ตอน 2 โลหิตล้างตา
เพี้ยะ !!! เสียงฝ่ามือดีดตีกลับสะดุ้งกะทันหัน
เพราะความเ็ป... ฮองเฮาวาดมือตบข้างแก้มนุ่มๆ ของไท่จื่อ กระทั่งเด็กน้อยหงายหลังล้มตึง หว่างคิ้วกระแทกเชิงเทียน
“กล้าดียังไง ทำร้ายบุตรข้า!!!” มารดาแทบขาดใจเมื่อเห็นบุตรตัวน้อยมีภัย
นางยอมสู้สุดใจเพื่อปกป้องลูก หวงกุ้ยเฟยฮึดแรงต่อกร ทั้งที่นางไม่เคยรังแกผู้ใดมาก่อน
สนมเอกอย่างนาง...หวังลงมืองัดข้อ ให้เห็นดำเห็นแดงกันไป
ทว่าครั้งนี้กลับไม่เหมือนที่เคย นางไม่รู้เลยว่า... ฮองเฮามาที่นี่ก็เพื่อเอาชีวิตนางโดยเฉพาะ
ระหว่างที่เด็กน้อยร้องไห้จ้า หวงกุ้ยเฟยพุ่งตัวเข้าหาหวังสั่งสอนฮองเฮาให้รามือ
ชะตาฟ้าดินกลับไม่เข้าข้าง ชี้นำให้ฮองเฮาเหลือบหางตาเห็นเชิงเทียนที่มีส่วนปลายแหลมคมดั่งกริดเล็ก
มีได้ทีเสีย...คว้าได้ก็คว้าก่อน สิ่งของเช่นนั้นอยู่ใกล้มือที่สุด ฮองเฮาไม่ลังเลที่จะคว้าจับเชิงเทียนปลายแหลมคม ยกกวาดกรีดเฉือนกลางลำคอของหวงกุ้ยเฟยจนหลอดลมขาด
“ท่านแม่!!!!!! "เสียงกรีดร้องของเด็กวัยแปดขวบดังลั่นตำหนัก
ภาพที่เห็นมารดาโดนสังหารติดตาฝังใจไปชั่วชีวิต เหตุการณ์นี้เป็ดั่งตราบาปที่ไม่อาจเลือน
“ฉะ... เฉวียนอั่ง...” แม้กระทั่งสั่งลายังทำไม่ได้ หวงกุ้ยเฟยยกมือสองข้างจับกุมลำคอเพื่อห้ามเื
เพียงไม่กี่วินาที เืสดๆ ไหลอาบร่างอนาถ ช่างเป็ภาพที่แสนสยดสยองและน่าเวทนา นางเปล่งเสียงผ่านช่องลมไม่ได้เพราะมันถูกตัดขาดในครั้งเดียว
หวงกุ้ยเฟยสิ้นใจตาย ทั้งๆ ที่ยังลืมตา แววตาทั้งสองข้างเพ่งมองไปที่ใบหน้าของฮองเฮาฆาตกร ส่อแววถึงแรงสาปแช่งก่อนตาย ภายใต้จิตใจเป็แสนเป็ล้านคำ
“ไป !!! จงไปกับข้า “
“มองหน้านาง และจดจำให้เต็มตาซะ ว่านางตายจากเ้าไปแล้ว!!!" ฮองเฮาเืเย็น สังหารมารดาที่แท้จริงของเขาแล้วนั้น ยังไม่พอ... มือและร่างที่เปื้อนเืของนางค่อยๆ คืบคลานเข้าหาไท่จื่อน้อยช้าๆ
ร่างที่สั่นผวา ทันทีที่โดนมือเย็นๆ ของฮองเฮาัั เด็กน้อยที่เสียขวัญร้องกรี้ดแทบคลั่ง
ฮองเฮาสะใจยิ่ง แววตาของนางราวสตรีเสียสติ จ้องมองเด็กน้อยเสียขวัญอย่างแวววาว แม้กระทั่งมุมปากที่แสยะยิ้มยังไม่หุบลงแม้แต่คราวไม่ได้
ไม่เพียงเท่านั้น... นางผู้จิตใจอำมหิตเอื้อมมือที่เกลือกเืสด ป้ายโอบบนแก้มน้อยๆ สองข้างของเฉวียนอั่ง พร้อมกระซิบข้างหูเบาๆ เพื่อปลอบใจ
“ชู้ววววว... อย่าร้องไห้ไปเลยลูกข้า...” เสียงเย็นๆ ของนางแว่วดังที่ข้างหู
“อะฮ่า!!! อะฮ่า นางตายไปแล้ว จะอาลัยอาวรณ์ไปถึงไหน หรือการมีข้าเป็มารดา มันน่าผิดหวังขนาดนั้นเชียวหรือ” ฮองเฮาโรคจิต เริ่มปวดหัวที่เขาร้องไห้จ้าไม่หยุด นางบีบใบหน้าเล็ก ๆ กดหลังหัวให้เขาเพ่งมองมารดาอย่างใกล้ชิด ด้วยใจไร้เมตตา
ภาพตรงหน้าส่อให้เขาเบิ่งตามองร่างศพของมารดา มันแปดเปื้อนชโลมเกาะใจ ถลำลงฝังลึก ปกคลุมเข้าสู่ก้นบึ้งของจิตสำนึกคิด กระทั่งเด็กน้อยหมดสติไป
“ดี ดี ดีจริงๆ หมดสติไปได้ก็ดี ข้าจะได้เบาหูลง” ฮองเฮาทิ้งร่างไท่จื่อไว้ข้างศพหวงกุ้ยเฟย เพื่อที่นางจะเดินออกไปสั่งให้สาวใช้สามคน สังหารข้ารับใช้ของหวงกุ้ยเฟยอย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว
**********
ระฆังมรณะถูกลั่นดังไปทั่วเขตวัง กระทุ้งกระท้วง กังวานไปถึงเขตหวงห้ามแห่งสำนักอวิ๋นเทียน
แม่ทัพใหญ่โจวไฉเฉิงที่กำลังเอนกายหลับใหลอิงหมอน สะดุ้งตื่นจากความฝัน... ด้วยเหงื่อเปียกโชก
แท้จริงแล้ว เขากำลังฝันถึงฝ่าาผู้ล่วงลับ
(ในห้วงแห่งฝัน มีเนื้อความดังนี้)
ณ ห้วงฝันอันเวิ้งว้าง ดินแดนกว้างไกล สีทองอร่าม ทอแสงทั่วฟ้า สุดลูกหูลูกตาไม่มีสิ้นสุด
“เหตุใดฝ่าายืนร่ำไห้ผู้เดียวที่นี่” ไฉเฉิงมองไปรอบๆ เหลือบเห็นจักรพรรดิ ยืนนิ่งเงียบ น้ำตาอาบหน้าเป็สายเื รอคอยที่ปลายทางอย่างมีหวัง
“ไฉเฉิง... ในที่สุดเ้าก็มา “ระหว่างที่ยืนพูดคุยนั้น ร่างกายของฝ่าาโปร่งแสงริบหรี่ลงเรื่อยๆ ราวกับว่าดวงจิตกำลังจะมอดดับ
“ฝ่าา้าจะสื่อสิ่งใดให้กระหม่อมทราบกันแน่...” แม้กระทั่งในฝันโจวไฉเฉิงก็ยังคงความขรึม วางมาดลอยเหนือความทุกข์ร้อนนานาประการ
“ครั้งยังมีชีวิต ข้าไม่เคยรู้ว่าแท้จริงแล้วผู้ที่ประสงค์ร้ายและเป็ภัยที่สุดคือ ฮองเฮา คนใกล้ตัวของข้า”
“ไฉเฉิง ราชโองการที่ข้าทำเก็บไว้เพื่อมอบอำนาจให้เ้าได้ถือครองเมือง เป็ผู้สำเร็จราชการแทนไท่จื่อ ซุกซ่อนอยู่ใต้แท่นบรรทมของข้า”
“ชุบเลี้ยงและสั่งสอนเขาแทนข้า... ถือว่านี่คือคำร้องขอสุดท้าย “
“โปรด.....”
“ช่วย...”
จักรพรรดิผู้สูงส่งที่เคยอยู่เหนือคนทั้งปวง ร้องอ้อนวอนขอความช่วยเหลืออย่างไร้คราบยศคราบเกียรติ
ความปรารถนาและสิ่งที่ค้างคายังไม่ทันได้เอ่ยให้แจ้งกระจ่าง จิติญญาสลายไปตามทิศทางลม กลายเป็เพียงผุยผง รวมเป็หนึ่งกับธุลีอากาศ
“ชิงเจ๋อ...” ไฉเฉิงลืมตาตื่น ยกชายอาภรณ์ใต้ข้อแขนเช็ดเหงื่อที่เปียกโชกบนใบหน้า
“หลง!!ชิงเจ๋อ!! “เรียกครั้งที่หนึ่ง ไม่หัน อย่าให้พ่อต้องโมโห เขาเน้นเสียงเรียกซ้ำ นานๆ ครั้งที่คนเงียบขรึมเช่นเขาจะตะเบ็งเสียงดัง
“มาแล้วขอรับ ท่านพ่อบุญธรรม...” ชิงเจ๋อรีบพรวดพราดเข้ามานั่งคุกเข่าลงต่อหน้า
“ชักช้า อืดอาดยืดยาด!! “ไฉเฉิงสะบัดปลายอาภรณ์ที่ซับเหงื่อเกือบจะฟาดหน้าชิงเจ๋อ ทั้งที่เขาไม่ได้ผิดอะไร
“หรือสิ่งที่ข้าเคยอบรมสั่งสอน มันเลือนราง จนทำให้เ้าอ่อนย้วยได้ขนาดนี้” ไฉเฉิงหงุดหงิด เหวี่ยงชิงเจ๋อด้วยหางตา ก่อนจะลุกจากหมอนอิง เดินเหินไปที่ริมหน้าต่าง
“พ่อบุญธรรม นี่เป็ครั้งแรก... ที่ท่านมีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียวได้ขนาดนี้ มิทราบว่ามีเื่อันใดที่ชิงเจ๋อบกพร่อง หรือไม่” ชิงเจ๋อพูดทักท้วงโดยที่ไม่เกรงกลัวว่าจะโดนตำหนิ คงมีแค่เขาผู้เดียวที่กล้าเอ่ยทักท้วงโจวไฉเฉิงอย่างตรงไปตรงมา
“อืม... นี่ข้าแสดงออกทางสีหน้าไปมากขนาดนั้นเชียวหรือ” ไฉเฉิงไม่รู้ตัว ราวกับว่าโดนครอบงำ ั้แ่ลืมตาตื่น เสียงของฮ่องเต้ผู้ล่วงลับดังวนในห้องหู มิอาจปล่อยวาง
“ตอนนี้ เื่น้อยใหญ่ในวังหลวงไปถึงขั้นไหน” ไฉเฉิงสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสติ กลับมาเป็คนที่สุขุมนุ่มลึกอีกครั้ง
“พูดอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีข้อบิดเบือน บัดนี้ผู้บงการเื่ร้ายๆ ภายในวังคือฮองเฮา โดยมีม่อกงกงเป็ผู้ย่างเท้าตาม “
“จากเมื่อครู่ที่คนของเรารายงานมาว่า ฮองเฮาเสด็จไปที่ตำหนักเก้าสกุล เพื่อชิงตัวไท่จื่อน้อย ภายในตำหนักกลับมีเพียงความว่างเปล่าให้ดูต่างหน้า “
“ในเมื่อเป็เช่นนั้น ฮองเฮาไม่ยอมวางมือ รุดหน้าเสด็จไปยังตำหนักฮวาเหมี่ยนอวี่ ไม่เพียงเท่านั้นยังให้สาวใช้ส่วนพระองค์ควบคุมคนของหวงกุ้ยเฟยเยี่ยงนักโทษ” ชิงเจ๋อรายงานแต่ละเหตุการณ์ได้อย่างรวบรัดตัดตอน มิมีตกหล่นแม้แต่ประโยคเดียว สมกับที่เป็มือดีผู้ที่ใกล้ชิดโจวไฉเฉิงที่เขาไว้วางใจที่สุด
*โจวไฉเฉิงควบคุมตำหนักทั้งเจ็ด โดยมีตราพยัคฆ์หลวงเป็ตัวชูยศ ประกอบด้วย
1.ตำหนักใหญ่ (เรือนโอ่อ่าสถานที่ประทับของฝ่าา)
2.ตำหนักม่านชุน (เรือนประทับของไทหวงไทเฮา)
3.ตำหนักเก้าสกุล (เรือนประทับแห่งรัชทายาท)
4.ตำหนักเมิ่งเต๋อ (เรือนพำนักของฮองเฮา)
5.ตำหนักฮวาเหมี่ยนอวี่ (เรือนประทับหวงกุ้ยเฟย พระสนมเอก)
6.ตำหนักสุยเจิง (เรือนรับรองของสนมน้อยพักรวม)
7.ตำหนักหนินเหินฟ้า (ตำหนักเย็น)
เคร่ง!!!... จอกชาที่เขายกดื่มร่วงพื้นแตกกระจายหลายเศษเสี่ยง
“จะให้ยุวกษัตริย์ ตกไปอยู่ในอำนาจของฮองเฮามิได้” หลังจากที่ได้ฟังคำรายงานของชิงเจ๋อ ไฉเฉิงก็พอจะรับรู้ได้ว่าไท่จื่อกำลังมีภัย
ในเมื่อเป็คำร้องขอของฝ่าา แม้ร่างตายกลายเป็ผียังห่วงเืเนื้อ โจวไฉเฉิงจำต้องออกหน้าด้วยตัวเอง