บทที่ 4
หัวใจรักและความภักดีที่ขัดแย้ง[ต้น]
คนในจวนไท่ฟู่ต่างยืนประจันหน้ากับผู้นำกองกำลังอวี่หลินด้วยความรู้สึกที่เป็กังวลด้วยไม่รู้ข่าวคราวจากชายแดนแม้แต่น้อย แต่แล้วจู่ ๆก็มีทหารจากในวังมาปิดล้อมจวนไว้ ทั้งตัวผู้นำเองก็ยังมีผืนผ้าสีทองที่ย่อมต้องเป็ราชโองการของฮ่องเต้ถือไว้ในมืออีกด้วย แม้แต่คนโง่ก็ยังมองออกว่านี่ต้องไม่ใช่ข่าวดี
ทว่าแม้จะเตรียมใจไว้บ้างแล้วแต่หลังจากที่หัวหน้ากองกำลังอวี่หลินประกาศราชโองการจากฮ่องเต้จบไป๋เหลียนฮวาก็ทรุดฮวบลงกับพื้นล้มทั้งยืนด้วยความรู้สึกะเืใจราวกับเรี่ยวแรงถูกสูบออกจากร่างไปจนหมดสิ้น
บุตรชายที่นางเลี้ยงมากับมือ จะเป็ฏไปได้อย่างไร
พระราชโองการจากฮ่องเต้ ไม่อนุญาตให้คนในจวนไท่ฟู่ออกจากจวนและไม่อนุญาตให้คนนอกเข้ามาในจวนจนกว่าจะทราบข่าวที่แน่ชัดเกี่ยวกับการหายตัวไปของมู่หยางเยว่
อยู่ต้องเห็นตัว ตายต้องเห็นศพ!
มู่เจียวเหมย คุณหนูสามของจวนที่มักจะชอบออกไปเที่ยวเล่นนอกจวนอยู่เป็ประจำวันนี้จึงจำต้องอยู่ในจวนอย่างเสียมิได้
หญิงสาวย่อกายลงประคองร่างของมารดาไว้อย่างห่วงใยก่อนจะตวัดสายตากินเืกินเนื้อมองไปยังผู้นำของกองกำลังอวี่หลินด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“เสี่ยวเหมย เ้าพามารดาเ้าเข้าไปพักในเรือนก่อนเถิด”มู่เหวินฮวนเอ่ยกับบุตรสาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
มู่หรานหรานที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดหันกลับมามองมารดาด้วยความเป็ห่วงเมื่อเห็นว่ามีคนคอยดูแลอยู่แล้วจึงวางใจทว่าสีหน้าของบิดานางก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าใดนักหญิงสาวจึงเอ่ยกับมู่เหวินฮวนว่า “ท่านพ่อท่านก็เข้าไปพักเถอะ ทางนี้ข้ารับมือเอง”
หญิงสาวไม่รอให้บิดาโต้แย้งก็หันไปสั่งบ่าวไพร่ว่า“พาท่านพ่อกลับเรือน”ก่อนที่ตนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับผู้นำกองกำลังอวี่หลินด้วยสีหน้าเอาเื่
มู่หรานหรานไม่ใช่คนที่มีความคิดอาฆาตแค้นใครแต่หญิงสาวรักครอบครัวและพวกพ้องยิ่ง หากใครมาแตะต้องคนเหล่านี้นางได้แต่ต้องยอมมีเื่แล้ว
มู่เจี๋ยอินที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ มู่หรานหราน เห็นสีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายจึงเดินเข้ามาดึงแขนไว้ด้วยสีหน้าตื่น ๆ “พี่รอง คนในวังใช่ว่าจะต่อกรได้ง่าย ๆท่านก็อดกลั้นเอาสักนิดเถอะ อย่าวู่วาม หากท่านมาเกิดเื่อีกคนท่านแม่จะไม่แย่เอาหรอกหรือหาตัวพี่ใหญ่พบเมื่อใด ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง อย่าเอาไข่ไปกระทบหินเลย”
หานลู่ที่ไม่ได้เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในที่ในทางของตนเช่นบ่าวไพร่คนอื่นๆ ยืนมองแผ่นหลังเหยียดตรงที่พยายามจะทำให้ตัวเองดูแข็งแกร่งห้าวหาญของมู่หรานหราน ทว่ากลับเปราะบางเหลือเกินในความรู้สึกของเขา อยู่ห่าง ๆด้วยสายตาฉายความกังวลระคนห่วงใย
ถึงกระนั้นลึกลงไปในั์ตาสีนิลกาฬกลับเป็ความเด็ดเดี่ยว แน่วแน่เพราะมีแต่ต้องปล่อยให้เป็เช่นนี้เขาถึงจะสืบสาวไปถึงต้นตอของความย่อยยับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งอดีตได้
หานลู่หลับตาลง พยายามลำดับเหตุการณ์ในครั้งนี้ขึ้นในสมองอีกครั้ง
‘ครั้งนั้น’ ก็มีกองกำลังอวี่หลินมาล้อมปิดจวนเช่นนี้กระทั่งวันเวลาล่วงเลยผ่านไปจวบจนย่างเข้าเดือนที่สามก็ยังไม่มีข่าวคราวของมู่หยางเยว่แม้แต่เศษเสี้ยวเดียวให้ได้รับรู้
