“ ขอโทษที่กลับช้านะคะ ”
ฉันตรงดิ่งไปหาท่านแม่ซึ่งรอทานข้าวอยู่ที่ห้องอาหารบนชั้นสองทันทีที่กลับถึงวัง ท่านนั่งรออยู่ที่เก้าอี้หัวโต๊ะตัวเดิม อ้าแขนยิ้มต้อนรับรอให้ฉันเข้าไปกอด
“ เป็ยังไงบ้าง สนุกไหม? ” เสียงหวานนุ่มหูอ่อนโยนเช่นเดียวกับรอยยิ้มของผู้หญิงที่ฉันรักที่สุดทำให้วันที่มากแล้วดีขึ้นได้อีก
“ ก็ดีค่ะ เขาซื้อของให้หนูเยอะเลย ” ฉันกอดร่างเพรียวบางพร้อมหอมแก้มสีชมพูระเรื่อก่อนจะกลับมานั่งที่ตนเอง
“ ถ้าอย่างนั้นของขวัญวันเกิดของเขาคงต้องพิเศษสักหน่อย ”
ฉันหันกลับไปสนใจท่านด้วยความสงสัย เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองได้มองข้ามสิ่งสำคัญในตัวเขาอย่างหนึ่งแล้ว ทำไมฉันถึงไม่ถามนะว่าเขาเกิดวันที่เท่าไรเดือนอะไร?
“ วันเกิดเขาเมื่อไรคะ? ” ในเมื่อลืมถามเ้าตัวก็ถามผ่านท่านแม่เลยแล้วกัน ง่ายดี
“ วันแรกของปีจ้ะ ” ท่านตอบพร้อมรอยยิ้มขณะหยิบช้อนขึ้นทานซุปมะเขือเทศในถ้วยกระเบื้องเคลือบ
“ อ๋อค่ะ ” ฉันนี่ไม่ได้เื่เลยจริงๆ เกือบพลาดโอกาสได้เซอร์ไพรส์เขาแล้วเชียว โชคดีนะที่รู้ั้แ่ตอนนี้ มีเวลาวางแผนเยอะหน่อย
“ ความจริงลูกจะอยู่ทานข้าวเย็นกับวองโกเล่พรีโม่ก็ได้นะ ไม่ต้องห่วงแม่หรอก ” น้ำเสียงอ่อนโยนหมายความอย่างที่พูด ไม่ได้มีท่าทีแสดงความน้อยใจออกมา แต่ถึงอย่างนั้นฉันคงกินข้าวไม่อร่อยถ้ารู้ว่าท่านแม่นั่งทานคนเดียวท่ามกลางโต๊ะยาวสิบแปดที่นั่ง มันอ้างว้างเกินไป
“ ใครจะปล่อยให้ท่านแม่ทานข้าวคนเดียวกันคะ ”
“ คนเดียวที่ไหนกัน มาร์เซโล่ก็อยู่ พ่อบ้านฝาแฝดของลูกก็อยู่ สาวใช้ก็ยืนกันเต็ม ” ริมฝีปากสวยยิ้มแย้ม มือเรียวผายไปทางพ่อบ้านมาร์เซโล่ซึ่งยืนอยู่ด้านหลัง ชายวัยกลางคนหน้าดุพอๆกับเดนิซ่าคนนี้เป็พ่อบ้านประจำตัวของท่านแม่ จากนั้นท่านก็ผายมือมาทางโรจิโซจิซึ่งยืนอยู่ด้านหลังฉัน ท่านอารมณ์ดีอยู่เสมอ ถ้าได้ข้อดีตรงนี้มาสักครึ่งหนึ่งฉันคงมีเพื่อนเยอะกว่านี้
พอได้เจอจอตโตความรู้สึกสับสนที่แสนเข้าใจยากก็กลับมาวนเวียนในสมองอีกครั้ง ตอนอยู่ด้วยกันคงเพลินจนไม่ทันรู้สึกอะไร แต่พอกลับมาอยู่กับตัวเอง ภาพวันนั้นก็ฉายซ้ำเหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน เวลาผ่านมาขนาดนี้ ฉันก็ยังหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้ มาคิดมากตอนกินข้าวนี่กินเมนูเด็ดของฟลาวิโอไม่อร่อยเลย
“ ท่านแม่คะ ” ฉันเอ่ยเรียก มือหยุดหั่นเป็ดอบในจาน
“ หืม? ” ท่านยังคงทานต่อแต่เมื่อฉันหยุดมองนิ่ง ท่านเลยหยุดตาม
“ คืนนี้ขอนอนด้วยได้ไหมคะ ” หนทางเดียวที่ฉันจะหลุดพ้นจากเื่น่าปวดหัวพวกนี้คือการปรึกษาใครสักคน แล้วจะมีใครดีไปกว่าท่านแม่คนสวยของฉัน
ใบหน้าอ่อนเยาว์เกินกว่าผู้หญิงในวัยเลขสี่มองฉันอย่างแปลกใจ เราไม่ได้นอนด้วยกันั้แ่ฉันอายุได้สิบขวบ ท่านคงพอเดาได้ว่าฉันต้องมีเื่อะไรจะคุยด้วยแน่
“ ได้สิจ้ะ ” หยุดมองรอยยิ้มอ่อนโยนของท่านไม่ได้เลยจริงๆ แค่ได้เห็นก็รู้สึกดี ท่านคือนางฟ้าที่มีอยู่จริงของฉัน
คืนนั้นหลังจากอาบน้ำแต่งตัวที่ห้องของตัวเองเสร็จ ฉันก็เดินไปยังห้องนอนของท่านแม่ซึ่งอยู่อีกฟาก เทพคัมภีร์ทั้งสามคงดีใจที่จะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในห้องกว้างที่ไม่มีฉัน
เกือบลืมไปแล้วว่าห้องท่านไกลขนาดนี้ เพราะบันไดขึ้นมามีสองฝั่งฉันจึงเลือกแต่ฝั่งที่ใกล้ห้องตัวเองตลอด
เดินผ่านห้องนอนที่ไม่มีใครใช้มานาน ผ่านระเบียงซึ่งมองลงไปเห็นชั้นด้านล่าง ผ่านห้องอาบน้ำชายหญิง ผ่านห้องโถงขนาดใหญ่ซึ่งประดับรูปวาดและรูปถ่ายครอบครัวั้แ่รุ่นท่านบรรพบุรุษในกรอบสีทอง ผ่านห้องนอนอีกสามห้องจนในที่สุดฉันก็มาถึงประตูไม้สีขาวสูงจรดเพดานสลักลวดลายสวยงาม
ฉันเคาะประตูสองสามครั้ง เงี่ยหูรอฟังสัญญาณให้เข้าไป
“ ขออนุญาตค่ะ ” สองมือผลักประตูบานเปิดคู่ กลิ่นวนิลลาหวานผสมกับกลิ่นเปลือกไม้จากเทียนหอมที่วางจนห้องสว่างเข้ามาต้อนรับ ห้องฉันใช้แต่กลิ่นกุหลาบอย่างเดียวไม่เคยเปลี่ยน กลิ่นนี้ก็หอมดี พรุ่งนี้ให้โรจิโซจิเปลี่ยนอันใหม่ให้ดีกว่า
ฉันเผลอมองสำรวจไปทั่วห้องด้วยความที่ไม่ได้เข้ามานาน เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จะคุมโทนสีทองกับน้ำเงินเข้มตามความชอบของท่านพ่อ
บนโต๊ะพื้นหินโซดาไลต์ฐานแกะเป็โครงเถาวัลย์สีทองยังคงวางรูปถ่ายของเ้าของห้องเอาไว้ ทั้งรูปในวันแต่งงาน รูปถ่ายครอบครัวตอนฉันยังเดินเองไม่ได้ รูปของท่านแม่ที่ท่านพ่อแอบถ่ายและความทรงจำดีๆมากมายซึ่งถูกบรรจุไว้ในกรอบสีทอง ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ต่างอย่างเดียวคือรูปฉันที่เยอะขึ้นตามอายุ
ฉันเข้าไปหาท่านแม่ซึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสือบนเตียงสี่เสาซึ่งมีผ้าไหมสีน้ำเงินมัดรวมไว้ คลานขึ้นเตียงนอนเอกเขนกพิงหัวเตียงมองท่านเก็บหนังสือวางบนชั้นวางของข้างเตียง ก่อนจะเอนศีรษะพิงกันพร้อมโอบกอดฉันอย่างอบอุ่น
“ ไหน มีเื่อะไรคะ เ้าหญิงตัวน้อยของแม่ ”
ฉันไม่รู้จะเริ่มยังไงดี ถ้าอยู่ๆบอกไปตรงๆว่ามาปรึกษาเื่จอตโตจะข้ามขั้นเกินไปไหม ฉันจึงยังคงเงียบ ทิ้งสายตามองผ้าห่มหนานุ่มแต่มือยังลูบแขนท่านเบาๆ
“ ท่านแม่เคยเล่าให้ลูกฟังว่า แต่งงานกับท่านพ่อเพราะท่านย่าคลุมถุงชน อะไรที่ทำให้ท่านแม่เปลี่ยนใจรักท่านพ่อหรือคะ ” ฉันเริ่มด้วยการเก็บข้อมูลจากเื่ของท่านก่อน ดวงตาสีเขียวมรกตสวยมองฉันอย่างประหลาดใจ ก่อนจะเป็ฝ่ายนิ่งไปเพราะกำลังนึกย้อนความ
“ อืม…คงเป็เพราะความรักของท่าน ทำให้แม่รู้สึกสบายใจและวางใจที่จะฝากชีวิตที่เหลือไว้กับท่านล่ะมั้ง ”
ฉันมองใบหน้างดงามยิ้มมีความสุขขณะนึกถึงคนรัก พลางนึกเปรียบเทียบกับสิ่งที่บอสเคยทำให้แต่ก็ยังสับสนในใจลึกๆ
“ ความจริงแล้วเมื่อห้าเดือนก่อน ตอนที่หนูไปเที่ยวบ้านจอตโตที่โคโม่ เขาสารภาพรักกับหนูค่ะ แต่…หนูกลัวค่ะท่านแม่ หนูบอกเขาว่าขอเวลาคิดก่อน แต่จนถึงตอนนี้หนูก็ยังไม่กล้าที่จะเชื่อในตัวเขา ”
ท่านแม่แสดงท่าทีจริงจังกว่าที่ฉันจินตนาการไว้ พอฉันเริ่มเครียดหนักเข้า บรรยากาศก็อึดอัดตาม
“ แต่ลูกก็ชอบเขาใช่ไหม ? ” ฉันไม่ค่อยได้เห็นท่านจริงจังเพราะเวลาทำงานฉันไม่ได้อยู่ด้วย เพิ่งรู้สึกเลยว่าท่านแม่แอบน่ากลัวอยู่เหมือนกัน
“ ถ้าการคิดถึงเขาตลอดแปลว่าชอบ หนูก็คงชอบเขาไปแล้วมั้งคะ ”
ฉันสูดหายใจ พยายามกลั้นน้ำตาและไม่ใส่อารมณ์ไปมากกว่านี้ แต่เพราะเก็บไว้คนเดียวมานานจึงอดไม่ได้ที่จะพูดสิ่งมี่คิดออกมาทั้งหมด
“ แต่หนูยังไม่อยากยอมรับกับตัวเองว่าชอบเขาแล้วจริงๆ ท่านแม่ก็รู้นิสัยลูกดี ถ้าได้ลองชอบอะไรแล้วไม่มีคำว่ายั้งหรือเผื่อใจ เพราะแบบนั้นหนูถึงกลัว หากต้องมาร้องไห้เสียใจก็ตัดใจั้แ่ตอนนี้ไม่ดีกว่าหรือคะ ”
อ้อมแขนอบอุ่นสวมกอดฉันแน่น มือเรียวลูบผมเบาๆเหมือนกำลังปลอบใจ ฉันได้แต่กอดตอบ พอได้ปลดปล่อยทุกอย่างออกมาข้างในก็ว่างเปล่า ความโล่งแปรเปลี่ยนเป็ความชินชา รู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีความรู้สึกไปชั่วขณะ
“ แคนดี้ ความรักมันเสี่ยง หากเรามัวแต่กลัวอนาคตเราจะไม่มีความสุขกับปัจจุบัน ผิดหวังก็แค่เสียใจ วันหนึ่งเราก็จะกลับมาเป็คนเดิม เื่เศร้าทั้งหลายจะเป็เพียงบทเรียน แม่ว่าจอตโตเขาก็ดูเป็คนดี แม่อยากให้ลูกฟังเสียงหัวใจตัวเองมากกว่าเหตุผลอื่นใด ”
