หลังจากเดินไปส่งฉินอ๋องและหับบานประตูใหญ่จนมิดชิด เฟิงเฉินก็เร่งฝีเท้ากลับเข้าบ้านด้วยในใจมีคำถามมากมายอัดอั้นอยู่ หากแต่เมื่อยิ่งใกล้เสียงหัวเราะพูดคุยที่ดังแว่วออกมาก็ทำให้จังหวะการก้าวเดินของเฟิงเฉินเชื่องช้าลงโดยไม่ได้ตั้งใจ
“เป็การพบกันโดยบังเอิญ” เสียงมู่ตานดังลอดออกมาก่อน แม้จะไม่ได้ยินคำถามก่อนหน้าหากแต่เฟิงเฉินก็พอจะคาดเดาได้ไม่ยาก
“บังเอิญแบบใดกันเ้าคะ เดินเจอกันในตลาดหรือระหว่างทาง อย่างไรจึงเรียกว่าบังเอิญ” เด็กน้อยร่ายคำถามยาวไม่หยุดจนทำให้คู่สนทนาอดจะหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้
“เจอที่บ้านจางหลง เด็กคนนั้นน่าจะอายุห่างจากเ้าไม่มาก เฟิงเออร์ของข้ารู้จักหรือไม่"
“จางหลง จางหลง จางหลง” เด็กน้อยพูดย้ำคำครุ่นคิดเป็การใหญ่ แต่แล้วสายตาก็พลันสังเกตเห็นเฟิงเฉินที่ยืนอยู่หน้าประตูพอดี
“พี่ใหญ่ เข้ามาเร็วๆ เ้าค่ะ ท่านพอรู้จักบ้านคนชื่อจางหลงหรือไม่เ้าคะ ข้าไม่เห็นจะเคยได้ยินมาก่อน” เฟิงเฉินสาวเท้าเข้ามาด้านในก่อนจะตรงเข้าไปนั่งลงบนตั่งประจำตัว
“จางหลงหรือ?”
“เ้าค่ะ เด็กคนนั้นบอกว่าที่บ้านส่งหน่อไม้ไปขายให้โรงเตี้ยมฮุ่ยชุนเช่นกัน” มู่ตานเอ่ยเสริม
“หากหมายถึงสองพี่น้องสกุลจาง ตัวคนน้องข้าแค่เคยเห็นผ่านๆ นานนานครั้งจึงติดตามพี่ชายเข้ามาส่งของ หากแต่ถ้าเป็ตัวพี่ชายจางเหวินข้าเคยสนทนาด้วยหลายครา” เฟิงเฉินเอ่ยตอบก่อนจะหันไปทำท่าทางใคล้ายกับปะติดปะต่อเนื้อหาอะไรเพิ่มเติมได้
“หรือว่าที่เ้ากลับบ้านค่ำมืดเช่นนี้ นี่…นี่เ้าไปถึงบ้านสกุลจางหรือ?!”
มู่ตานพยักหน้าเป็การตอบรับ
“เป็เื่บังเอิญเ้าค่ะ เมื่อตอนสายข้าเห็นจางหลงถูกทำร้ายที่ตรอกข้างโรงเตี้ยม จึงไม่อาจตัดใจให้เดินทางกลับบ้านเพียงลำพัง"
“เ้าว่าเด็กคนนั้นโดยทำร้ายหรือ!"
“เรียกว่าเจ็บหนักเอาการ แต่เด็กคนนั้นจิตใจเข้มแข็งนัก” มู่ตานเอ่ยชื่นชมและยังจดจำแววตาใสซื่อตรงไปตรงมาคู่นั้นได้
“ต้องเป็พวกหัวหน้าพ่อครัวที่เคยทำร้ายพี่ใหญ่แน่ๆ พวกนี้มันช่างน่าชังนัก” เฟิงเออร์ที่นั่งฟังอยู่นานเอ่ยเสนอความคิดขึ้น
"น่าแปลก ปกติควรจะเป็จางเหวินที่ต้องนำของมาส่งที่โรงเตี้ยมไม่ใช่หรือ?” เฟิงเฉินตั้งข้อสงสัย
“ข้าก็ไม่ค่อยแน่ใจเื่ที่มาที่ไปนัก หากแต่ตอนที่ไปถึงบ้านสกุลจางพบว่าตัวพี่ชายเจ็บหนักนอนอยู่บนเตียง” มู่ตานเอ่ยตอบก่อนจะยกจอกน้ำขึ้นจิบคราหนึ่ง
“เฮ้อ… เดิมทีสกุลจางฐานะทางบ้านก็ไม่ค่อยดี นี่จางเหวินยังจะมาล้มเจ็บอีก ไม่น่าเล่าจึงต้องให้น้องชายเข้าเมืองจนเกิดเื่เช่นนี้" เฟิงเฉินคาดเดาจากสิ่งที่ได้ฟัง "เดิมสกุลจางอาศัยเก็บของป่าขาย แต่เพราะบ้านอยู่ใกล้ป่าไผ่ หน่อไม้จึงเป็สินค้าหลักๆ หากจางเหวินมาล้มเจ็บอีก ครานี้เห็นทีจะลำบากมากกว่าเดิม น่าเสียดาย น่าเสียดาย”
“พี่ใหญ่เสียดายอะไรเ้าคะ"
เฟิงเฉินส่งสายตามองค้อนไปที่น้องสาวที่มักพูดขัดจังหวะ
“เสียดายคนเก่งๆ อย่างไรเล่า”
"พี่ชายที่ชื่อจางเหวินเก่งมากหรือเ้าคะ? เก่งด้านใดเ้าคะ หากเก่งเหตุใดจึงล้มเจ็บได้” เฟิงเออร์เอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น
“ั้แ่เด็กจางเหวินหาเลี้ยงตัวเองกับน้องชายด้วยการหาของป่า พืชพรรณอันใดที่มีขึ้นในป่าเขาล้วนรู้จักดี ที่สำคัญเขาคือผู้เชี่ยวชาญเื่ไผ่ เพราะอาศัยกินนอนใกล้ชิดป่าไผ่มาั้แ่เกิด” เฟิงเฉินเอ่ยอย่างรู้สึกเสียดาย
“แล้วนิสัยใจคอเล่าเ้าคะ” มู่ตานเป็ฝ่ายเอ่ยถามขึ้นบ้าง
“เท่าที่ข้ารู้ เป็คนตรงไปตรงมา และมีน้ำใจยิ่ง”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นมู่ตานก็วางจอกลงก่อนจะหันไปเอ่ยกับเฟิงเฉินด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พรุ่งนี้เป็วันครบกำหนดที่ท่านจะไปเจรจาทำสัญญาใช่หรือไม่เ้าคะ?”
“ถูกต้อง มีอะไรหรือไม่” ด้วยจู่ๆ มู่ตานก็เปลี่ยนเื่ แต่แล้วความสงสัยก็ถูกคลี่คลายเมื่อเขาเลื่อนมือไปหยิบกระดาษที่มู่ตานยื่นส่งมาให้ออกดู
“นี่เ้า!”
“พรุ่งนี้เราไม่จำเป็ต้องยื่นข้อเสนอผ่อนจ่าย และหากไม่ติดขัดสิ่งใดพี่ใหญ่สามารถทำสัญญาจ่ายเงินได้เต็มจำนวนเ้าค่ะ"
เฟิงเฉินจ้องมองตั๋วเงินห้าร้อยตำลึงทองในมือสลับกับใบหน้างดงามที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา
“เ้าไปเอาเงินมากมายมาจากที่ใด" เฟิงเฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล
“ข้าบอกท่านแล้วว่าข้าย่อมมีวิธีของข้า พี่ใหญ่โปรดวางใจเงินจำนวนนี้ได้มาอย่างถูกต้องแน่นอน” นางรีบเอ่ยเพื่อให้เฟิงเฉินรู้สึกสบายใจ ก่อนจะเอ่ยจุดประสงค์ต่อไปทันที
“หากพรุ่งนี้พี่ใหญ่จัดการเื่ที่ดินของเราเสร็จเรียบร้อย รบกวนท่านไปบ้านจางเหวิน ทาบทามเขามาช่วยงานที่โรงกระดาษของเราจะได้หรือไม่เ้าคะ”
“ทาบทามหรือเ้าคะ พี่มู่ตานจะให้พี่ชายท่านนั้นมาทำสิ่งใดเ้าคะ ตอนนี้ข้าก็ทำได้ทุกอย่าง ไม่เห็นต้องจ้างคนเพิ่มให้สิ้นเปลือง” มู่ตานที่เห็นท่าทีเสนอตัวเช่นนี้ก็ให้นึกเอ็นดู นางยกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กน้อยเบาๆ พลางเอ่ย
“แน่นอนว่าเ้าต้องช่วยข้ากับพี่ใหญ่อย่างเต็มความสามารถ แต่ต่อไปโรงกระดาษจะต้องผลิตกระดาษเยอะขึ้นอีกหลายเท่าตัว หากไม่คิดขยับขยายหาคนมาช่วยเ้าคิดว่าจะทำงานหนักแบบนี้ไปได้อีกนานเท่าใด และหากพวกเราคนใดคนหนึ่งล้มป่วยเพราะโหมงานหนักเกินไป เ้าคิดว่าเงินทองที่หามาได้จะคุ้มค่ากันหรือไม่" นางเว้นจังหวะ่หนึ่งก่อนจะหันหน้าไปมองเฟิงเฉินคล้าย้าสื่อความ
"ไม่คุ้มเลยเ้าค่ะ หากมีเงินแต่พี่ใหญ่กับท่านต้องมาล้มเจ็บข้าก็ไม่อยากได้" เด็กน้อยเอ่ยตอบเสียงเบา
“อีกอย่างหากเราคิดจะใช้คน ก็ต้องเลือกใช้คนให้ถูกกับงาน จางเหวินเชี่ยวชาญเื่พืชพรรณโดยเฉพาะต้นไผ่ที่เป็วัตถุดิบหลักในการทำกระดาษ หากเขาสามารถดูแลและหาไผ่คุณภาพดีมาให้เราได้อย่างสม่ำเสมอ กระดาษที่ผลิตออกมาก็ย่อมต้องดีตามไปด้วย ต่อไปหากเป็ไปได้ข้าจะปลูกต้นไผ่เพื่อนำมาใช้ผลิตกระดาษเอง”
“ปลูกเองเลยหรือเ้าคะ ต้นไผ่ในป่าออกจะมีมากมาย”
ยิ่งฟังมู่ตานพูดเฟิงเออร์ก็ยิ่งไม่เข้าใจ หากแต่กับเฟิงเฉินไม่เหมือนกัน เมื่อเห็นน้องสาวยังทำหน้าสงสัยไม่เข้าใจความนัยที่มู่ตาน้าสื่อเขาจึงออกหน้าอธิบายให้ละเอียดยิ่งขึ้น
“ต้นไผ่ที่เกิดในป่าไผ่ เป็สมบัติที่ใครก็สามารถเข้าไปเก็บได้ อีกทั้งเรายังไม่สามารถควบคุมคุณภาพ ปริมาณ หรือหากเกิดไฟป่าเผาป่าไผ่จนวอดวาย เราก็จะขาดแคลนไผ่สำหรับทำกระดาษทันที”
"พี่ใหญ่ช่างฉลาดหลักแหลม มองเห็นว่าข้านึกคิดสิ่งใด" มู่ตานเอ่ยชมอย่างจริงใจ
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ พี่ใหญ่ของข้าเฉลียวฉลาดสุดๆ ไปเลยเ้าค่ะ” คนถูกชมจากน้องสาวทั้งสองทำหน้าภูมิใจปนเก้อเขินเล็กน้อย
“งั้นพรุ่งนี้หลังเสร็จเื่สัญญาข้าจะไปบ้านจางเหวินดู พวกเ้าก็รอฟังข่าวดีก็แล้วกัน”
.
.
.