ฮ่องเต้จึงตัดสินโทษฏแก่มู่หยางเยว่ทว่ากฎหมายต้าถังไม่มีการกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนให้กับความผิดในข้อหานี้ความผิดของผู้ที่ได้รับข้อหานี้จึงล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับอำนาจสั่งการของฮ่องเต้ทั้งสิ้น
และไม่ทราบว่าเป็เคราะห์ดีหรือผลกรรมชักนำที่ฮ่องเต้ผู้นั้น ซึ่งเป็สาเหตุของการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ที่บรรพบุรุษใช้เืเนื้อสร้างขึ้นมาในเวลาต่อมาเป็บุรุษที่ลุ่มหลงมัวเมาในความงามของสตรีและมากด้วยตัณหาราคะผู้หนึ่งจึงได้ออกราชโองการเรียกตัวบุตรสาวคนที่สี่ของตระกูลมู่เข้ารับการแต่งตั้งเป็สนมแล้วเื่ที่บุตรชายคนโตของตระกูลเป็ฏก็จะไม่ติดใจเอาความกับคนตระกูลมู่อีก
นับเป็พระราชโองการะเืฟ้าะเืดินที่ทำให้ผู้คนเล่าลือกันไปอีกนานแสนนานด้วยบุตรสาวคนรองของตระกูลมู่ที่เป็ดั่งโฉมสะคราญล่มเมืองไม่ถูกฮ่องเต้หมายตาแต่กลับเป็บุตรสาวคนที่สี่ ที่เป็เพียงบุตรสาวบุญธรรมของตระกูลเท่านั้นซึ่งแม้หน้าตาจะอ่อนหวาน น่าทะนุถนอมแต่ความงดงามและเสน่ห์ดึงดูดใจย่อมเทียบกันไม่ได้เลยกับบุตรสาวคนรอง
แม้หานลู่จะรู้เื่ราวในฉากหน้าแต่ฉากหลังเขากลับไม่รู้ว่าศัตรูซุกซ่อนแผนการร้ายไว้มากมายเพียงใดถึงกระนั้นเขากลับยังประวิงเวลาและปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปตามทิศทางที่มันเคยเป็จวบจนตอนนี้กระทั่งเป็ผู้ที่มีส่วนในการชักใยอยู่เื้ัเสียด้วยซ้ำ เพราะเขามั่นใจว่ายามนี้มู่หยางเยว่ต้องยังมีลมหายใจอยู่แน่นอนแม่ทัพคนสำคัญของแผ่นดินต้าถังย่อมต้องมีประโยชน์บางอย่างกับศัตรู และสิ่งนั้นคืออะไรเขาจะไปหาคำตอบด้วยตัวเอง!
หานลู่ลืมตาขึ้นยังคงเห็นมู่หรานหรานยืนประจันหน้ากับผู้นำกองกำลังอวี่หลินอยู่ที่เดิม
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เริ่มมีอาการตื่นตัวขึ้นเพราะหลังจากใช้ชีวิตผ่านมามากกว่าหนึ่งชาติภพััรับรู้ในภยันตรายของเขาก็เฉียบคมขึ้น
ดูจากท่าทางของมู่หรานหรานแล้ว หญิงสาวคงไม่ยอมถอยง่าย ๆแม้มีใจคิดจะเข้าไปห้ามปรามแต่เมื่อย้อนถามตัวเองว่า เขามีสิทธิ์อะไรหรือหานลู่จึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
มู่หรานหรานไม่ได้หันมามองมู่เจี๋ยอินที่กำลังพยายามจะยับยั้งนางไม่ให้หาเื่คนสายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าเ็าของผู้นำกองกำลังอวี่หลินไม่วางตาแต่ปากกลับเอ่ยกับมู่เจี๋ยอินว่า “เจี๋ยอิน เ้าก็รีบกลับเข้าเรือนไปเถอะอยู่ตรงนี้ไม่รู้สึกว่าได้กลิ่นเหม็นหรอกหรือ”
หญิงสาวดึงมือมู่เจี๋ยอินออกจากแขนของตนแล้วเดินขึ้นหน้าไปอีกก้าวก่อนจะยกนิ้วชี้เรียวสวยขึ้นชี้หน้าบุรุษใบหน้าเ็าที่ยืนอยู่ตรงหน้าตน “เ้า!อาศัยอะไรมาบอกว่าพี่ชายข้าเป็ฏ ผายลม!”สิ้นเสียงที่ฟังดูแหลมบาดแก้วหูอย่างไม่เคยเป็มาก่อนหญิงสาวก็ตวัดมือขาวผ่องฟาดไปที่ใบหน้าของคนผู้นั้นจนใบหน้าเ็าของอีกฝ่ายสะบัดไปอีกทาง ทั้งยังเพิ่มสีสันขึ้นมาไม่น้อย
“นี่เ้า!”ผู้นำกองกำลังอวี่หลินอุทานออกมาได้คำเดียวก็ชะงักไปด้วยไม่รู้ว่าจะสรรหาคำพูดใดมาตอบโต้สตรีตรงหน้า ฝีปากบุรุษอย่างไรก็ไม่อาจเอาชนะฝีปากสตรีไปได้
แต่ด้วยศักดิ์ศรีของความเป็ชายชาติทหาร ซ้ำยังเป็ขุนนางของฮ่องเต้ ยศศักดิ์หรือก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่แล้วเขาจะยอมให้สตรีชาวบ้านผู้หนึ่งมาตบหน้าง่าย ๆ ได้อย่างไร!