น้ำเสียงหวานอ่อนโยนของท่านนำแสงสว่างสาดเข้ามาในใจอันมืดมนไร้หนทางให้กลับมามีทางเลือกให้ชีวิตอีกครั้ง
“ แม่จะได้ไม่ต้องชวนเ้าชายจากที่อื่นมางานเลี้ยงน้ำชาให้ลูกลำบากใจด้วย ”
ฉันหัวเราะเมื่อนึกถึง่เวลาที่ท่านแม่พาชายหนุ่มแปลกหน้ามาร่วมงานเลี้ยงน้ำชา หวังให้ฉันถูกใจสักคน
ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นเยอะมาก ทั้งสบายใจและตัดสินใจได้แล้วว่าหลังจากนี้จะเอายังไงต่อ คิดไม่ผิดจริงๆที่มาปรึกษาท่าน
" ขอบคุณมากนะคะ " ฉันกอดท่านแน่นๆอีกครั้ง ก่อนจะเข้าไปหอมแก้มนวลทั้งสองข้างฟอดใหญ่
" นอนเถอะจ้ะ "
ฉันล้มตัวนอนโดยมีคนที่ฉันรักมากที่สุดดึงผ้าห่มคลุมให้ ฉันคงนอนฝันดีแน่คืนนี้
.
.
.
นี่ก็ผ่านมาสองอาทิตย์แล้วหลังจากเจอจอตโตครั้งล่าสุด ทั้งๆที่คิดไว้ว่าถ้าเจอกันจะบอกคำตอบที่ค้างคาไว้ แต่เขากลับหายตัวไปอีกแล้ว ไม่มาเจอ ไม่แม้แต่จะโทรมาหา บางทีฉันก็แอบคิดที่เขาบอกคิดถึงเขาเคยคิดถึงจริงๆหรือเปล่า
“ แคนดี้ ”
ควีนเรียกชื่อฉันในขณะที่เรากำลังเดินกลับจากโรงอาหาร ดวงตาสีม่วงเข้มดูหมองลงเล็กน้อย น้ำเสียงเองก็ฟังดูจริงจังอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
“ หืม? มีอะไร ”
ท่าทีเธอลังเลแต่ก็พูดออกมา
“ ได้ข่าวเซียโล่บ้างไหม ? ั้แ่เขาลาออกก็ไม่ติดต่อมาหาพวกเราเลย ฉันเป็ห่วง ”
ขาฉันหยุดเดินอัตโนมัติเมื่อได้ยินชื่อที่ไม่ได้ยินนาน หันมองคนข้างๆ ในหัวว่างเปล่าไม่รู้จะตอบเธอว่าอะไร ฉันพูดความจริงได้แค่ไหนกัน
“ คงสบายดีแหละ ” ฉันตอบสั้นๆ อ้างอิงจากสภาพเขาครั้งล่าสุด
“ เสียดายจังเลยเนอะ ยังไม่ได้บอกลากันเลยแท้ๆ ไม่รู้จะได้เจอกันอีกหรือเปล่า ”
คำพูดของเธอบวกกับใบหน้าเศร้าที่ต้องจากกับเพื่อนร่วมห้องโดยไม่ทันลา ทำให้ฉันยิ่งใจหาย ถึงฉันจะเจอเขาในฐานะวองโกเล่พรีโม่ได้แต่ไม่รู้จะได้เจออีกหรือเปล่าจริงๆนั่นแหละ เย็นวันนั้นอาจจะเป็่เวลาสุดท้ายที่เขาจะทิ้งไว้ให้ก็ได้
“ ถ้ามีโอกาสก็คงได้เจอเองแหละ ” คำพูดที่เหมือนจะปลอบใจเพื่อนกลับเป็การปลอบใจตัวเองเสียส่วนใหญ่ ฉันไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ทำได้แค่ปล่อยให้มันเป็เื่ของโชคชะตาแล้วก็รับมือให้ดีที่สุด แต่ไม่ว่ายังไงถ้าเลือกได้ฉันก็อยากเจอเขาทุกวัน