มอลลี่นั้น ฐานะที่แท้จริงของเธอก็คือผู้ช่วยของคริสโตเฟอร์ที่เขาจ้างไว้ เพื่อจะได้มีใครสักคนหนึ่งคอยรับโทรศัพท์ในสํานักงานหรือคอยรวบรวมจดหมายที่ส่งมาถึงเขาในขณะที่เขาไม่อยู่ แต่ที่คริสโตเฟอร์ยังคงต้องระวังเป็พิเศษ แม้ว่ามอลลี่จะเป็ทั้งพนักงานและคู่นอนของเขามาเกือบ 2ปีแล้วก็ตาม คือ ไม่ทิ้งอะไรไว้ในสํานักงานเลย ไม่ว่าจะเป็เอกสารหรือไปรษณียภัณฑ์ดังนั้น มอลลี่จึงไม่มีโอกาสรู้ว่า งานที่เขาทําอยู่คืออะไร
ที่จริงแล้ว มอลลี่จัดว่าเป็สตรีที่ฉลาดเฉลียวในด้านการพูดจาแต่เขียนหนังสือแย่ที่สุด แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยัง้าให้เธออยู่กับเขาตลอดไปหลังจากที่ผ่านการร่วมเตียงกันเป็ครั้งแรก ตอนที่เธอยังนุ่งกระโปรงสีเทาตัวสั้น ๆเอาผ้าพันคอผืนเล็ก ๆ รัดผมไว้ และเขาถามเธอว่า
“นอนกับผู้ชายอย่างผมหน่อยได้ไหม?” เขายังจําได้ว่า เธอเหลือบตาขึ้นมาดูเขาอย่างไม่เดียงสานัก แล้วก็ตอบว่า
“ไม่รู้สิคะ แต่ลองดูก็ได้”
เวบสเต้อร์รู้ถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งสองั้แ่แรกดังนั้นเขาจึงลอบส่งชื่อเธอไปให้ทําการตรวจสอบทันที โดยไม่บอกให้สํานักงานใหญ่รู้ว่าเธอเป็คู่นอนของคริสโตเฟอร์และเมื่อตอนที่คนทั้งสองกลับมาจากกรุงแคนเบอร่าเวบสเต้อรถามคริสโตเฟอร์ว่า
“ดูประวัติอีหนูของคุณหน่อยไหมล่ะ”
“ไม่” คริสโตเฟอร์ตอบทันที
“ท่าทางจะใช้ได้ จะอยู่กันอย่างนี้ก็ได้เขาอนุญาตมาแล้ว”
แต่มอลลี่ไม่สนใจที่จะอยู่ร่วมบ้านกับคริสโตเฟอร์เหตุผลของเธอมีเพียงว่า ไม่้านอนบนเตียงเดียวกันกับที่แคทธี่เคยนอนเท่านั้นเอง
ค่ำวันนั้น คริสโตเฟอร์และมอลลี่เดินจากโรงแรมที่พักไปยังภัตตาคารโบกีสการ์เด้น อันเป็ภัตตาคารที่โอ่อ่า ทั้งคู่เดินไปด้วยกันเงียบ ๆและมอลลี่มิได้เกาะแขนขาอย่างหนุ่มสาวคู่อื่น ๆดูเหมือนเธอไม่เคยแสดงออกในที่ชุมชนถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาด้วยซ้ำไฟตามถนนเปิดแล้ว แสงของมันส่องลอดกิ่งไม้ข้างทางเป็ดวงวับ ๆ แวม ๆ
“เรามาช้าไปหน่อย เลยไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ตก”มอลลี่เอ่ยเบา ๆ
ในห้องอาหารของภัตตาคารดังกล่าว คริสโตเฟอร์เลือกที่นั่งตรงที่มองทะลุหน้าต่างกระจกออกไปข้างนอกได้ จะอะไรก็ตามแต่มอลลี่รู้ใจเขาอยู่ประการหนึ่งคือ คริสโต์เฟอร์รับบรรยากาศในกรุงโรม ทั้ง ๆที่มันเป็บรรยากาศที่มีส่วนผสมของฝน กลิ่นอาหารและกาแฟรสขมอย่างที่จะหาที่อื่นไม่ได้อีกแล้ว
หลังอาหาร คนเสิร์ฟนําเหล้าไวน์เข้ามาให้ มอลลี่จิบไวน์นั้นช้าๆ ขณะที่จ้องมองหน้าของคริสโตเฟอร์อย่างครุ่นคิดมันมีสัญญาณอะไรบางอย่างของความเป็ผู้หญิงบอกเธอว่าคริสโตเฟอร์กําลังจะเริ่มงานของเขาอีกแล้ว
“คุณอยากจะบอกอะไรกับฉันคะ ปอล”
คริสโตเฟอร์ขยับตัวเล็กน้อย มือที่ไล้แขนมอลลี่ตกลงขณะที่ตอบว่า
“ผมจะไปสหรัฐอาทิตย์หน้า”
“กี่วันคะ?”