บุรุษตรงหน้ามู่หรานหรานชักดาบข้างเอวออกมาโดยพลันเสียงดึงดาบออกจากฝักดังบาดแก้วหูยิ่งกว่าเสียงด่าอย่างกราดเกรี้ยวของมู่หรานหรานเสียอีกพร้อมกับดาบที่ถูกเงื้อขึ้นสูงแล้วตวัดลงมาอย่างรวดเร็วและไร้ความปรานี
หานลู่ขยับเท้าพุ่งปราดออกไปทันทีคิดจะเข้าไปขัดขวางคมดาบที่หมายจะฟาดลงมายังลำคอระหงของมู่หรานหรานทว่าหานลู่กลับช้ากว่ามู่เจี๋ยอิน
หญิงสาวปราดเข้าไปยืนขวางอยู่ด้านหน้ามู่หรานหรานพลางหันหน้าหนีคมดาบพร้อมกับหลับตาปี๋ เห็นได้ชัดว่าแม้จะมีความขลาดกลัวแต่ก็ยังมีใจคิดจะปกป้องพี่สาว
ผู้นำกองกำลังอวี่หลินเห็นมีคนเข้ามาขวางแรงที่ตวัดดาบลงมาในคราแรกจึงถูกเ้าตัวขืนเอาไว้ซึ่งหากสายตาและปฏิกิริยาตอบสนองของเขาไม่ว่องไวอีกฝ่ายคงจะโดนฟันจนหัวหลุดจากบ่าแน่แล้วถึงกระนั้นความแรงและเร็วในการตวัดดาบลงมาในคราแรกก็ทำให้คมดาบบาดผิวบริเวณลำคอของมู่เจี๋ยอินจนเืซิบ
“เจี๋ยอิน! ทำอะไรของเ้า”มู่หรานหรานตวาดใส่มู่เจี๋ยอินด้วยความใ
มู่เจี๋ยอินค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างหวาด ๆก่อนจะรีบค้อมกายให้บุรุษที่เกือบจะฟันตนคอขาดเมื่อครู่อย่างนอบน้อม“ขออภัยใต้เท้าแทนพี่สาวข้าด้วย ให้เลิกแล้วต่อกันไปได้หรือไม่เ้าคะเจี๋ยอินขอร้องท่านแล้ว”
ผู้นำกองกำลังอวี่หลินเบนสายตาจากมู่หรานหรานมามองสาวน้อยที่กำลังค้อมกายให้ตนอย่างพิจารณาและหลังได้เห็นท่าทางอ่อนหวานเปราะบางของอีกฝ่ายแววตาที่เต็มไปด้วยความเดือดดาลก็อ่อนโยนลง โทสะหายวับไปกว่าครึ่ง
ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าตอนเอ่ยกับมู่หรานหรานมากว่า“เห็นแก่เ้า ข้าจะไม่ติดใจเอาความพี่สาวเ้าแล้วกัน”
“ขอบคุณใต้เท้า”
มู่หรานหรานเม้มปากแน่นด้วยความขัดใจแต่เลือกที่จะยุติการวิวาทกับอีกฝ่าย แล้วหันมาสนใจน้องสาวของตนแทน “ไหนดูคอเ้าสิเป็อย่างไรบ้าง หากเป็แผลเป็ขึ้นมาจะทำอย่างไร พานายของพวกเ้าไปทำแผลก่อนเร็วเข้า”ท้ายประโยคหญิงสาวหันไปเอ่ยกับบ่าวรับใช้ของมู่เจี๋ยอินสีหน้าเคร่งเครียด
ขณะที่หันมาเอ่ยกับบ่าวรับใช้ของมู่เจี๋ยอินนี่เองหางตาของหญิงสาวก็สังเกตเห็นหานลู่ยืนห่างออกไปไม่ไกล จึงนึกขึ้นมาได้ว่านางจะเอาผ้าเช็ดหน้าที่นางให้บ่าวไพร่ซักจนสะอาดแล้วไปคืนชายหนุ่ม
ทว่าพอเอ่ยสั่งความบ่าวไพร่เสร็จสรรพหันมาอีกที คนก็หายตัวไปแล้วมู่หรานหรานจึงเดินตามไปยังทิศทางที่เห็นชายหนุ่มยืนอยู่ก่อนจะหายตัวไปก็มองเห็นแผ่นหลังของอีกฝ่ายไว ๆ แต่เหตุใดถึงได้เดินเร็วนักราวกับโดนภูตผีไล่ตามอย่างไรอย่างนั้น
มู่หรานหรานจากที่เดินตามจึงกลายเป็วิ่งเหยาะ ๆแล้วก็สังเกตเห็นว่าเส้นทางที่ชายหนุ่มเดินไปนั้นมีปัญหาอยู่บ้างเพราะไม่ใช่เส้นทางที่คนในจวนใช้เดินกัน ซ้ำยังเป็จุดที่ลับหูลับตาคนเห็นดังนั้นมู่หรานหรานก็คิดว่าสารถีผู้นี้มีพิรุธ หญิงสาวจึงวิ่งเหยาะ ๆตามไปเรื่อย ๆ ไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว
เมื่อวิ่งตามมาจนใกล้จะถึงกำแพงท้ายจวนมู่หรานหรานก็เห็นอีกฝ่ายกำลังะโขึ้นไปบนกำแพงหญิงสาวเร่งความเร็วในการวิ่งทันที ก่อนจะประชิดถึงตัว แล้วคว้าจับชายกางเกงเก่า ๆที่ถูกซักจนเปื่อยของอีกฝ่ายไว้ได้ จนแทบจะขาดติดมือนางมา
หานลู่ที่กำลังตั้งท่าเตรียมจะะโออกไปนอกจวนเมื่อถูกดึงรั้งไว้อย่างกะทันหันตัวคนก็เอียงกระเท่เร่ทำท่าจะพลัดตกลงมาจากกำแพงแต่หลังจากโงนเงนอยู่ชั่วครู่ก็ขืนตัวกลับมาตั้งตรงได้ในที่สุดแต่งอบที่เคยสวมอยู่บนศีรษะตลอดเวลากลับร่วงลงพื้นไปเสียแล้ว
มู่หรานหรานมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายที่เคยถูกเงาของงอบบดบังไปกว่าครึ่งอยู่เสมอได้อย่างชัดเจนในที่สุด
ผิวหน้าขาวซีดราวกับคนไม่เคยต้องแสงแดดจมูกโด่งเป็สันรับกับคิ้วกระบี่ ดูเหมือนจะเป็จุดที่เพิ่มความคมคายและความหล่อเหลาให้กับใบหน้านี้ที่สุดแล้วไหนจะริมฝีปากได้รูปสีแดงจัดนั่นอีกไม่เหมาะกับการเป็สารถีรถม้าเลยแม้แต่น้อย
แต่สิ่งที่ทำให้มู่หรานหรานอึ้งงันไปไม่ใช่ความหล่อเหลาเกินกว่าฐานะความเป็สารถีของอีกฝ่าย ทว่ากลับเป็ั์ตาสีนิลกาฬคู่นั้นต่างหากที่แลดูลึกล้ำนุ่มนวล และอบอุ่น ให้ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจและผ่อนคลายทั้งยังแฝงความเศร้าจาง ๆ ซึ่งทำให้นางรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
จู่ ๆ มู่หรานหรานก็น้ำตาคลอไม่รู้ว่าความซาบซึ้งใจระคนเศร้าระทมนี้ผุดขึ้นมาจนท่วมท้นใจนางเช่นนี้ได้อย่างไรจนหญิงสาวแทบอยากจะพุ่งตัวเข้าไปกอดอีกฝ่ายทั้งที่เคยคุยกันแค่เพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้น
หานลู่ก้มหน้าลงมองผู้ที่ดึงเขาไว้ แม้ใบหน้าจะเรียบเฉยแต่แววตาฉายความใขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างนึกขัดใจทว่าไม่ได้ขัดใจหญิงสาวที่มาขวาง แต่ขัดใจร่างซึ่งราวกับฟืนเปียก ๆใช้การไม่ได้ร่างนี้ ที่วรยุทธ์ก็ไม่มี ซ้ำหูยังไม่ดีอีก ปล่อยให้มีคนตามมาได้โดยไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
ความรู้สึกขัดใจในคราแรกของหานลู่พลันเปลี่ยนเป็ความใขึ้นมาเต็มสิบส่วนและสาเหตุของความใที่กระทบจิตใจของเขาอย่างรุนแรงจนไม่สามารถซุกซ่อนเอาไว้ภายใต้ใบหน้าอันเรียบเฉยได้เหมือนอย่างเคยนี้ก็คือน้ำตาของสตรีตรงหน้า
“คุณหนู!”
