ฤดูหนาวในปีชิ่งลี่ที่สิบหกท้องฟ้ามืดครึ้มทะมึน หมู่เมฆจับกลุ่มลอยต่ำ ขณะนี้เมืองเซิ่งจิงกำลังเผชิญกับพายุหิมะที่รุนแรงที่สุดในรอบร้อยปี
หิมะรอบนี้ตกหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตาภายในเวลาไม่กี่วันเมืองเซิ่งจิงก็ถูกกองหิมะอันขาวโพลนทับถมไปทั้งเมือง
พายุหิมะที่มาอย่างเหนือความคาดหมายทำให้ชาวบ้านต้องหนาวตายไปหลายคนโชคดีว่าราชสำนักให้ความสำคัญกับโอรส์ จึงตั้งกองบรรเทาทุกข์เพื่อช่วยเหลือผู้อพยพจากภัยพิบัติไว้ใกล้ๆโดยเฉพาะ
หิมะยังคงตกต่อเนื่องไปอีกสี่ห้าวันลมหนาวซึ่งพัดมาหอบเอาเกล็ดหิมะมาปะทะใบหน้าจนรู้สึกเ็ปยิ่งนัก
ฉินหนิงจือนั่งขดตัวสั่นอยู่ที่มุมมุมหนึ่งห่อตัวด้วยผ้าคลุมผืนเก่าลายดอกไห่ถังสีม่วงอ่อนที่ตอนนี้เลือนจนกระทั่งมองไม่เห็นลวดลายเดิมแล้ว
จำนวนผู้อพยพในกองบรรเทาทุกข์เริ่มเยอะขึ้นกระโจมไม้หนึ่งกระโจมต้องเบียดเสียดกันสิบกว่าคนตอนที่ฉินหนิงจือมาถึงก็ไม่มีที่ว่างแล้ว นางจึงถูกสั่งให้ไปนั่งตรงมุมใกล้ประตู
“นี่ มาใหม่หรือ” มีคนดันนาง“แลดูเ้าไม่ค่อยเหมือนคนอพยพหนีตายเสียเท่าไร!”
ฉินหนิงจือหันไปมองเบื้องหน้าคือหญิงวัยกลางคนหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งซึ่งพินิจมองนางด้วยสายตาใคร่รู้
นางหลุบตา หลบสายตาหนีคนตรงหน้าโดยไม่เอ่ยตอบแต่อย่างใด
หญิงผู้นั้นเห็นนางนิ่งไม่ตอบคำถามจึงเริ่มกวาดสายตามองนางั้แ่หัวจรดเท้าก่อนใช้แขนกระทุ้งหญิงคนข้างๆ กระซิบเบาๆ ว่า “เ้าดูซิว่านางใช่คุณหนูหรือสะใภ้ในตระกูลสูงศักดิ์หรือเปล่าข้าแอบมองตอนนางเข้ามา ถึงมองหน้าไม่ค่อยชัดก็เถอะแต่กิริยาท่าทางของนางไม่เหมือนพวกเราสักนิด”
หลังจากหญิงคนนั้นได้ฟังก็หันไปเหลือบมองฉินหนิงจือแวบหนึ่งก่อนเอ่ยเหยียดๆ ว่า “คุณหนูผู้ดีเช่นนั้นจะมาอยู่ในที่แบบนี้ได้อย่างไรกันเ้านี่พูดจาน่าขันเสียจริง”
“ทำไมจะไม่ได้ ตอนนี้ไหน่ไน[1]รองแห่งจวนจิ้นกั๋วกงถูกตามล่าอยู่ไม่ใช่รึไม่ใช่เื่แปลกหากนางจะพลัดหลงเข้ามาในกองผู้อพยพด้วย”หญิงคนนั้นซุบซิบเื่ที่แม้แต่ตัวนางเองยังไม่เชื่อในสิ่งที่ตนพูด
แต่ฉินหนิงจือกลับตัวหนาวสั่นขึ้นอย่างรุนแรง
“ไม่หรอกมั้งไหน่ไนรองคนนั้นหนีตามลูกพี่ลูกน้องนางไปแล้วไม่ใช่รึ นางจะหลงมาอยู่นี่ได้อย่างไรกันแต่เื่นี้พูดยากอยู่เหมือนกัน ใครจะไปรู้ไม่แน่ลูกพี่ลูกน้องคนนั้นอาจกลัวว่าจะซวยเพราะนางเลยหลบหนีไปแล้วทิ้งนางไว้ก็เป็ได้ผู้ชายก็เห็นแก่ตัวกันแบบนี้แหละ”
น่องขาของฉินหนิงจือยังสั่นไม่หยุดนางคิดว่าคงเป็เพราะตัวเองหิวและหนาวมากแน่ๆ หลังหนีออกมาจากสวนได้ก็เอาแต่หลบๆซ่อนๆ อยู่หลายวัน แม้แต่น้ำยังไม่ตกถึงท้องสักหยดเดียว
“เ้าพูดก็ถูกผู้ชายเฮงซวยเหมือนกันหมดนั่นแหละ” หญิงอีกคนตอบพร้อมชำเลืองมองฉินหนิงจืออีกรอบจงใจเอ่ยว่า “แต่นายน้อยรองของจวนจิ้นกั๋วกงเป็ยอดชายที่หาได้ยากจริงๆ นะนักเล่านิทานนั่นพูดว่าไงนะ อ้อๆ ชายผู้งามสง่าชาตรีดุจดั่งต้นไม้หยกเช่นนี้เหตุไฉนถึงไปอยู่ในมือไหน่ไนรองได้ล่ะนี่ แต่ตอนนั้นไหน่ไนรองเองก็โดดเด่นโด่งดังเชียวนา...”
ฉินหนิงจือได้ยินคำว่าโดดเด่นโด่งดังนั้นก็ยิ้มมุมปากนึกหัวเราะเยาะตัวเองในที
คำว่าโดดเด่นโด่งดังช่างน่าฟังยิ่งนักแต่สำหรับฉินหนิงจือควรใช้คำว่า ‘ฉาวโฉ่ชั่วร้าย’ มากกว่าถึงจะเหมาะ
บิดาสู้จนตัวตายในสนามรบ มารดาก็ตรอมใจตายส่วนลูกสาวไม่เอาไหนเช่นนางกลับไม่สนใจสายตาผู้คน หน้าด้านไร้ยางอาย อาศัยจังหวะที่ราชวงศ์คิดปลอบประโลมจวนตระกูลฉินขอร้องให้ฮ่องเต้ออกพระราชโองการให้นางสมรสกับกู้จิ่งหยวนนายน้อยรองของจวนจิ้นกั๋วกง
ความจริงจวนจิ้นกั๋วกงหาได้ยินดีด้วยไม่แต่เพราะนางเป็ทายาทของผู้เสียสละเพื่อแคว้น ทั้งยังมีพระราชทานสมรสของฮ่องเต้พวกเขาเลยจำใจต้องยอมรับแต่โดยดี
อีกทั้งการสมรสครั้งนี้ก็ทำให้กู้จิ่งหยวนพลาดการสอบรอบฤดูใบไม้ร่วงในปีนั้นด้วย
ดังนั้นการสมรสครั้งนี้จึงทำให้ทุกคนยิ่งเกลียดขี้หน้านาง
ผู้คนต่างว่านางเป็คนไม่มียางอายเป็ตัวกาลกิณี ยิ่งกว่านั้นคือทุกคนกล่าวหาว่านางทำให้ชีวิตกู้จิ่งหยวนซึ่งเดิมควรสมบูรณ์แบบกลายเป็พังพินาศไร้ความสุข
แต่นางกลับไม่เคยรู้ตัวเลย
นางคิดเสมอว่าขอเพียงแค่ตั้งใจและพยายามก็จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้
จู่ๆต้องสูญเสียทั้งบิดาและมารดา ผลกระทบรุนแรงนี้ทำเอานางแทบขาดใจตายกู้จิ่งหยวนคือหนทางเดียวที่จะช่วยนางให้มีชีวิตรอดได้
เหมือนกับคนตกน้ำแล้วเกาะขอนไม้ไว้แน่นอยู่เหนือน้ำ
คนทั้งเมืองต่างรู้ดีว่า ฉินหนิงจือคุณหนูคนสี่จวนตระกูลฉินทางทิศเหนือของเมืองนั้นมีใจให้กู้จิ่งหยวนนายน้อยรองแห่งจวนจิ้นกั๋วกง
แต่นางลืมไปว่า คนที่ไม่เหมาะสมกันต่อให้อยู่ด้วยกันไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามบทสรุปสุดท้ายมีเพียงหยาดน้ำตาแห่งโศกนาฏกรรม
สุดท้ายนางก็เป็คนทำให้ชีวิตของกู้จิ่งหยวนซึ่งแต่เดิมควรสมบูรณ์แบบพังพินาศไร้ความสุข
นางนอกใจกู้จิ่งหยวนเื่นี้คนทั้งเมืองหลวงต่างรู้
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/e8c39af2eb995c5d8c97da730cbb055e
[1] คำเรียกหญิงสาวที่แต่งงานแล้ว ใกล้เคียงคำว่า ฮูหยิน ไท่ไท่แต่ส่วนมากมักใช้กับผู้ที่มีฐานะเป็หลานสะใภ้ของจวน