“อาทิตย์นึง หรือไม่ก็สักสิบวัน”
“แล้วคุณจะกลับมาที่โรมเลยหรือว่าจะไปไหนต่ออีก”
“มาโรมสิบางทีเราอาจจะไปพักกันที่ไหนสักระยะหนึ่งก็ได้”
มอลลี่มองดูเขาอย่างชั่งใจ ขณะที่ตอบเสียงเย็น ๆ ว่า “ก็เรามีบ้านมีช่องอยู่ที่นี่แล้วจะต้องไปไหนกันอีกล่ะ”
บุรุษผู้มีนามว่า เดวิด แพชเช่น มาถึงรังที่ถนน คิว.เมื่อตอนตี 3 คริสโตเฟอร์ต้อนรับเขาด้วยวิสกี้ขณะที่ยกมือกันสั่นเทาด้วยความหนาวเย็นไปหยิบแก้วเครื่องดื่ม เขากล่าวว่า
“เดนนิส ฟอร์เล่ย์อยากให้คุณไปกินอาหารเช้าด้วยแน่ะ” แล้วเขาก็กระดกเหล้าเข้าปาก
แพชเช่นเป็คนที่รูปร่างหน้าตาออกจะประหลาดสักหน่อยค่าที่ใบหน้าด้านซ้ายของเขาเป็อัมพาตไปทั้งแถบเพราะถูกสะเก็ดะเิตอนที่อยู่บนเรือโอกินาวา ดวงตาด้านซ้ายบอดสนิทและปิดไว้ด้วยแผ่นหนังสีดำ มีสายรัดรอบศีรษะ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังดำรงความเป็สัตว์เจนป่า นอนรอเหยื่ออยู่บนคาคบไม้
และคริสโตเฟอร์คือเพื่อนคนเดียวที่หลงเหลืออยู่สำหรับเขาในเวลานี้เมื่อตอนที่พบกันครั้งแรกนั้น ต่างก็เข้าโรงพยาบาลทหารเรือด้วยกันในวันสุดท้ายของานั่งลงเล่นหมากรุกด้วยกัน และเข้าอกเข้าใจกันพอสมควรเพราะต่างก็มาจากครอบครัวผู้มีอันจะกินด้วยกันทั้งคู่
หลังจากนั้น สัมพันธภาพของบุคคลทั้งสองก็ผูกพันกันยิ่งขึ้นถึงกับเป็เพื่อนร่วมห้องกัน เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และที่ฮาร์วาร์ดนี้เองรุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งพออกพอใจในบุคคลิกลักษณะเข้าก็เริ่มสั่งสอนถ่ายทอดวิชาความรู้เกี่ยวกับงานประเภทที่ต้องใช้ไหวพริบให้ ครั้งแรกๆ ก็ดูจะสนุกดี แต่นาน ๆ เข้า มันก็เลยกลายเป็หน้าที่ที่เขาไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้
และเพราะว่าใคร ๆ ก็จําเขาได้ แพชเช่นจึงไม่ใคร่ได้ไปไหนมาไหนนักพํานักอยู่ในวอชิงตันเงียบ ๆทํางานอยู่ในฝ่ายบริหารและงานประเภทเอกสารทั่วไปเสียเป็ส่วนใหญ่และที่น่ายกย่องในคุณสมบัติพิเศษของเขาประการหนึ่งก็คือเขาเป็คนที่มีความทรงจำดีเป็เลิศ ไม่เคยลืมชื่อ หน้าตาหรือรูปร่างของผู้ที่ต้องผ่านเข้ามาพบพานกับเขาเลย ยิ่งกว่านั้นสายคนไหนมีจุดบกพร่องประการใด แพชเช่นก็สามารถเก็บรวบรวมไว้ในสมองได้ทั้งหมด
บุคคลทั้งสองมักจะพบปะกันบ้างเป็ครั้งคราว ประมาณ 1 ถึง 2ครั้งต่อปี แพชเช่น ก็เหมือนกับคริสโตเฟอร์ตรงที่เมียหนี
“ฟอร์เล่ย์สั่งให้ผมทําลายหลักฐานรายงานของคุณเกี่ยวกับถ้อยแถลงของคาร์สันแวนเดลล์ เมื่อคราวเลือกตั้งปี 1960 แต่ผมบอกว่าไม่ได้รับรายงานเื่นั้น”
“แล้วเขาเชื่อคุณหรือเปล่าล่ะ?”
“ไม่เชื่อหรอก เขาก็คงพอจะรู้อะไร ๆระหว่างเราอยู่บ้างเหมือนกัน เขียนอะไรขึ้นมาอีกสักชิ้นสิ เขาจะได้มีอะไรเอาไปเผา”
คริสโตเฟอร์ยิ้ม
“มันจะเผาคุณ พูดง่าย ๆผู้อํานวยการก็หมายเหตุไว้ในสารบันเื่ของคุณแล้วว่าสามารถที่จะขอรายละเอียดเกี่ยวกับหลักฐานในบางเื่ที่คุณต้องทํางานได้ทุกเวลาโดยไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ทําไมถึงเป็อย่างนั้นไปได้ก็ไม่รู้”
“จะเชื่อได้ยังไง ก็ฟอร์เล่ย์เชื่อแต่ประธานาธิบดีเท่านั้นจะเชื่อไอ้หินอย่างคุณอีกทําไมล่ะ ใครจะมารู้ว่าสําหรับเราแล้ว รายงานก็คือรายงานฟอร์เล่ย์เชื่ออยู่ตลอดเวลาว่า คุณเป็ศัตรู ถ้าคุณไม่ทําตามคําสั่งของท่านประธานาธิบดีผ่านทางเขา”
“ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้ใคร ๆ ก็เชื่อแล้วสินะว่าการฆ่าเดียมห์ครั้งนี้ เป็การฆ่าเพื่อหวังผลทางด้านการเมือง”
แพทเช่นค่อย ๆ ลากขาซ้ายเข้ามา ขยับนั่งตัวตรง ก่อนที่จะตอบว่า
“ฟอร์เล่ย์รู้สึกเอาเองว่าคุณออกจะเป็คนเ้าอารมณ์ไปสักหน่อยผมว่าน่าจะเตะนายทอม เวบสเต้อร์เสียสักทีสองทีนะ ที่พาคุณเข้าไปวันนั้น”
“นั่นไม่ใช่การตอบคําถามของผม” คริสโตเฟอร์เอ่ยเสียงเข้ม
แพทเช่นชําเลืองดูท่าทีของคริสโตเฟอร์ ตอบว่า
“เื่ของเื่น่ะมันไม่เกี่ยวกับการที่จะมีอะไรเกิดขึ้นกับเดียมห์หรือนูห์ เข้าใจไหมล่ะ”
“แต่ดูเหมือนฟอร์เล่ย์ไม่ได้แปลกใจในเื่ที่เกิดขึ้นเลยนี่”
“ผมก็บอกไม่ถูกนะว่าเขาคิดยังไง” ขณะที่พูดแพทเช่นก็เปิดกระเป๋าเอกสารหยิบเอกสารประกอบข่าวหนังสือพิมพ์ปึกหนึ่งยื่นให้คริสโตเฟอร์ในนั้นมีข่าวพิธีศพของนักการเมืองชาวเอเชียคนหนึ่งประกอบอยู่ด้วย
“คุณเห็นเื่นี้แล้วหรือยังเห็นไหมว่าบ่อยไปที่สายของเราตายง่าย ๆ อย่างรายนี้ตายด้วยโรคหัวใจวายเมื่ออาทิตย์ก่อน”
คริสโตเฟอร์รับข่าวปึกนั้นมาอ่านอย่างตั้งใจเป็รายงานที่ย้ำเตือนชาวเอเชียไว้ 3 ประการ เริ่มด้วยประวัติของผู้ตายซึ่งเขียนถึงความมานะพยายามของตนเองในวิถีทางการเมือง ต่อมาเป็จดหมายเหตุของปีคศ. 1955 ซึ่งกล่าวถึงพลังทางความคิดด้านการเมือง และบทบาทต่อโลกที่ 3และสุดท้ายคือรายงานความสําเร็จในการจัดขบวนการคอมมิวนิสต์ออกจากประเทศ...และเมื่อคริสโตเฟอร์เงยหน้าขึ้นจากรายงานก็พบสายตาของแพทเช่นที่จ้องมองเขาอยู่ “คุณสังเกตเห็นอะไรในนั้นหรือเปล่า?”