มู่หรานหรานได้ยินเสียงเรียกด้วยความใของหานลู่ก็เหมือนจะได้สติรีบสูดจมูกเก็บน้ำตา ก่อนที่สายตาที่มองหานลู่อย่างลึกซึ้งและเต็มไปด้วยคลื่นอารมณ์มากมายที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็คำพูดได้นั้นจะแปรเปลี่ยนเป็ดื้อดึงและกรุ่นโกรธ
แววตาของหานลู่สับสน ก่อนจะเอ่ยถามหญิงสาวออกไป“คุณหนูมาทำอะไรตรงนี้ขอรับ”
มู่หรานหรานสะบัดเสียงตอบ โดยที่มือก็ยังคงกำชายกางเกงของอีกฝ่ายไว้แน่น“แล้วท่านเล่า พอจวนนี้เกิดเื่ก็คิดจะหนีเอาตัวรอดงั้นหรือ”
หญิงสาวไม่รู้ตัวเลยว่าจู่ ๆนางก็รู้สึกสนิทสนมและคุ้นเคยกับอีกฝ่ายราวกับเป็คนในครอบครัวไปแล้วและยังวางใจที่จะแสดงความเป็ตัวเองออกมาอย่างซื่อตรง ไม่คิดเก็บงำความรู้สึกแล้วฉาบทาผิวหน้าด้วยมารยาทอย่างที่ปฏิบัติกับบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันเพียงผิวเผินทั่วๆ ไป โดยไม่นึกกลัวว่าอีกฝ่ายจะรังเกียจ หรือนึกรำคาญในความไร้เหตุผลของนาง
หานลู่ไม่ได้นึกรังเกียจหรือรำคาญหญิงสาวจริง ๆ แต่กลับรู้สึกลำบากใจชายหนุ่มทำสีหน้ายุ่งยากใจ ก่อนจะหาถ้อยคำมาอธิบายกับนาง “ไม่ใช่เช่นนั้น...คุณหนูรีบกลับเข้าไปในจวนเถอะขอรับ เดี๋ยวทหารอวี่หลินมาเห็นเข้า”
มู่หรานหรานยังคงกล่าวกับชายหนุ่มอย่างดื้อรั้น “ไม่ข้าจะไปตามหาพี่ใหญ่ ท่านพาข้าออกไปก่อน แล้วท่านจะหนีไปที่ใดก็ไป”
“คุณหนู! มันไม่ง่ายดายเพียงนั้น” หานลู่เริ่มร้อนใจเพราะหากยังยื้อยุดกันอยู่เช่นนี้ คงไม่แคล้วโดนจับได้ก่อนจะได้ออกไปแน่
สุดท้ายชายหนุ่มจึงเบนสายตาไปยังด้านล่างกำแพงอีกฝั่งหนึ่งปลายคางเงยขึ้นเล็กน้อยเร็ว ๆ ทีหนึ่งจนแทบสังเกตไม่เห็น ก่อนจะะโกลับลงมา
หานลู่ย่อตัวลงนั่งยอง ๆ “ล่วงเกินแล้ว คุณหนูเหยียบยืนบนไหล่ข้าน้อย”
มู่หรานหรานไม่มีทีท่าลังเลแม้แต่น้อย หญิงสาวยกชายกระโปรงขึ้นก่อนจะก้าวเท้าขึ้นเหยียบบนไหล่ชายหนุ่ม พลางใช้มือเกาะกำแพงไว้
หานลู่ค่อย ๆ ยืนขึ้นช้า ๆ ส่งมู่หรานหรานขึ้นนั่งบนกำแพงจนเรียบร้อยชายหนุ่มจึงค่อยะโตามขึ้นไปอย่างไม่ค่อยจะราบรื่นนักด้วยข้อจำกัดของร่างกายที่แทบจะไร้ประโยชน์นี้
มู่หรานหรานก้มลงมองไปยังด้านล่างกำแพงฝั่งด้านนอกจวนเห็นร่างของทหารกองกำลังอวี่หลินนอนสลบอยู่กลาดเกลื่อน สีหน้าก็แข็งค้างก่อนจะหันมามองหานลู่ด้วยสายตาจับผิด
“สารถีรถม้าผู้หนึ่ง ทำเช่นนี้ได้อย่างไร”
หานลู่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย “คุณหนูอย่าเพิ่งถามอะไรเลยรีบไปกันก่อนเถิดขอรับ”
หานลู่ะโลงพื้นนำไปก่อน ก่อนจะชูแขนขึ้นเพื่อรอรับมู่หรานหราน
หญิงสาวะโลงมาสู่อ้อมแขนของชายหนุ่มโดยปราศจากท่าทีขัดเขิน แต่กลับเต็มไปด้วยความวางใจและไว้เนื้อเชื่อใจอย่างที่สุดผู้ที่เกิดความกระดากอายกลับเป็ชายหนุ่มเสียเอง
ของล้ำค่าที่เคยได้แต่แหงนหน้าเฝ้ามองไม่เคยมีความคิดอาจเอื้อมไปแตะต้องหรือในยามที่เกิดเหตุไม่คาดฝันทำให้ของสิ่งนั้นร่วงตกลงสู่มือของเขาเองเช่นนี้ย่อมทำให้จิตใจสูญเสียสมดุลไปไม่น้อย กระทั่งเกือบจะลืมวิธีการหายใจ
พวงแก้มขาวนวลเนียนของมู่หรานหรานเฉียดผ่านปลายจมูกโด่งของหานลู่ไปััที่ชายหนุ่มได้รับคงไม่ต่างกับในยามที่ดอกหญ้าสีเหลืองทองโดนแมลงที่ได้ชื่อว่าเป็แมลงที่งดงามที่สุดอย่างผีเสื้อมาดอมดมอย่างหยอกเย้าแล้วก็บินจากไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งความว้าวุ่นใจไว้ให้อีกฝ่ายอย่างไร้ความรับผิดชอบ
