บทที่96
จำเป็นจะต้องทำ
ภายในความมืดมิดของยามราตรีบนเตียงไม้เก่าเพียงหนึ่งเดียวในเรือนไม้กลางทะเลทรายร่างในอาภรณ์สีขาวของหนานกงจิ่นอวี่โน้มตัวคร่อมอยู่เหนือร่างของเซี่ยอันอวี่
แขนทั้งสองข้างของเขากดตรึงข้อมือของนางไว้แน่นกับพื้นเตียงส่วนช่วงขาของเขาก็ทาบทับท่อนขาของนางอย่างพอดีจนเซี่ยอันอวี่ไม่อาจขยับกายได้แม้แต่น้อย
ร่างของนางถูกรั้งไว้แนบแน่นภายใต้ร่างของเขาราวกับถูกพันธนาการด้วยเงาแห่งอำนาจที่ไม่อาจดิ้นหลุด
ใบหน้าของหนานกงจิ่นอวี่โน้มเข้ามาใกล้มากขึ้นลมหายใจอุ่นแผ่วรินรดผิวแก้มนวลของนางในระยะประชิด แล้วเสียงทุ้มต่ำของเขาก็เอ่ยออกมาอีกครั้งด้วยถ้อยคำที่ค้างคา
“ข้าถามว่า...เจ้ายังกลัวข้าอยู่หรือไม่?”
เสียงนั้นไม่แข็งกร้าวแต่กลับกดทับความเงียบรอบตัวอย่างแน่นหนัก
เซี่ยอันอวี่สบตากับเขาดวงตาคู่นั้นของหนานกงจิ่นอวี่...ในยามนี้ไม่ใช่ดวงตาที่นางเห็นในเวลาสังหารไม่ได้เย็นเยียบ ไม่ได้ไร้แววความรู้สึก
กลับกัน มันนิ่งและสงบเกินกว่าจะตีความได้ชัดเจนราวกับชายตรงหน้ากำลังรอคอยคำตอบจากนาง...อย่างแท้จริง
และเมื่อได้มองใกล้เพียงเท่านี้เซี่ยอันอวี่ก็พลันรู้สึกถึงบางอย่าง
ใบหน้าของเขา...ช่างหล่อเหลาจนน่าหวาดหวั่น
เค้าโครงที่คมชัดไร้ที่ติผิวพรรณเรียบเนียนไร้ร่องรอยจากสงคราม ดวงตาคมเข้มใต้แพขนตายาวดูเงียบงันแต่แฝงพลังมหาศาล ทุกส่วนบนใบหน้านั้นงดงามจนเกือบจะไม่จริงคล้ายรูปสลักของเทพในตำนานนางเผลอมองนานกว่าที่ควรราวกับถูกภาพนั้นดึงดูดเข้าสู่ภวังค์
หนานกงจิ่นอวี่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นใหม่ด้วยเสียงเยือกลงเล็กน้อย
“เจ้าไม่ตอบ…”
เซี่ยอันอวี่สะดุ้งเล็กน้อยดวงตากะพริบถี่เหมือนจะเรียกสติกลับมา จากนั้นนางก็ส่ายหน้าเบา ๆตอบโดยไม่ใช้คำพูด
หนานกงจิ่นอวี่จ้องมองปฏิกิริยานั้นอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยต่อเสียงเบาแต่แน่นชัด
“แต่เหตุใด...ข้ากลับรู้สึกว่าเจ้ากลัวข้าอยู่?”
เซี่ยอันอวี่กลืนน้ำลายลงอย่างฝืดเคืองเสียงกลืนนั้นเงียบงันแต่ในความมืดมันกลับได้ยินชัดสำหรับคนที่อยู่ใกล้เพียงลมหายใจ
ลำคอขาวระหงส์ของนางขยับเล็กน้อยในจังหวะนั้นผิวเนื้อที่รับแสงจันทร์จาง ๆ สะท้อนเงาเบาบางจนเห็นการเคลื่อนไหวชัดเจนเป็นภาพที่น่าหลงใหลในสายตาของชายผู้คร่อมอยู่
หนานกงจิ่นอวี่จ้องมองนางอยู่อีกครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ
“เซี่ยอันอวี่...เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งแรกที่ผู้ปกครองดินแดน เจ้าเมือง หรือแม้แต่ขุนนางระดับสูงต้องทำคืออะไร?”
เซี่ยอันอวี่ส่ายหน้าไปมาอย่างช้า ๆ
นางไม่ได้โง่ หากเป็นเวลาปกตินางคงสามารถครุ่นคิดหาคำตอบออกได้ไม่ยาก แต่ว่ายามนี้ในสภาพที่ถูกตรึงร่างอยู่เช่นนี้ ใต้แววตาคมลึกของชายตรงหน้าในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแรงกดดันและความเงียบงันนางกลับไม่สามารถรวบรวมสติได้เหมือนอย่างทุกที
ความเฉลียวฉลาดที่เคยนำทางในเวลาปกติคล้ายจะหลบเร้นหายไปกับความรู้สึกสับสนในอก
หนานกงจิ่นอวี่มองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะเอ่ยเสียงต่ำ แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ
“สิ่งแรกที่ผู้ปกครองดินแดนเจ้าเมือง หรือแม้แต่ขุนนางระดับสูงมักจะทำ...หลังจากได้รับตำแหน่งหรือครอบครองดินแดนของตนเอง”
“ก็คือการสร้างอำนาจและสร้างความยำเกรง” น้ำเสียงของเขามิได้แข็งกร้าวหากแต่หนักแน่น ราบเรียบ และจริงจังเกินกว่าจะคิดว่ากำลังกล่าวเรื่องลอย ๆ
เขายังคงคร่อมอยู่เหนือร่างของนางดวงตาคู่นั้นไม่ละจากดวงตาของนางแม้แต่น้อย
“คนผู้นั้น...หากข้าเพียงต้องการลงโทษให้หลาบจำแค่หักแขน หรือหักขาของเขา...มันก็เพียงพอแล้ว”
“แต่เหตุใดข้าจึงเลือกตัดศีรษะเขากัน?”
หนานกงจิ่นอวี่เว้นจังหวะสั้น ๆก่อนกล่าวต่อ
“เพราะข้าจำเป็นต้องสร้างอำนาจของตนเองให้ปรากฏในเมืองแห่งนี้”
เสียงของเขาราบเรียบ แต่ถ้อยคำทุกคำคล้ายกับบรรจุไว้ด้วยตรรกะของผู้นำที่กำลังแบกรับบางสิ่งไว้เหนือบ่า
“แม้ว่าเมืองกู่หลิงซาแห่งนี้จะเหลือผู้คนอยู่เพียงราวสามร้อยคนฟังดูเหมือนไม่มาก”
“แต่หากมองดีๆ...จำนวนนี้มากกว่าทหารในมือของข้าเสียอีก”
ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยราวกับชั่งน้ำหนักในใจ
“แน่นอน...ทหารของข้าคือผู้ฝึกยุทธ์ผู้ที่สามารถสังหารคนสามร้อยได้ไม่ยากเลย”
“แต่หากทำเช่นนั้นจริงประชากรทั้งหมดในเมืองแห่งนี้ก็จะหายไปในพริบตา”
“และนั่น...ไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการ”
เมื่อกล่าวจบ น้ำเสียงของหนานกงจิ่นอวี่ก็เงียบลงทิ้งไว้เพียงเสียงลมหายใจอุ่นที่ยังคงแผ่วกระทบอยู่ใกล้ผิวแก้มนวลของเซี่ยอันอวี่
“แต่หากไม่กล้าลงมือสังหารในวันนี้...”
“วันข้างหน้า พวกเขาอาจจะกล้าทำสิ่งที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม”
หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยเสียงเรียบแม้จะไม่มีน้ำเสียงข่มขู่ แต่ทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นจนยากจะเพิกเฉย
“อย่างเช่น...เปิดโปงความลับของเจ้า”
“หรือเริ่มแย่งชิงทรัพยากรของกองทหาร...เพียงเพราะรู้ว่าพวกทหารไม่กล้าลงมือกับพวกเขา”
เซี่ยอันอวี่เงยหน้าขึ้นช้า ๆสบเข้ากับสายตาของเขาอีกครั้ง สายตาคู่นั้นไม่ใช่ดวงตาของเพชฌฆาตผู้เลือดเย็นเช่นที่นางได้เห็นในยามเย็น
ไม่ใช่ดวงตาเย็นชาดั่งเหล็กกล้าหากแต่เป็นสายตาของคนที่แบกบางสิ่งไว้ในใจ…หนักหนายิ่งนัก
หนานกงจิ่นอวี่หยุดพูดไปครู่หนึ่งคล้ายกับให้โอกาสนางได้คิด ก่อนจะกล่าวต่อด้วยเสียงเงียบแต่มั่นคง
“เพราะเหตุนี้...หากไม่อยากให้ความรุนแรงในวันข้างหน้าเกิดขึ้นภายในเมืองนี้”
“ผู้ปกครองดินแดน หรือเจ้าเมืองจำเป็นต้องสร้างอำนาจของตนให้ประจักษ์”
“ต้องทำให้ผู้คนภายในเมืองรับรู้…ว่าข้าสามารถฆ่าได้”
คำพูดนั้นไม่ใช่คำข่มขู่...หากแต่เป็นถ้อยคำที่เปล่งออกมาจากหลักแห่งการอยู่รอด
“การสังหารชายผู้นั้น…”เขาเว้นจังหวะสั้น ๆ ดวงตายังคงมองลึกลงในดวงตาของนาง
“…แม้จะไม่ยุติธรรมกับเขา แต่มันเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ”
หนานกงจิ่นอวี่กล่าวจบก็คลายแรงกดที่แขนและขาออกอย่างช้าๆ ปล่อยให้เซี่ยอันอวี่สามารถขยับตัวได้บ้าง แม้ร่างกายของเขายังคงทาบทับอยู่เหนือร่างของนางเช่นเดิม
บรรยากาศในห้องเงียบงันมีเพียงเสียงลมหายใจสลับจังหวะและความเงียบที่หนักอึ้งอยู่ระหว่างแววตาของคนทั้งสอง
หนานกงจิ่นอวี่ยังคงสบตานางลึกจนราวกับกำลังอ่านจิตใจของนางทีละชั้น
แล้วเขาก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่แผ่วลงเล็กน้อยแต่กลับดึงดูดทุกความสนใจ
“แต่ว่านะ...เซี่ยอันอวี่”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่า...ในโลกใบนี้ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรือแม้แต่อนาคต”
“สิ่งที่เรียกว่าความเท่าเทียม...หรือความยุติธรรมมันไม่มีอยู่จริงหรอก”