คริสโตเฟอร์สั่นศีรษะดูเหมือนจะเป็ธรรมเนียมสําหรับสายลับทุกคน คือถึงแม้ว่าจะตาย ไปแล้วแต่ก็ยังเรียกชื่อตามโค๊ตที่ใช้ประจําตัวอยู่ และบุรุษผู้นี้ใช้โค๊ตว่า “ริบซอร์”
“คุณรู้จักประวัติส่วนตัวของเขาดีแค่ไหน?”แพทเช่นถามอีก
“ก็รู้แต่ว่า เป็คนที่ทํางานจริงคนหนึ่งแต่สําหรับเื่จดหมายเหตุปี 1955 นั่น ผมเป็คนเขียนประกอบเื่เองดูเหมือนจะเขียนบนเครื่องบินตอนที่ออกเดินทางจากญี่ปุ่นมันเป็เื่หลักสากลกว้าง ๆ ที่ผมเองก็ไม่ค่อยชอบเื่นี้เท่าไรนักแต่ต่อมามันมีนักหนังสือพิมพ์ชาวแอฟริกาคนหนึ่งทำงานอยู่กับหนังสือพิมพ์ไทม์เห็นเข้าก็เลยเอาไปพิมพ์ซ้ำเข้าอีก”
“แล้วคุณว่ามันเป็เื่ตลกไหมที่หนังสือพิมพ์ไทม์ตีพิมพ์เื่ที่คุณเขียนอยู่ตลอดเวลาโดยไม่ยักรู้ว่ามีคุณเกี่ยวข้องในเื่อย่างนั้นอยู่ด้วย”
“นั่นมันก็เป็เป้าหมายของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นอยู่แล้วนี่”
“ใช่...เพื่อเป็การชี้ชวนให้เห็นโลกที่เป็โลกแท้ๆ ไงล่ะ” แพทเช่นว่า
“มันไม่มีโลกแท้ ๆ อยู่ในโลกลูกนี้ดอก เดวิด”
แพทเช่นยิ้มขรึมขณะที่เก็บรายงานทั้งบุกเข้ากระเป๋าตามเดิมเขาหมุนแก้ววิสกี้เล่นอย่างครุ่นคิด
“ผมเคยคิดถึงเื่ของคุณนะปอลเคยเอางานของคุณออกมานั่งอ่านเสมอ ๆ คุณเองก็ทํางานอย่างนี้มานานแล้วมันฆ่าอารมณ์ขันของคุณเกลี้ยงเลย ผมรู้ว่าคุณไม่มีความสุขอาการอย่างนี้มันเกิดกับทุกคนที่อยู่ในสนามอย่างนี้นานเกินไป...งานมันหนัก”
“มันก็ยังงั้น ๆ แหละ ไม่ถึงกับหนักหนาอะไร”
“ที่คุณคิดอย่างนี้ อาจจะเป็เพราะคุณทํามันจนเคยชินแล้วผมอยากถามคุณจริง ๆ ว่าคุณเคยคิดจะลาออกบ้างไหมอย่างน้อยก็เพื่อใช้เวลาอยู่กับมอลลี่เสียบ้าง”
“บางที ก็เคยคิดเหมือนกัน” คริสโตเฟอร์ยอมรับ “เพราะดูเหมือนจะมีเพียงครั้งหรือสองครั้งเท่านั้นในรอบปีที่ผมได้พบปะกับคนที่ผมไม่จําเป็ต้องพูดโกหกด้วย”
“ก็อย่าไปพะวงอยู่กับมอลลี่คนเดียวสิหาอะไรอย่างอื่นทำเสียบ้าง เขียนหนังสือก็ได้นี่ หรือไม่ก็ลองยาเสพติดเสียหน่อย”
“ใครจะรู้ บางทีผมอาจจะต้องทําอย่างนั้นจริง ๆก็ได้”
“นั่นสิ ของอย่างนี้มันเป็เื่ไม่แน่แต่ที่จริงแล้วนะ สายลับส่วนใหญ่ก็ต้องเล่นยากันทั้งนั้น ดูแต่ฟอร์เล่ย์สิเขาก็ติด เพราะฉะนั้นคุณถึงไม่ชอบเขายังไงล่ะเออ...แล้วนี่เมื่อไหร่คุณถึงจะมีเวลาพอที่จะพบกับเขาล่ะ”
“ไม่รู้สิ แต่ตอนนี้ผมยังไม่ค่อยว่างเสียด้วย เพราะจะต้องไปพบกับเสปนทริฟที่ลีโอโปลวิลล์ จากนั้นก็จะต้องไปดูว่า มีอะไรหลงเหลือไว้ให้ผมทําในไซง่อนบ้าง”
“บางทีพอคุณไปถึงบรรยากาศมันอาจจะดีขึ้นแล้วก็เป็ได้ เอเชียเปลี่ยนแปลงง่ายออก” แพทเช่นยิ้มขรึม ๆ “พนันกันก็ได้ คุณเชื่อไหมล่ะว่าตอนนี้พวกของฟอร์เล่ย์ก็อาจจะตะครั่นตะครออยู่เหมือนกันไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป”