แน่นอนว่าชุยซิ่วถิงไม่ได้สนใจว่าคังอิงจะล้างจานหรือไม่ นี่เป็นเรื่องของมารยาท มันแสดงให้เห็นว่าเด็กสาวคนนี้รู้จักปฏิบัติกับคนอื่นอย่างเหมาะสม ไม่ใช่คนด้านชาและไม่รู้จักบุญคุณคน
หลังจากล้างจานเสร็จแล้ว คังอิงก็นั่งลงใต้ต้นไม้ ก่อนหยิบหนังสือพิมพ์ 'Reference News' [1] ที่เพิ่งจะซื้อมาในวันนี้ขึ้นมาอ่าน
ชุยซิ่วถิงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ปกติแล้ว Reference News นี้ มีแต่ผู้ชายเขาอ่านกันนี่ เนื้อหาข้างในส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวของต่างประเทศ ทำไมเธอถึงได้สนใจมันล่ะ? ไม่ค่อยเห็นผู้หญิงคนไหนสนใจหนังสือพิมพ์แบบนี้เลย เธอเป็นคนสั่งซื้อเองเหรอ?”
“ฉันเป็นคนสั่งซื้อเองค่ะ เนื้อหาใน Reference News ส่วนใหญ่เป็นบทความที่คัดลอกมาจากสื่อต่างประเทศ พวกเขาเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกด้วยมุมมองของชาวต่างชาติ ฉันคิดว่ามันช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ และได้ความรู้ใหม่ๆ ด้วยค่ะ” คังอิงกล่าว
ไม่ว่าอย่างไรในสายตาของผู้ใหญ่ คนที่ชอบอ่านหนังสือและหนังสือพิมพ์มักจะไม่ใช่คนเลวร้าย ในใจของพวกเขา คนพวกนี้คือเด็กดีที่มีความมุ่งมั่น ชุยซิ่วถิงเห็นว่าคังอิงเป็นคนขยันหมั่นเพียรจึงยิ่งรู้สึกพอใจขึ้นไปอีก
“เด็กคนนี้ช่างดีจริงๆ เลย ชอบอ่านหนังสือ หนังสือพิมพ์ เธอเรียนจบจากมหาวิทยาลัยไหนเหรอ?” พอพูดถึงเรื่องนี้ ชุยซิ่วถิงก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงวุฒิการศึกษาของเธอ
คังอิงไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นการล่วงเกินแต่อย่างใด เธอไม่สามารถควบคุมชีวิตของเจ้าของร่างเดิมได้ หลังจากที่เธอข้ามภพมาที่นี่ เธอเป็นเพียงนักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่ง แต่ความรู้ที่แท้จริงของเธอนั้นเหนือกว่านักศึกษาปริญญาตรีเสียอีก
ในยุคสมัยของเธอ เธอเป็นถึงบุคคลที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของปิรามิด ดังนั้นคังอิงจึงไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว เธอบอกด้วยท่าทางมั่นใจว่า “ฉันเป็นแค่นักเรียนมัธยมปลาย ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติดเพราะคะแนนขาดไปเล็กน้อย ฉันก็เลยไม่ได้เรียนต่อ”
“โอย น่าเสียดายจริงๆ แค่คะแนนขาดไปเล็กน้อยเอง” ชุยซิ่วถิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจพร้อมกับรู้สึกหนักใจเล็กน้อย
หลานสะใภ้ของตระกูลสือ หากเป็นเพียงแค่นักเรียนมัธยมปลาย คงจะดูไม่ดีเท่าไหร่กระมัง? ไม่รู้ว่าคุณปู่สือจะคิดอย่างไร?
พอพูดถึงเรื่องความเป็นจริงเช่นนี้ ชุยซิ่วถิงก็เริ่มลังเล ไม่ได้รู้สึกชื่นชมคังอิงมากเท่ากับก่อนหน้านี้แล้ว
เพราะฐานะของตระกูลสือไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามัญจะเอื้อมถึง หากพวกเขายอมรับเด็กสาวที่มีสถานะเช่นคังอิงเข้ามาเป็นสะใภ้ได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ใจกว้างมาก แต่ดูยังไงคังอิงก็น่าจะมีวุฒิการศึกษาเป็นนักศึกษาปริญญาตรีอยู่บ้างไม่ใช่หรือ?
บนใบหน้าของชุยซิ่วถิงปรากฏแววผิดหวังเล็กน้อย เธอไม่ใช่คนที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากมายนัก ไม่เช่นนั้นคงไม่โดนแม่สื่ออย่างหงเหมยฮวาโน้มน้าวเอาได้
คังอิงเห็นสีหน้าผิดหวังของชุยซิ่วถิงเช่นนั้น เธอก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น น้าชุยรู้สึกเสียดายแทนเธองั้นหรือ?
คังอิงยิ้มแล้วกล่าวว่า “น้าชุยคะ ไม่ต้องรู้สึกเสียดายแทนฉันหรอกค่ะ สังคมคือมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด ความรู้ที่ฉันได้เรียนรู้มาจากสังคมนั้นไม่น้อยไปกว่ามหาวิทยาลัยเลย
อีกอย่าง คุณน้าดูสิ เพื่อชดเชยข้อบกพร่องด้านวุฒิการศึกษาของตัวเอง ฉันถึงได้อ่านพวกหนังสือกับหนังสือพิมพ์ไม่ใช่หรือคะ?
เทคนิคต่างๆ ในตลาด นอกจากการเรียนรู้จากในตำราเรียนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงค่ะ”
คำพูดนี้ไม่ได้ทำให้ชุยซิ่วถิงรู้สึกดีขึ้น คังอิงเริ่มงง เธอนึกสงสัยว่า หรือว่าน้าชุยจะให้ความสำคัญกับวุฒิการศึกษามากขนาดนั้นเลยหรือ?
แต่พอนึกดูก็ถูกต้องแล้ว น้าชุยมีลูกชายสองคน พวกเขาทั้งสองคนล้วนแต่จบปริญญาตรี และยังทำงานในหน่วยงานรัฐบาลอีกด้วย ส่วนลูกสาวของเธอก็กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่สาม ผลการเรียนน่าจะไม่เลวร้ายนัก คงไม่แปลกที่เธอจะให้ความสำคัญกับเรื่องวุฒิการศึกษา
ชุยซิ่วถิงเห็นว่าคังอิงเงียบไปจึงรู้ตัวทันทีว่าเธอเสียมารยาท จึงรีบแก้ตัวว่า “น้าแค่รู้สึกเสียดายแทนเธอเท่านั้นเอง เด็กดีๆ แบบเธอถ้าได้เรียนมหาวิทยาลัยคงจะดีมากเลยนะ ต่อไปนี้หนทางของเธอก็จะกว้างขึ้นอีก”
คังอิงไม่ได้สนใจมหาวิทยาลัยในยุคสมัยนี้เลยสักนิด เพราะความรู้ต่างๆ ในมหาวิทยาลัยนั้นไม่เหมาะสมกับเธอ หากเธอจะเข้ามหาวิทยาลัยจริงๆ ล่ะก็ เธอต้องไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ทฤษฎีที่เธอสอนล้วนแต่เป็นเรื่องล้ำสมัย เกรงว่ามันคงจะทำให้คนตกตะลึง
คนในยุคสมัยนี้ไม่อาจทะลุกาลเวลาไปจินตนาการถึงความเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งของจีนในอนาคตได้ ยิ่งจินตนาการถึง วันหนึ่งประเทศของพวกเขาจะมีการพัฒนาบ้านเมืองและมาตรฐานการครองชีพเทียบเท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้ว ยิ่งเป็นไปไม่ได้ แม้แต่คนจีนที่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศก็ยังได้รับการต้อนรับอย่างดีจากกลุ่มธุรกิจในประเทศตะวันตก
ตอนนี้พอคนจีนเห็นชาวต่างชาติ ก็เหมือนกับการได้เห็นแพนด้าตัวเป็นๆ ที่แสนหายาก พวกเขาคิดว่าชาวต่างชาติต้องรวยอย่างแน่นอน...
คังอิงรู้ดีว่าชุยซิ่วถิงถูกจำกัดด้วยยุคสมัย มุมมองของอีกฝ่ายไม่อาจก้าวข้ามยุคสมัยนี้ได้ เพราะแบบนี้เธอจึงไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไรกับคำพูดของชุยซิ่วถิง
แน่นอนว่าความกังวลของชุยซิ่วถิงมาจากความหวังดี หากคังอิงไม่มีความสามารถในการทำธุรกิจด้วยตนเอง แต่เลือกที่จะไปทำงานบริษัทก็จะถูกจำกัดด้วยเรื่องวุฒิการศึกษา อาจจะไม่ได้รับการว่าจ้างงานด้วยซ้ำ
แต่ในตอนนี้เธอเลือกที่จะทำธุรกิจด้วยตนเอง เรื่องวุฒิการศึกษาจึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ขอแค่มีเงินทุน วิสัยทัศน์ และช่องทาง เธอก็ทำอะไรก็ได้ตามใจต้องการ ดังนั้นคังอิงจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องวุฒิการศึกษามากนัก
แต่อย่างไรเสีย เรื่องวุฒิการศึกษาก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเธอ ทำไมชุยซิ่วถิงถึงได้รู้สึกผิดหวังขนาดนั้นล่ะ? เธอกับชุยซิ่วถิงไม่ได้เป็นญาติกัน ปกติแล้วความผิดหวังแบบนี้มักจะเกิดขึ้นในหมู่ญาติสนิทเท่านั้น
คังอิงงุนงงเล็กน้อย ในตอนนั้นเองชุยซิ่วถิงก็เอ่ยถามขึ้นมาทันที “แล้วเธอเคยคิดจะเรียนต่อไหม? คนวัยผู้ใหญ่ก็เข้าสอบมหาวิทยาลัยได้เหมือนกันนะ
เธอดูสิ ปีนี้มีข่าวลงหนังสือพิมพ์ด้วยนะ คนแก่อายุหกสิบกว่าๆ คนหนึ่งจากต่างมณฑลเข้าสอบมหาวิทยาลัย เขาบอกว่าต้องการชดเชยช่วงชีวิตวัยรุ่นที่เขาเสียไป
แล้วยังมีหนุ่มคนหนึ่ง เขาขยันมากเลยนะ ถึงแม้ว่าคะแนนของเขาจะถึงเกณฑ์การสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว แต่เขาก็ไม่ยอมไปเรียน เขากล่าวว่า เขาอยากจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชิงหวา [2] ให้ได้ แต่พอสอบติดมหาวิทยาลัยชิงหวาแล้วกลับไม่ยอมไปเรียนเสียอย่างนั้น
คนหนึ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยในฐานะนักเรียนสังคม อีกคนหนึ่งเรียนซ้ำชั้น เธอลองพิจารณาดูไหม?”