หานลู่เผลอสูดดมกลิ่นหอมจากพวงแก้มของหญิงสาวเข้าไปแวบหนึ่งก่อนรีบกลั้นหายใจ เพราะแม้แต่กลิ่นจากกายของนางเขาก็ไม่กล้าคิดว่าตนเองจะมีสิทธิ์ดอมดมทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็ตัวนางล้วนล้ำค่าเกินกว่าที่เขาจะคู่ควร
ความเจียมเนื้อเจียมตัวได้ซึมลึกจนสลักแน่นติดอยู่ในกมลสันดานของหานลู่แม้ว่าสถานะของชายหนุ่มในตอนนี้จะเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อครั้งอดีตราวพลิกแผ่นดินกับผืนฟ้าแล้วก็ตาม
หานลู่คลายวงแขนให้มู่หรานหรานค่อย ๆ ไถลตัวลงมายืนบนพื้นเมื่อหญิงสาวยืนได้อย่างมั่นคงแล้ว ก็ย่อตัวลงเก็บงอบของชายหนุ่มที่ตกอยู่ใกล้ ๆมาใส่ไว้เสียเอง หมายจะใช้มันเพื่ออำพรางตัว
หานลู่ไม่ว่าอะไร เพียงแต่ยืนมองนางด้วยแววตาเจือความเอ็นดูเงียบ ๆ“จากตรงนี้เราต้องเดินไปยังประตูเมืองทิศตะวันออก หนทางไกลไม่น้อยแต่หากใช้ม้าหรือรถม้าก็จะเป็ที่ผิดสังเกต” เอ่ยราวกับจะหยั่งเชิงจบหานลู่ก็เงียบไป พลางยืนรอคำตอบไปพร้อม ๆ กับคอยสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่ายทว่าคำตอบที่ได้รับและท่าทางที่หญิงสาวแสดงออกมากลับผิดไปจากการคาดการณ์ของหานลู่อย่างสิ้นเชิง
“ท่านเดินนำไปสิ” นอกจากจะไม่เปลี่ยนใจแล้วยังตอบออกมาโดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
หานลู่ยืนทึ่มทื่อไปเป็ครึ่งค่อนวันก่อนจะเอ่ยรับคำแล้วออกเดินนำหน้ามู่หรานหรานไปด้วยจังหวะการย่างก้าวที่จงใจผ่อนให้ช้าลงกว่าปกติเล็กน้อยเพื่อให้หญิงสาวตามทัน
หลังจากที่ไป๋เหลียนฮวาผละจากความวุ่นวายที่ด้านหน้าจวนมาได้ก็ไม่ได้กลับเข้าเรือนไปพักผ่อนแต่อย่างใดแต่กลับให้มู่เจียวเหมยกับมู่เจินประคองแขนคนละข้างพานางเดินมุ่งหน้าไปยังศาลบรรพชน หมายจะสวดมนต์เพื่อสงบจิตสงบใจ
เวลาล่วงเลยผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม[1]ประตูศาลบรรพชนก็ถูกผลักเปิดออก พร้อมการปรากฏกายของมู่ไป๋หงที่มีสภาพน้ำตาไหลอาบแก้มท่าทางลนลานคล้ายหวาดกลัวและกลัดกลุ้มจนขาดสติ
ยังไม่ทันจะงับประตูปิดมู่ไป๋หงก็เอ่ยรายงานพลางร่ำไห้ “ฮูหยิน... ฮูหยินเ้าคะคุณหนูของบ่าว ไปแล้ว หายไปแล้วเ้าค่ะ”
ไป๋เหลียนฮวาดีดตัวลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหันจากท่านั่งคุกเข่าจนเข่าอ่อนหน้ามืดล้มลงไปอีกครา ก่อนจะปรับลมหายใจแล้วละล่ำละลักเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหย “ท่านพี่รู้เื่นี้หรือไม่แล้วให้คนออกตามหานางแล้วหรือยัง”
สีหน้ามู่ไป๋หงยิ่งกลัดกลุ้ม “บ่าวแจ้งนายท่านแล้ว แต่นายท่านก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีเ้าค่ะเพราะไม่ว่าใครก็ออกจากจวนไม่ได้ แล้วยิ่งไม่อาจกระโตกกระตากให้ทหารพวกนั้นรู้ว่าคุณหนูหายออกจากจวนไป”
ท้ายเสียงของมู่ไป๋หงกลืนหายไปกับเสียงตวาดของทหารสังกัดกองกำลังอวี่หลินที่เอ่ยเรียกคนทั้งหมดในจวนออกไปรวมตัวกันที่ลานด้านหน้าจวน
ทั้งมู่ไป๋หงและไป๋เหลียนฮวาต่างสะดุ้งเฮือกมีเพียงมู่เจียวเหมยกับมู่เจินที่ยังคงรักษาท่าทางสงบนิ่งเอาไว้ได้แม้แววตาจะสาดประกายเดือดดาลและเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ
“เกิดเื่อะไรขึ้นอีกแล้วข้าทำเวรทำกรรมอะไรไว้กับคนพวกนี้นะ” ไป๋เหลียนฮวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความระทดท้อ
มู่เจียวเหมยเกาะแขนมารดา คล้ายจะปลอบประโลมพลางเอ่ย“เดี๋ยวลูกจะออกไปดูก่อน ท่านแม่ค่อยให้ท่านน้าทั้งสองพาตามลูกออกไปนะเ้าคะ”
ที่ลานด้านหน้าจวนไท่ฟู่ทั้งบ่าวไพร่นับร้อยและเ้านายทุกคนล้วนออกมารวมตัวกันอีกครั้ง
“ออกมากันครบแล้วใช่หรือไม่ หากขาดไปแม้แต่คนเดียว คนผู้นั้นจะถูกจับตัวมารับโทษ”ผู้นำกองกำลังอวี่หลินประกาศกร้าวขึ้น
ไม่มีเสียงตอบกลับมาราวกับทุกชีวิตในจวนไท่ฟู่กลายเป็เบื้อใบ้กันไปหมด
มู่เหวินฮวนที่ถือเป็ผู้นำของจวน แม้จะเป็ขุนนางสายบุ๋นที่สมควรต้องมีวาทศิลป์เป็เลิศ แต่เขากลับเป็ข้อยกเว้น เพราะความคิดของมู่เหวินฮวนซื่อตรงเกินไปทั้งยังไร้เล่ห์ และปราศจากเหลี่ยมคมใด ๆในยามที่ต้องรับมือกับสถานการณ์ล่อแหลมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าจึงไม่รู้ว่าจะรับมือเช่นไรได้แต่ยืนจมจ่อมอยู่ในความคิดที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลของตนเอง
เมื่อไม่มีเสียงตอบ ผู้นำคนดังกล่าวก็ยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทหารของตนลงมือตรวจนับจำนวนคนให้ตรงตามทะเบียนสำมะโนครัว
ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปทหารผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจนับจำนวนคนก็หันไปกระซิบความบางอย่างกับผู้นำของตนจนดวงตาของอีกฝ่ายปรากฏแววเดือดดาล พร้อมกับเอ่ยถามเสียงกราดเกรี้ยวออกมาทันที
“บุตรสาวลำดับรองตระกูลมู่หายไปไหนสารถีรถม้าที่มีรายชื่ออยู่ลำดับล่างสุดหายไปไหน!”
คนที่รู้ว่ามู่หรานหรานหายไปอยู่ก่อนแล้วเมื่อรู้ว่าสารถีรถม้าก็มาหายไปด้วย สีหน้าก็ยิ่งย่ำแย่เหตุเพราะเป็ข่าวที่ได้รับรู้อย่างกะทันหันและเป็ข่าวที่สร้างความะเืใจเป็อย่างยิ่ง
ชายหญิงคู่หนึ่งหายไปพร้อมกันต่อให้เป็เื่บังเอิญแต่ผู้คนก็พากันจินตนาการไปไกลถึงเื่ราวที่เลวร้ายและโสมมถึงที่สุดแล้ว
“บุรุษหนึ่งคน กับสตรีอีกหนึ่งคน หายไปพร้อมกันเช่นนี้หนีตามกันไปหรือ แต่ต่อให้ข้าอยากจะสงเคราะห์ให้กับความรักอันกล้าหาญในครั้งนี้เพียงใดแต่คนคู่นี้นับว่ามีขวัญกล้าเทียมฟ้าเกินไปที่มาเลือกหนีตามกันไปในเวลาเช่นนี้และข้าถือว่านี่เป็การฝ่าฝืนพระราชโองการของฮ่องเต้” เมื่อไม่มีใครตอบผู้นำกองกำลังอวี่หลินจึงได้ที เอ่ยพ่นวาจาสาดเสียเทเสียออกมาไม่หยุดด้วยความคับแค้นใจส่วนตัวเกินกว่าจะเป็การกระทำที่อยู่ในขอบข่ายหน้าที่ของตน
มู่เจียวเหมยหมดความอดทนในที่สุดจึงะโออกมาด้วยน้ำเสียงที่กราดเกรี้ยวไม่แพ้กัน“ในขณะที่พวกเ้ามาปิดล้อมจวนอย่างแ่าราวกับแหฟ้าตาข่ายดินเช่นนี้แต่พี่สาวข้ากลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้ หากพวกเ้าไร้ฝีมือก็เก็บปากสุนัขของเ้าไปซะอย่ามาเห่าหอนให้ระคายหู”
ใบหน้าของผู้นำกองกำลังอวี่หลินเขียวคล้ำราวกับอมมูลสุนัขก่อนจะฝืนหัวเราะเสียงหยันออกมา แล้วเอ่ยว่า “สตรีตระกูลมู่ล้วนมีใบหน้างดงามแต่เื่ฝีปาก แม่ค้าในตลาดยังไม่กล้าประมือ... ทหาร! หาอะไรมาอุดปากนางไว้แล้วจัดกำลังทหารออกตามหาคนเดี๋ยวนี้”
นับจากที่หานลู่และมู่หรานหรานเริ่มเดินทางออกจากจวนไท่ฟู่ในเขตนครตะวันตกจวบจนมาถึงเขตวังต้องห้ามรวมระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางได้ราว ๆ เกือบครึ่งชั่วยาม
มู่หรานหรานที่ใช้ชีวิตตามแบบฉบับคุณหนูในเมืองหลวงทุกประการไหนเลยจะเคยเดินนานถึงเพียงนี้ เดินจนรองเท้าราคาแพงแทบสึกอาการปวดฝ่าเท้าเริ่มจู่โจมมู่หรานหรานหนักขึ้นเรื่อย ๆถึงกระนั้นนางไม่คิดจะปริปากบอกให้หานลู่รู้แม้แต่คำเดียว
หากให้อีกฝ่ายรู้ นางจะแปรสภาพจากคนดี ๆผู้หนึ่งกลายเป็ภาระในสายตาเขาทันที ถึงตอนนั้นแล้วไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะจัดการกับนางเช่นไรทิ้งนางแล้วหนีไปหรือนึกสมเพชนางแล้วพากลับจวน ก็สุดรู้แต่ไม่ว่าจะเป็ทางใดนางก็ไม่ยินยอมพร้อมใจทั้งสิ้นจึงได้แต่ฝืนกัดฟันเดินต่อไปจนกว่าจะแน่ใจว่านางสามารถออกจากฉางอันได้อย่างราบรื่นโดยไม่มีใครตาม
มู่หรานหรานเดินไปกอดแขนหานลู่ไว้เพื่ออาศัยร่างกายของอีกฝ่ายต่างไม้ค้ำชายหนุ่มมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก จนท้ายที่สุดก็อดที่จะเอ่ยทักท้วงออกมาไม่ได้ “คุณหนูทำเช่นนี้ หากชาวบ้านสังเกตเห็น คุณหนูจะเสียหายนะขอรับ”
มู่หรานหรานกลอกตา พลางลอบถอนหายใจอย่างระอา“อย่าคร่ำครึนักจะได้หรือไม่”
หานลู่หมดปัญญาจะโต้แย้ง ได้แต่ยอมให้อีกฝ่ายกระทำตามใจพลางนึกปลอบใจตัวเองว่าอย่างน้อยงอบบนศีรษะนางก็คงช่วยอำพรางใบหน้าของนางจากสายตาผู้คนได้บ้าง
ทั้งคู่เดินต่อมาได้อีกครึ่งชั่วยามก็มาถึงเขตนครตะวันออกที่คลาคล่ำไปด้วยเหลาสุราบ่อนพนัน และหอนางโลม
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าซอยถี่ยิบเป็จังหวะจะโคนอย่างพร้อมเพรียงกันของคนกลุ่มใหญ่ก็ดังแว่วมาจากทางด้านหลัง
ใบหน้าของหานลู่กระตุกเล็กน้อยก่อนที่ในเวลาต่อมาชายหนุ่มจะเหลือบไปเห็นว่าที่ตรอกข้างหอนางโลมมีชายหนุ่มหญิงสาวหลายคู่กำลังพลอดรักกันอยู่อย่างโจ่งแจ้ง
หานลู่ตัดสินใจดึงมู่หรานหรานเข้าไปในตรอกดังกล่าวก่อนจะผลักหญิงสาวจนแผ่นหลังบอบบางกระแทกเข้ากับกำแพงข้างหอนางโลมอย่างไม่เบานัก
มู่หรานหรานตอบสนองไปตามสัญชาตญาณอย่างรวดเร็วพลิกฝ่ามือยันเข้ากับกำแพงเพื่อลดแรงกระแทกทำให้งอบที่สวมอยู่บนศีรษะกระเด็นหลุดลงบนพื้น พร้อม ๆกับที่กำไลหยกสลักอักษรเซียวที่สวมอยู่บนมือขวากระทบกับผนังกำแพงอย่างแรงจนแตกออกเป็สองเสี่ยง
ร่างสูงใหญ่ของหานลู่ ที่แม้จะขาดความกำยำเฉกเช่นชายชาติทหารไปบ้างแต่ก็ยังสามารถบดบังเรือนร่างโปร่งบางของหญิงสาวจนมิดและในเวลาเดียวกันกับที่ทหารสังกัดกองกำลังอวี่หลินจำนวนหนึ่งวิ่งกรูกันอย่างเป็ระเบียบเข้ามาในตรอกชายหนุ่มก็โน้มใบหน้าลงกระซิบชิดใบหูของหญิงสาว
“หลังจากตามหาคุณชายใหญ่พบข้าน้อยพร้อมรอรับโทษทัณฑ์ที่ได้ล่วงเกินคุณหนูในครั้งนี้ แต่ตอนนี้ขอคุณหนูโปรดอยู่นิ่ง ๆ สักครู่” น้ำเสียงที่เคร่งเครียดจริงจังของชายหนุ่มขัดกับอากัปกิริยาวาบหวามที่แสดงออก
มู่หรานหรานย่อมต้องรู้สึกตกตะลึงไม่น้อยในวินาทีแรกแต่หลังจากนั้นหญิงสาวก็ไม่ได้รู้สึกถึงภัยคุกคามที่จะตามมาจากการจู่โจมอย่างกะทันหันของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อยทั้งยังรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยจนนางนึกแปลกใจตัวเอง
[1] ชั่วยาม เป็การนับเวลาของจีน โดยหนึ่งชั่วยามเท่ากับ สองชั่วโมง