“ถ้าเช่นนั้น แจ้งทางการเลยดีกว่า”หลี่ไหวฺอวี้หัวเราะเยาะ พลางเอ่ยขึ้นมา
สิ้นคำกล่าว สตรีนางนั้นก็อึ้งผงะอย่างเห็นได้ชัดดวงตาไม่เป็นมิตรของหลี่ไหวฺอวี้เย็นยะเยือก จนสตรีผู้นั้นตัวสั่นระริกเกิดความกลัวขึ้นมา
“ถูกต้อง แจ้งทางการ!”ชาวบ้านเริ่มโห่ร้อง
“ขะ... ข้าต้องไปฟ้องทางการอยู่แล้ว!” น้ำเสียงที่กล่าวขาดความมั่นใจอย่างเห็นได้ชัดแต่ปฏิกิริยาตอบสนองยังนับว่าเร็ว จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันควัน
“พวกเจ้าก็รู้ว่าหากไม่รักษาสามีข้าก็คงไม่รอดแน่ แต่พวกเราเอาเงินที่สะสมไว้ทั้งหมดให้หมอใจดำอย่างเจ้าไปหมดแล้วเจ้าต้องคืนเงินให้พวกเรา! ข้าจะได้พาสามีไปรักษากับหมอที่แท้จริง!”
“ใช้ ชดใช้เงินมาก่อน!”
“ชดใช้เงิน!”
ชาวบ้านต่างพากันเป็นเดือดเป็นแค้น
“ข้าถามเจ้าหน่อยเจ้าบอกว่าสามีของเจ้าเป็นเช่นนี้เพราะกินยาที่นางจ่าย นางตรวจโรคให้พวกเจ้าที่ใด เมื่อใดรึ?”
หลี่ไหวฺอวี้ยืดตัวตรงก้าวลงบันไดไปทีละก้าว ตรงไปหาทั้งสองคน
“มันนานมาแล้ว ข้าจำไม่ได้!”
สตรีผู้นั้นหวาดกลัวความน่าเกรงขามของหลี่ไหวฺอวี้จึงถอยหลังร่นหนีไปเรื่อยๆ เมื่อได้ยินคำถาม ดวงตาก็ยิ่งลุกลี้ลุกลน บอกปัดว่าจำไม่ได้
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่ากินยาไม่กี่วันก็เป็นเช่นนี้มิใช่รึ?” หลี่อวิ๋นเห็นช่องโหว่จึงรีบก้าวเข้าไปซักถาม
“ข้าเป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆคนหนึ่ง คิดกังวลเรื่องสามีจนหัวหมุนไปหมด ใครจะไปจำวันเวลาได้กัน! แต่ตอนนี้ข้าจำได้แล้ววันที่เจ็ดเดือนเก้า วันนั้นเป็นปักษ์น้ำค้างแข็ง[1]พอดี พออากาศเริ่มเปลี่ยนเป็นหนาวเย็น อาการของสามีข้าจึงกำเริบหนักขึ้น...”
ระหว่างที่พูดนางก็ยกแขนเสื้อขึ้นมาปาดน้ำตาแอบเหลือบมองสีหน้าของหลี่ไหวฺอวี้กับหมิงเป่าจู
เด็กหนุ่มผู้นี้อายุยังน้อยเหตุใดถึงน่าเกรงขามปานนี้ ทำเอานางเกือบหลุดปากพูดความจริงออกไปแล้ว!
“นี่ พวกเจ้ารังแกคนถึงเพียงนี้ได้อย่างไร!”
“ใช่ ดูสิ ผู้อื่นเจอเรื่องบีบคั้นจำไม่ได้ก็เป็นเรื่องธรรมดา ทำงานวุ่นวายทั้งวัน ไหนเลยจะมีเวลาสังเกตเรื่องเล็กน้อย”
ชาวบ้านมักเห็นใจผู้อ่อนแอแต่ละคนต่างพากันทวงถามความเป็นธรรมให้สตรีผู้นั้น
แต่พวกเขาสามคนที่พบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มานักต่อนักก็ได้ยินผ่านหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับพวกเขาแม้แต่น้อย
“เจ้าพูดจาเหลวไหลชัดๆ!”
หลี่ไหวฺอวี้ยิ้มเยาะยังไม่ทันเอ่ยปาก หมิงเป่าอวี้ซึ่งทนฟังมาถึงตรงนี้ก็สุดจะทนอีกต่อไป
“วันที่เจ็ดเดือนเก้าพี่สาว พี่ไหวฺอวี้และข้า ต่างก็อยู่ที่หมู่บ้านชิงหยาง ไม่ได้ออกไปไหนเลย!”
วันนั้นพวกเขาสามคนตื่นแต่เช้าไปจับปลาที่ริมแม่น้ำชิงหยางพี่สาวยังเกือบถูกหมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อใส่ร้าย วันเวลาแบบนี้เขาจะลืมได้อย่างไร!
“เจ้าบอกว่าไม่ได้ไปไหนก็คือไม่ได้ไปกระนั้นหรือพวกเจ้าก็แค่ปัดความรับผิดชอบ ไม่อยากคืนเงินก็เท่านั้น!” สตรีผู้นั้นเชิดหน้าขึ้นน้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้นมากะทันหัน ดูจากสถานการณ์แล้วไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเอาเรื่องหมิงเป่าจูให้ได้
คนผู้นั้นให้เงินนางมาสองตำลึงแล้วยังรับปากว่า ไม่ว่านางจะเรียกร้องเอาเงินมาได้มากน้อยเพียงใด เขาไม่เอาแม้แต่เหวินเดียวเงินจะเป็นของนางทั้งหมด เรื่องดีเช่นนี้ นางต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่อยู่แล้ว
“เห็นได้ชัดว่าเจ้าโกหก!”อู๋ซิ่วไฉก้าวออกมาพูดช่วยหมิงเป่าจู
“วันที่เจ็ดเดือนเก้ามารดาข้าเพิ่งกินยาที่ท่านหมอหมิงจ่ายไปได้เพียงสามวัน อาการดีขึ้นบ้างเล็กน้อย ยังไม่หายดีสักหน่อยใครกันที่บอกเจ้าว่าอาการไอของมารดาข้าหายแล้ว หรือว่าคนผู้นั้นพยากรณ์ล่วงหน้าได้”
“ขะ... ข้าจำผิดเป็นเดือนเก้า...”
สตรีผู้นั้นยังจะแถต่อแต่ถูกหลี่ไหวฺอวี้ตวาดเสียงดังจนไม่กล้าส่งเสียง
“เหลวไหลสิ้นดี!”
หลี่ไหวฺอวี้หยุดอยู่ตรงหน้าสตรีผู้นั้นบัดนี้อายุของเขาก็เพิ่งจะพ้นวัยสวมหมวกไปไม่นาน แต่กลับสูงกว่าสามีของนางครึ่งศีรษะเพียงแค่ตวัดสายตามาปราดเดียว สตรีนางนั้นกับบุรุษที่ไอไม่หยุดก็สะท้านเยือกในอกด้วยความหวาดกลัวแล้ว
“ไม่ต้องหาข้ออ้างอีกแล้วก่อนและหลังเดือนเก้า นอกจากห้าวันก่อนที่พวกเราย้ายเข้ามาในเมือง นอกนั้นล้วนอยู่ที่หมู่บ้านชิงหยางชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านสามารถเป็นพยานได้ หากใครไม่เชื่อ ก็ไปลากใครสักคนมาสอบถามดูว่าที่ข้าพูดมานั้นมีความเท็จสักคำหรือไม่!”
บุรุษถูกหลี่ไหวฺอวี้ตวาดเสียงดังจนไอออกมาเป็นเลือด ผู้เป็นภรรยารีบลูบหลังให้เขาอย่างร้อนรน พลางคิดหาเหตุผลมาแก้ต่าง
“เป่าอวี้ ไปแจ้งความบอกว่ามีคนก่อเรื่องวุ่นวายกลางตลาด บังคับข่มขู่ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ หวังรีดไถเงินทอง!”
ใบหน้าของหลี่ไหวฺอวี้ดำทะมึนเมื่อนึกถึงอู๋ซิ่วไฉที่มองหมิงเป่าจูด้วยความห่วงใยไม่วางตา ก็ยิ่งคับข้องในอก
กำลังหาที่ระบายอารมณ์โกรธอยู่พอดีก็มีคนวิ่งเข้ามาหาเรื่องถึงที่ จะปล่อยไปเปล่าๆ ไม่ได้
หลี่อวิ๋นยืนอยู่ใกล้ที่สุดสัมผัสได้ถึงความโกรธที่แผ่กำจายจากตัวเขา แม้แต่หมิงเป่าจูเองก็ยังมองแผ่นหลังผึ่งผายตรงหน้าด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา
หมิงเป่าอวี้มักเชื่อฟังหลี่ไหวฺอวี้เสมอมาเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ตั้งท่าจะวิ่งไปศาลาว่าการ แต่ถูกพี่สาวคว้าตัวไว้ก่อน
“อย่านะ!” สตรีผู้นั้นร้องตะโกนขึ้นมาน้ำเสียงลนลานตื่นตระหนก
นางกล้าให้พวกเขาไปแจ้งความเสียที่ไหนหากถูกจับได้ สามีของนางคงไม่รอดจริงๆ แล้ว!
“เพราะเหตุใดเล่าไม่ต้องการคำอธิบายแล้วรึ?” หลี่ไหวฺอวี้แค่นเสียงเยาะหยัน สตรีผู้นั้นเนื้อตัวสั่นเทา ทรุดลงไปกองกับพื้นสามีที่นางประคองอยู่จึงล้มตามลงไปด้วย
นางรับน้ำหนักตัวสามีไม่ไหวจึงปล่อยเลยตามเลย นั่งกองกับพื้น ประคองสามีพิงไว้กับตัวอย่างระมัดระวัง ตรวจดูว่าเขาได้รับบาดเจ็บที่ใดหรือไม่
พอเห็นว่ามือของเขาเป็นแผลเลือดไหลซิบๆก็ร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร น้ำเสียงฟังดูจริงใจกว่าเมื่อครู่มาก
“อย่าไปแจ้งความข้าแค่ต้องการเงินมารักษาสามี...”
นางมีท่าทีอ่อนลงดูเหมือนจะยอมสารภาพความจริงแล้ว จะไม่สารภาพก็ไม่ได้หากต้องติดคุก และอาจถึงแก่ชีวิตเพื่อเงินแค่สองตำลึงไม่คุ้มกัน!
“ถ้าเช่นนั้นเหตุใดเจ้าไม่ไปหาเรื่องที่อื่นกลับมาใส่ความพี่สาวข้า!” หมิงเป่าอวี้ยังไม่หายโกรธ
“มีคนให้เงินข้าสองตำลึงให้ข้ามาหาเรื่องท่านหมอหมิง ครอบครัวพะ...พวกเรายากจน เพื่อรักษาสามี ข้าใช้เงินที่เก็บสะสมมาไปจนหมดแล้ว...”
ดังนั้นถึงหน้ามืดตามัวรับปากทำเรื่องต่ำช้าพรรค์นี้หากรู้ว่ามียมบาลหน้าตายผู้นี้อยู่อีกคน ให้ตายนางก็ไม่มีทางมาเด็ดขาด
กลุ่มคนที่เพิ่งช่วยกันพูดเข้าข้างสตรีผู้นั้นอยู่หลัดๆต่างเงียบเป็นเป่าสาก
เมื่อความจริงปรากฏแต่ละคนต่างใบหน้าของตนเองร้อนผ่าว
หญิงผู้นี้ช่างร้ายกาจเสียจริงถึงกับกล้าวางแผนปรักปรำท่านหมอหมิง นี่คงคิดว่าผู้อื่นยังเป็นเพียงดรุณีน้อยอยู่สินะซ้ำยังลากพวกเขาทั้งกลุ่มลงน้ำโคลนไปด้วย น่าขายหน้าจริงๆ!
ชาวบ้านส่วนใหญ่ล้วนคิดเช่นนี้แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมา
หมิงเป่าจูกวาดตามองไปรอบๆพบว่าหลายคนก้มหน้าด้วยความละอายใจ ทันใดนั้นก็ไปสะดุดตากับสิ่งที่คาดไม่ถึงเข้าโดยบังเอิญ
ชั่วพริบตานั้นดวงตาก็ลุกเป็นไฟฉายแววโกรธกริ้วก่อนจะรั้งกลับไป แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลี่ไหวฺอวี้ยังต้องการซักไซ้ไล่เลียงต่อว่าคนที่จ้างวานนางเป็นใคร แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก ก็ได้ยินเสียงเรียกแผ่วเบาจากด้านหลัง
“หลี่ไหวฺอวี้” หมิงเป่าจูส่ายหน้าให้เขาพลางส่งสายตาบอกเป็นนัย หลี่ไหวฺอวี้เข้าใจความหมาย จึงหันศีรษะไปมองหา ดวงตาดำทะมึนยิ่งกว่าเดิมแต่ไม่ไล่เบี้ยกับสตรีผู้นั้นอีกต่อไป
“โรคของสามีเจ้าข้ารักษาได้” หมิงเป่าจูเอ่ยพลางจดจ้องสตรีผู้นั้น
“เจ้ารักษาได้? จริงหรือ?” สตรีผู้นั้นที่กำลังร้องไห้อย่างน่าสงสาร รีบเงยหน้าขึ้นทันที
เชิงอรรถ
[1] ประเทศจีนมี4 ฤดูกาลใหญ่ ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว แต่ในปฏิทินหนงลี่(农历) ซึ่งเป็นปฏิทินการเกษตรและปฏิทินจันทรคติจะมีการแบ่งเป็นฤดูกาลย่อยอีก 24 อุตุปักษ์ ซึ่งปักษ์ไป๋ลู่ แปลความหมายตามอักษรได้ว่า“ปักษ์น้ำค้าง” (白露) ซึ่งเป็นปักษ์ที่15 จาก 24 อุตุปักษ์ อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เริ่มประมาณวันที่ 7 เดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติ