหรอ?” ต่งเสี่ยวเสี่ยวตักข้าวเข้าปากอีกสองคำ“ทำไมมองฉันแบบนั้น วันนี้อาหารไม่อร่อยเหรอ?”
ทุกคนส่ายหน้า
“ถ้างั้น…”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยังพูดไม่ทันจบฉินไห่เยว่ก็วิ่งเข้ามาดึงมือของเธอด้วยความตื่นเต้น“แม่หมายความว่า พ่อออกไปข้างนอกได้แล้วใช่ไหมคะ?”
“ออกจากห้องนี้ได้แล้ว ไปรับแดดข้างนอกได้แต่ห้ามตากแดดนานเกินไปนะ”