ณ ชายขอบของป่าไผ่มีบ้านไม้ซอมซ่อซ่อนตัวห่างไกลผู้คน การมาตั้งอยู่ของบ้านน้อยหลังนี้จะด้วยฐานยากจนหรือ้าความสันโดษของผู้เป็เ้าของก็ไม่อาจทราบได้ หากแต่ที่นี่ไร้เพื่อนบ้านที่ตั้งใจมาเยี่ยมเยือนนานแล้ว
เสียงใบไผ่แห้งดังกรอบแกรบตามจังหวะการก้าวเดิน อีกทั้งยังกระชั้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ
“ท่านหมอเร็วหน่อยได้หรือไม่” จางหลงเอ่ยบอกหมอชราที่เดินตามหลังห่างออกไปหลายก้าว ก่อนจะกระชับกล่องยาในอกให้แน่นขึ้นอีก
“ข้าก็แก่แล้ว เ้าจะให้ข้าเดินได้รวดเร็วเท่าเด็กสิบขวบเช่นเ้าได้อย่างไร นี่ถ้าไม่เพราะเสียดายความเชี่ยวชาญของพี่ชายเ้า เห็นทีข้าคงไม่ลากสังขารใกล้พังของข้ามาไกลเช่นนี้แน่” ปากท่านหมอพร่ำบ่นหากแต่แข้งขาโค้งโก่งก็ยังพยายามสาวเท้าให้เป็จังหวะสม่ำเสมอ
“อีกนิดเดียวท่านหมอ หากพี่ใหญ่ของข้าหายดี ข้าสัญญาจะไปบีบนวดให้ท่านสามวันเจ็ดวัน” เด็กน้อยรีบเอ่ยเอาใจ
.
เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงบ้านหลังน้อย เสียงไอโขลกก็ดังลอดออกมาราวกับคำทักทาย จางหลงได้ยินเช่นนั้นก็รีบเปิดประตูไม้เก่าๆ ให้หมอชราเข้าไปด้านในได้สะดวกยิ่งขึ้น
“เร็วเข้าท่านหมอพี่ข้าจะไม่ไหวแล้ว” จางหลงรีบไปดันหลังหมอชราให้เดินไปข้างหน้าเร็วขึ้น
“พี่ใหญ่ท่านหมอจิ้งมาแล้ว อดทนอีกนิดเถอะนะขอรับ” เด็กน้อยรีบเปิดผ้าม่านคลุมเตียงขึ้นอย่างคล่องแคล่ว
หมอชรานั่งลงตรงตั่งข้างเตียงโดยมีเด็กน้อยเป็ผู้จัดหา สีหน้าครุ่นคิดและคิ้วที่พันกันยุ่งเหยิงของหมอชรา ทำเอาหัวใจของจางหลงบีบรัดแน่นไปหมด เขายืนเขย่งเท้าส่องไปที่ใบหน้าขาวซีด สลับกับใบหน้าเหี่ยวย่นของหมอชรา
“เป็เช่นไรบ้างขอรับท่านหมอ” จางหลงเอ่ยถามอย่างร้อนรน แต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบ
ผ่านไปราวครึ่งเค่อ เด็กน้อยที่ยืนมองการตรวจของหมอชราในทุกอิริยาบถก็เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง
“ท่านหมอพี่ชายข้าเป็อย่างไรบ้างขอรับ”
“เ้าเด็กนี่ ข้ากำลังตรวจพี่ชายเ้าอยู่ไม่เห็นหรือ?” จากนั้นหมอชราก็ไม่สนใจเด็กน้อยอีก ด้วยความร้อนใจจางหลงเดินวนไปวนมาระหว่างเตียงและโต๊ะที่ตั้งอยู่กลางบ้านรอบแล้วรอบเล่า ยิ่งเดินหัวคิ้วของหมอชราก็ยิ่งขยับเข้าใกล้กันขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดหมอชราก็หันมาหาเด็กน้อยแล้วตวาดด้วยเสียงอันดังก้อง
“หากเ้ายังอยากให้ข้ารักษาพี่ชายเ้า ก็นั่งลงที่ตั่งเดี๋ยวนี้! หาไม่ข้าจะกลับร้านของข้าแล้ว!”
เด็กน้อยได้ยินก็ตัวแข็งค้าง ก่อนจะค่อยๆ หย่อนกายลงบนตั่งไม่กล้าขยับไปที่ใดอีก
“ท่านหมอจิ้งโปรดอย่าได้ถือสา น้องข้ายังเล็กไม่รู้ความ เขาเพียงแต่เป็ห่วงพี่ชายโง่ๆ คนนี้เท่านั้น”
“รู้ตัวว่าโง่เขลาด้วยเช่นนั้นหรือ” หมอชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงอารี
“จางเหวินเ้าได้กินอาหารดีๆ ครั้งสุดท้ายเมื่อใด”
“อาหารดีๆ หรือขอรับ?" ชายหนุ่มเอ่ยราวกับจะเย้ยหยันในโชคชะตาตน "ข้าเป็เพียงคนหาของป่าจะเอาอาหารดีๆ มาจากที่ใด หรือหากโชคดีหาของป่าหรือสมุนไพรล้ำค่าได้จริง มีหรือที่ตนจะได้กินเอง” จางเหวินคล้ายกำลังหัวเราะในลำคอแต่แล้วก็ตามมาด้วยอาการไอติดๆ กันไม่หยุด
“แครก แครก แครก”
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ขอรับ” จางหลงที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ได้แต่ชะเง้อคอส่งเสียงด้วยความเป็ห่วง หากแต่เมื่อเห็นหมอชรายังคงตรวจพี่ชายตนเองต่อไป เขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเข้าไปใกล้อีกแม้แต่ก้าวเดียว
“มีใครอยู่หรือไม่ จางเหวิน จางเหวิน” เสียงเรียกดังอยู่ที่หน้าประตู จางหลงชะเง้อคอออกไปมองดูจึงเห็นเป็ชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับพี่ชายตนก็ให้นึกแปลกใจ
“เดี๋ยวข้ากลับมานะขอรับ” จางหลงเอ่ยแจ้ง หากแต่ก็ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับเขาจึงรีบสาวเท้าออกไปตามต้นเสียง
“ท่านมาหาพี่ชายข้าหรือ?”
“ใช่ จางเหวินอยู่บ้านหรือไม่” เฟิงเฉินเอ่ยถามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เขามองสำรวจเด็กน้อยที่ยังคงมีรอยเขียวช้ำปรากฏให้เห็น
“อยู่ขอรับ แต่ยามนี้ท่านหมอกำลังตรวจอาการพี่ชายข้าอยู่ หากท่านไม่มีธุระเร่งด่วนค่อยมาวันหลังได้หรือไม่” พูดจบเด็กน้อยก็ไม่รอฟังคำตอบ หันหลังให้เฟิงเฉินพร้อมกับกำลังจะสาวเท้าจากไป
“เดี๋ยวก่อนจางหลง” เฟิงเฉินรีบเอ่ยเรียก “ข้ารับปากมู่ตานให้มาดูเ้ากับพี่ชายเ้า ยามนี้แม้แต่หน้าก็ยังไม่ได้เจอจะให้ข้ากลับไปบอกนางได้อย่างไร”
“พี่สาวหรือขอรับ”
เฟิงเฉินเห็นท่าทีเปลี่ยนไปของจางหลงเมื่อเอ่ยชื่อมู่ตานก็ให้ใจชื้นขึ้นมาหลายส่วน
“ให้ข้าเข้าไปคุยกับท่านหมอหน่อยได้หรือไหม”
จางหลงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หากเป็คนของพี่สาวส่งมาคงจะไม่เป็ไรกระมัง อีกอย่างด้วยเพราะนางช่วยเหลือเขาและยังให้เงินไว้ใช้รักษาพี่ชาย การปฏิเสธคนของนางคงจะดูไม่ดีนัก
“ก็ได้ขอรับ แต่หมอจิ้งไม่ชอบให้ใครรบกวนเวลาตรวจ พี่ชายก็อย่าส่งเสียงดังเล่า” เด็กน้อยเปรยเตือนด้วยเพราะเพิ่งจะโดนดุมาไม่นาน หากยามนี้ยังพาคนมาส่งเสียงดังถามนั่นนี่อีก มีหวังหมอจิ้งได้หอบกล่องยากลับร้านแน่
เมื่อได้รับอนุญาตจากเด็กน้อยเ้าของบ้าน เฟิงเฉินก็เดินตามหลังไปด้วยท่าทีสงบ เขามองบ้านเก่าหลังเล็กหลังนี้อย่างนึกสะท้อนใจพลางหวนนึกถึงคืนวันยากลำบากที่เขาและน้องสาวเคยผ่านมา ทันทีที่ก้าวพ้นประตูภาพของหมอชราที่กำลังจับชีพจรอย่างสงบกับร่างของจางเหวินที่มีเข็มเล่มเล็กฝังอยู่จนทั่วก็ปรากฏแก่สายตา
“พี่ชายเ้าล้มป่วยถึงเพียงนี้เลยหรือ” เฟิงเฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ซู่… ข้าบอกว่าอย่าเสียงดังอย่างไรเล่า” เด็กน้อยหันมาทำตาขวาง เฟิงเฉินเห็นท่าทีเช่นนั้นก็ให้นึกเอ็นดูเด็กน้อยคนนี้ยิ่ง เขาส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะนั่งลงบนตั่งรอดูเหตุการณ์อย่างสงบ
ผ่านไปราวครึ่งเค่อ หมอชราค่อยๆ ดึงเข็มออกจากนั้นจึงเก็บอุปกรณ์ลงกล่องยาอย่างเชื่องช้า
“จางหลงเอายานี่ไปต้ม รอจนน้ำงวดลง 2 รอบ จากนั้นเทใส่ถ้วยให้พี่ชายเ้ากินสามเวลา”
“คารวะท่านหมอจิ้ง” เฟิงเฉินค้อมเอวลงทำความเคารพต่อผู้าุโ
“เอิ่ม ไม่เจอกันนาน” หมอชราเอ่ยทักทาย
“ขอรับท่านหมอ เออ… ไม่ทราบว่าข้าจะเรียนถามท่านหมอได้หรือไม่ว่า จางเหวินป่วยด้วยโรคอันใด หนักหนาหรือไม่ขอรับ" ในขณะที่ถามในใจก็ให้นึกหวาดหวั่น
“โรคของจางเหวินหนักเบาขึ้นอยู่ที่ใจ”
“ขึ้นอยู่ที่ใจหรือขอรับ” เฟิงเฉินฟังดูก็ให้สงสัย โรคร้ายอันใดจึงขึ้นอยู่ที่ใจ “ท่านหมอหมายถึงเป็โรคหัวใจหรือขอรับ?”
หมอจิ้งได้ฟังก็ะเิเสียงหัวเราะออกมา “ข้าบอกว่าขึ้นอยู่ที่ใจไม่ใช่โรคหัวใจ”
เมื่อได้ยินดังนั้นเฟิงเฉินก็เก้อเขินได้แต่ส่งเสียงหัวเราะตามเบาๆ
“จางเหวินเป็โรคอินพร่องหยางพร่อง*"
“อินพร่องหยางพร่อง? แล้วจะรักษาหายหรือไม่ขอรับ”
“ตอนนี้ข้าก็ได้แต่ใช้อินเพื่อเสริมหยางใช้หยางเพื่อเสริมอินเท่านั้น ร่างกายอาจหายได้ด้วยยา แต่จิตใจก็ต้องเยี่ยวยาด้วยตนเองเท่านั้น จะอยู่ต่อหรือตายนั้นเขาล้วนเป็ผู้เลือก”
“ตะ ตะตายหรือขอรับ” เฟิงเฉินไม่ได้เตรียมใจมาพบกับคำตอบเช่นนี้ เขาเพิ่งจะคุยอวดน้องสาวทั้งสองให้รอฟังข่าวดี เพราะอย่างนั้นจางเหวินเ้าจะตายไม่ได้! ตายไม่ได้ ไม่ได้จริงๆ!
_____________________________________________________________________________
*อินพร่องหยางพร่อง : ถ้าอินหรือหยางอย่างใดอย่างหนึ่งพร่องไป เช่น ถ้าอินพร่องพร่องระดับหนึ่งจะทำให้หยางพร่องด้วย และในทำนองเดียวกัน ถ้าหยางพร่องถึงระดับหนึ่ง จะไม่สามารถเกิดอินได้ และต่อไปพร่องทั้งคู่ เรียก อิน-หยางเหลี่ยงซฺวี (阴阳两虚) ถ้าอินหรือหยางพร่องจนหมด ชีวิตอยู่ไม่ได้ หยางหมดไป เรียก หยางทฺวอ (阳脱) อินแห้งไป เรียก อินเจี่ย (阴竭)