คังอิงรู้สึกว่าเธอเคยได้ยินเรื่องราวของคนทั้งสองคนนี้มาก่อน คุณลุงอายุหกสิบปีคนนั้น สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้จนอายุแปดสิบกว่าปี ตอนที่เธอยังไม่ข้ามภพมา คุณลุงคนนั้นก็เข้าสอบมหาวิทยาลัยอีกครั้ง เขาเชื่อมั่นมากว่าครั้งนี้เขาจะต้องสอบได้มากกว่าห้าร้อยคะแนน แต่พอประกาศผลคะแนน เขาได้แค่สองร้อยกว่าคะแนนเท่านั้น
ส่วนพ่อหนุ่มคนนั้น เขาพยายามอย่างหนักจนในที่สุดก็สอบติดมหาวิทยาลัยชิงหวา แต่ได้ยินมาว่าเขายังลาออกจากมหาวิทยาลัยชิงหวาอีกด้วย เป็นเพราะสาขาที่เขาสอบติดนั้นไม่ใช่สาขาที่เขาชอบใจ เขาจึงยังคงเตรียมตัวเข้าสอบมหาวิทยาลัยในปีหน้าอยู่
คนทั้งสองคนใช้เวลาหลายสิบปีเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย หากพวกเขาใช้เวลาเหล่านี้ไปกับเรื่องอื่นๆ พวกเขาอาจจะประสบความสำเร็จมากยิ่งกว่านี้ก็เป็นได้
เรื่องแบบนี้ไม่อาจตัดสินถูกผิดได้ แต่คังอิงจะไม่มีทางทำแบบนั้นอย่างแน่นอน เธอตอบกลับชุยซิ่วถิงว่า “ต้องรอให้ฉันประสบความสำเร็จก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันจะหาเวลาไปเรียนต่อที่ฮาร์วาร์ดหรือออกซฟอร์ด”
“ฮาร์วาร์ด? ออกซฟอร์ด? ประเทศจีนเรามีมหาวิทยาลัยแบบนั้นด้วยหรือ?” ชุยซิ่วถิงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
เพราะคังอิงข้ามขั้นมากเกินไป เธอไม่ได้พูดถึงมหาวิทยาลัยดังๆ ในประเทศ แต่กลับพูดถึงมหาวิทยาลัยดังระดับโลก ทำให้ชุยซิ่วถิงตั้งตัวไม่ทัน
“เอ่อ เปล่าค่ะ ประเทศจีนไม่มีมหาวิทยาลัยพวกนี้หรอกค่ะ ฮาร์วาร์ดเป็นมหาวิทยาลัยดังของสหรัฐอเมริกา ส่วนออกซฟอร์ดเป็นมหาวิทยาลัยดังของประเทศอังกฤษ คณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งนี้ดังมาก รอให้ธุรกิจของฉันมั่นคงกว่านี้ แล้วปล่อยมือได้เมื่อไหร่ ฉันค่อยไปเรียนต่อที่นั่นสักพักค่ะ” คังอิงอธิบาย
เชิงอรรถ
[1] หนังสือพิมพ์ภาษาจีน ก่อตั้งขึ้นในปี 2474 ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 หนังสือพิมพ์ฉบับแรก ๆ ได้รับการตีพิมพ์ภายใต้ชื่อต่างๆ ในเมืองรุ่ยจิน จนกระทั่งเปลี่ยนชื่อเป็น Reference News ในปี พ.ศ. 2485
[2] มหาวิทยาลัยชิงหวา มหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของจีน ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน