๔
บุรุษเก็บิญญา
เรือใหญ่มีลมกระหน่ำพัดเข้ามาด้านข้างเรือ ทำให้มันเอนเอียงตะแคงไปด้านหนึ่งและเททุกอย่างบนเรือไหลลงไปทางเดียวกันทันที
ยามนี้สาวงามที่ยืนถกเถียงด่าทอกันอยู่นั้นไม่ทันตั้งตัว พากันซวนเซหงายหลังตกลงไปในน้ำทันทีพร้อมกับเสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่ว
กรีดดดดดดดดดด!! ช่วยด้วยเ้าค่ะ!!
ไป๋มี่อิงที่รู้สึกตัวอยู่ตลอดยามจึงดีดตัวขึ้นพร้อมกับสหายทั้งสองคนไปยืนอยู่อีกฝั่งของเรืออย่างฉับพลัน พร้อมกับพวกเยี่ยเปาด้วยเช่นกัน
พวกคุณชายทั้งสี่คนตื่นตระหนกใกับเื่ที่เกิดขึ้นมากแล้ว แต่กับต้องตะลึงมากกว่าเดิม
ดวงตาพวกเขาตรึงอยู่บนดวงหน้างามของสตรีที่ะโเหินขึ้นมาราวกับเทพธิดาแทบไม่กะพริบตา
เสื้อคลุมขนสัตว์สีดำมีหมวกที่เคยปดบังดวงหน้าของนางคราแรก เปิดออกไปตามแรงลมที่พัดเข้ามา
ข้าเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างลืมตัว สตรีผู้นี้คือสตรีผู้เดียวกันที่ตามเกี้ยวข้ามาตลอดสามปี สตรีที่มองเช่นไรก็ไม่เคยเห็นว่านางหน้ามองเลยสักนิด
ไป๋มี่อิงเหินตัวลงช้าๆ บนเรือ รีบหันหลังกวาดสายตามองหาไป๋ซิงหนี่ว์ด้วยความร้อนใจ
“ข้าจะลงไปช่วยพวกนางแล้วกัน” จิ้นฝานหันไปกล่าวกับสหายทั้งสอง
ดูท่าหากช่วยเหลือพวกนางล่าช้ากว่านี้ ต้องมีผู้ใดเป็อันตรายเป็แน่ น้ำในสารธฤดูหนาวบาดลึกเสียดเข้ากระดูกไม่ต่างกับเหมันตฤดู
“ข้าจะลงไปด้วย” ซิ่นสือกล่าว
“ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันจะลงไปเอง” ข้าผู้ที่เป็องครักษ์ฮ่องเต้กล่าวห้ามทันที
หน้าที่ของข้าคือการต้องปกป้องเหล่าเชื้ออพระวงศ์ตระกูลซิ่น ไม่ใช่เพียงฮ่องเต้เท่านั้น ก็ต้องปกป้องไท่จื่อด้วยเช่นกัน
ซิ่นสือที่ได้ยินเสียงสั่งห้าม ก็วาดสายตามองไปทางบุรุษผู้นั้นทันที พอพินิจดูอย่างละเอียดที่แท้ก็เป็บุตรชายคนเล็กของท่านแม่ทัพใหญ่นี่เอง
ตอนนี้คุณชายเยี่ยกำลังดำรงตำแหน่งเป็องครักษ์ขั้นสามของเสด็จพ่อของเขาอยู่
“หืม…ก็รีบลงไปช่วยพวกนางเถิด” ซิ่นสือกล่าวจบก็ะโลงน้ำตามจิ้นฝานทันที หาได้สนใจคำกล่าวก่อนหน้านี้ของเยี่ยเปา
ส่วนพวกเยี่ยเปาเองก็ะโลงน้ำตามไปด้วยเช่นกัน ยามนี้บุรุษหกคนรวมพวกคุณชายเยี่ยสี่คน จิ้นฝาน และองค์ไท่จื่อ ต่างแบ่งกันช่วยสาวงามเจ็ดคนที่แหวกว่ายดำผุดดำว่ายอยู่ในขณะนี้
ไป๋มี่อิงที่กระสับกระส่ายกราดตามองหาน้องสาวตนเองด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำไม่เป็จังหวะ นางเห็นไป๋ซิงหนี่ว์ที่ตะเกียกตะกายอยู่ตรงดงดอกบัวที่หนาแน่น นางรีบปลดเสื้อคลุมออก กระโจนะโลงไปในน้ำ รีบแหวกว่ายเข้าไปหาน้องสาวตนเอง
“เจี่ยเจียช่วยข้าด้วยเ้าค่ะ!! สายบัวพันรัดขาข้าอยู่” ไป๋ซิงหนี่ว์ที่กลัวอย่างลนลาน เมื่อเห็นพี่สาวว่ายน้ำเข้ามาใกล้ นางรีบกล่าวขึ้นเสียงหลงปนเสียงสะอื้นด้วยความกลัว
นางเป็ลูกพ่อค้ามีหรือจะว่ายน้ำไม่เป็ แต่ยามนี้อาภรณ์ที่แต่งมาหนาแน่น และเครื่องประดับผมทำให้มีน้ำหนักมากเกินไป ยากที่จะตีขาให้หลุดพ้นจากตรงนี้ได้
“ชู่ววว..ไม่ต้องกลัวพี่มาช่วยเ้าแล้ว” ไป๋มี่อิงกล่าวเสียงนุ่มปลอบใจสาวน้อยตรงหน้า ที่ร้องไห้ร้องห่มราวกับเด็กอายุห้าปี พลางยื่นมือลูบปลอบศีรษะนางอย่างเอ็นดู
“อึก…เ้าค่ะ” ไป๋ซิงหนี่ว์ที่เห็นท่าทางใจเย็นของพี่สาว นางก็สงบใจลง หยุดการเคลื่อนไหวไปมาใก่อนหน้านี้ ที่เป็สาเหตุทำให้สายบัวพันขานางแน่นขึ้น
ไป๋มี่อิงที่ปลอบนางสาวตนเองอยู่นั้น เมื่อเห็นว่านางสงบแล้วจึงรีบปลดมีดสั้นออกจากข้อเท้าตัดเฉือนอาภรณ์ของไป๋ซิงหนี่ว์อย่างรีบร้อน อีกทั้งยังดำผุดดำว่ายลงไปตัดสายบัวที่พันรอบขาน้องสาว ทำให้นางสำลักน้ำเข้าไปอยู่หลายอึก พอตัดสายบัวเสร็จแล้ว ไป๋มี่อิงรีบดึงตัวน้องสาวเข้ามากอดไว้แน่นครู่หนึ่ง
“เ้าว่ายกลับขึ้นเรือได้เองหรือไม่” นางกระซิบกล่าวเสียงแ่เบาข้างหูน้องสาว
“ได้เ้าค่ะ” ไป๋ซิงหนี่ว์กล่าวเสียงละล่ำละลัก สำลักน้ำเข้าไปด้วยเช่นกัน จากนั้นตัวนางก็มีแรงผลักให้ห่างจากพี่สาวไปด้านหน้าทันที
“เจี่ยเจีย….ท่านไม่ว่ายมาพร้อมข้าหรือเ้าคะ!?” นางกล่าวขึ้นอย่างใ มองพี่สาวอย่างคาดหวัง
นางเองก็ไม่รู้ว่ายามนี้ไป๋มี่อิงจะ้าสื่ออะไรจากสายตาที่มองมาอย่างรักใคร่
“ประเดี๋ยวข้าจะว่ายไป...…เ้ารีบว่ายไปเถิดพี่จะได้ระวังหลังหากเ้าหมดแรง” ไป๋มี่อิงกล่าวเสียงนุ่มกับน้องสาวเช่นเดิม
ไป๋ซิงหนี่ว์ได้ยินเช่นนั้นก็โล่งอกขึ้น นึกว่าเกิดอะไรกับพี่สาวตน นางจึงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แหวกน้ำว่ายกลับไปทางเรือ
ยามนี้สหายของนาง สตรีนางโลม และพวกบุรุษต่างกันพากันขึ้นเรือเกือบครบแล้ว เมื่อมองน้องสาวของตนว่ายไปได้เกือบครึ่งแล้ว ไป๋มี่อิงจึงทอดถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่