บรรยากาศใต้ทะเลลึกเต็มไปด้วยความเงียบสงบและความมืดปกคลุมทุกพื้นที่ เซนต้องใช้เวลาสักพักกว่าสายตาของตนนั้นจะชินกับความมืด เมื่อสายตาเขาเริ่มปรับเข้ากับความมืดได้เขาก็เริ่มมองเห็นร่างอันคุ้นเคยของอาร์เจนโต้ได้อย่างชัดเจน
“ไม่ได้เจอกันนานเลย อาร์เจนโต้”
เซนกล่าวออกมาในขณะเดียวกันอาร์เจนโต้มันเองก็เหมือนจะผงกศีรษะของมันรับ ราวกับว่ามันกล่าวตอบกลับเซนมาว่า” ไม่ได้พบกันนานเช่นกัน”
เมื่อได้พบสหายที่นานๆ จะพบกันทีเซนจึงใช้เวลากับมันสักพัก โดยเข้าได้ไปนั่งบนหัวของมันพร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เขาเจอมาตลอดระยะเวลาที่แยกจากกัน ซึ่งอาร์เจนโต้นั้นก็ดูเหมือนจะเข้าใจทุกคำพูดที่เซนกล่าว เมื่อชายหนุ่มกล่าวถึงเรื่องราวที่เขาจำต้องไปยังยมโลก อาร์เจนโต้ก็เหมือนจะมีปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปราวกับว่ามันตกตะลึง แต่ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีมันก็กลับมาเป็นปกติ
“เจ้ารู้จักยมโลก?”
เซนกล่าวถามอาร์เจนโต้เมื่อเห็นปฏิกิริยาของมัน ซึ่งฝ่ายตรงข้ามนั้นเพียงส่งเสียงออกมาเบาๆ เท่านั้นซึ่งเซนคิดว่ามันน่าจะตอบว่ารู้จัก ในระหว่างที่การบอกเล่าเรื่องราวของเซนมาถึงจุดสิ้นสุดแล้วนั้นอาร์เจนโต้อยู่ๆ ก็ได้เคลื่อนไหวร่างกายของมันอย่างรวดเร็วทำให้เซนที่เกาะอยู่บนหลังของมันต้องจับยึดเกล็ดเพื่อไม่ให้ตนถูกพัดตกลงไป
“จะพาข้าไปไหนเหรอ?”
เซนกล่าวถาม อย่างไรก็ตามอาร์เจนโต้กลับตอบมาด้วยการคำรามรอบหนึ่งเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าเซนไม่อาจเข้าใจได้ เขาจะเข้าใจมันเพียงแค่ภาษาพื้นฐานเท่านั้นเขาไม่อาจเข้าใจภาษาที่ซับซ้อนไปกว่านั้นได้แม้ว่าจะใช้ชีวิตกันมากกว่าสองปีก็ตาม
เมื่อเซนอยู่กับอาร์เจนโต้ทำให้ระหว่างทางที่มันเคลื่อนที่ผ่านไปนั้นสัตว์ร้ายร่างยักษ์มากมายต่างหลีกหนี แม้ว่ามันจะเรียกว่าสัตว์ทะเลยักษ์แต่พวกมันกลับตัวเล็กเกือบเท่ามดเมื่อมาเทียบกับขนาดตัวของอาร์เจนโต้
แค่เพียงอาร์เจนโต้เคลื่อนตัวผ่านพวกมันต่างพากันหลบหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย นั่นแสดงให้เห็นว่าอาร์เจนโต้นั้นเป็นผู้ปกครองใต้ทะเลลึกแห่งนี้อย่างแท้จริง
“หืม?”
ขณะเดียวกันเซนก็สังเกตทิวทัศน์เบื้องหน้าเขาก็พบว่ามีสิ่งปลูกสร้างปรากฏขึ้นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกตกตะลึงและไม่เข้าใจ เพราะใต้ทะเลลึกที่มีแรงดันมหาศาลเช่นนี้กลับสามารถมีสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาได้ นอกจากนี้สิ่งปลูกสร้างนั้นยังไม่ใช่แค่เศษซากแต่มันอยู่ในรูปแบบที่สมบูรณ์ราวกับว่ามันไม่สามารถเสื่อมสลายได้
เมื่ออาร์เจนโต้เข้าใกล้สิ่งปลูกสร้างแห่งนั้นยิ่งทำให้เซนที่เห็นมันชัดเจนขึ้นต้องตกตะลึงยิ่งกว่าเก่า เพราะภาพเบื้องหน้าของเขาตอนนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นวิหารขนาดใหญ่ เรียกวิหารอาจจะไม่เหมาะสมมันควรจะเรียกว่ามหาวิหารเสียมากกว่า
วิหารทรงสี่เหลี่ยมประกอบด้วยแร่สีทองหม่นและแร่สีขาวสว่างสลับกันอย่างลงตัว ขณะที่เซนกำลังตกอยู่ในภวังค์ในการสังเกตนั้นความเร็วของอาร์เจนโต้ก็ค่อยๆ ลดลงก่อนที่มันจะเอาหัวของมันก้มต่ำลงไปที่หน้ามหาวิหารนั้นเพื่อให้เซนได้ลงไปจากหัวของมันเพื่อเข้าสู่วิหาร
เมื่อเซนลงมาเหยียบบนพื้นของวิหารเขาก็รู้สึกว่ามันก็เหมือนกับสิ่งปลูกสร้างปกติทั่วไป อย่างไรก็ตามแร่ที่ใช้สร้างโบราณสถานแห่งนี้นั้นทำให้เซนต้องอ้าปากค้างและจ้องมองมันด้วยความโลภ เมื่อเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นในหัว
[มหาราชันโลหะ : วัตถุไม่สามารถประเมินเกรดได้ มีความทนทานสูงสุดในโลกแห่งนี้และยากที่จะทำลายล้าง]
นั่นคือคำอธิบายสั้นๆ ที่เซนรู้สึกว่าเขาไม่สามารถแม้แต่จะได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมจากคำอธิบายนั้นเลยแม้แต่น้อย เซนสำรวจหน้าทางเข้าของวิหารและพบว่าสุดทางเดินนั้นมีบานประตูขนาดใหญ่เพื่อเข้าสู่วิหารอยู่ ประตูสลักด้วยลวดลายที่ยากจะตีความแต่เซนเหมือนจะเห็นเป็นภาพของการต่อสู้ระหว่างสองฝ่าย ซึ่งอีกฝ่ายนั้นดูเหมือนจะเป็นตัวตนที่ดูเหมือนพวกดี ส่วนอีกฝ่ายดูอำมหิตและดูชั่วร้ายอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อมองมันจนพอใจแล้วเซนก็เดินไปใกล้ๆ ประตูบานนั้นก่อนที่จะออกแรงผลักมัน อย่างไรก็ตามบานประตูกลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อยนั่นทำให้เซนรู้สึกว่าต้องออกแรงเพิ่มขึ้นอีก แต่ภาพต่อมากลับทำให้เซนต้องเหนื่อยฟรีเพราะไม่ว่าเขาจะออกแรงมากสักแค่ไหนเขาก็ยังไม่สามารถแม้แต่จะทำให้บานประตูทางเข้านั้นขยับได้เลย
“คงต้องลองโจมตีมันดูแล้ว”
เซนเมื่อคิดได้เช่นนั้นก็หยิบดาบกระดูกของตนออกมา ก่อนที่จะตั้งท่าฟันง่ายๆ พร้อมกับฟันไปที่ประตูนั้นอย่างรวดเร็วและใช้แรงกายสูงสุด
“เคร้ง!”
เสียงของการปะทะกันระหว่างโลหะได้ดังขึ้นไปทั่วทั้งใต้ทะเลลึก อย่างไรก็ตามเซนกลับค้นพบว่าบานประตูนั้นไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย แม้แต่รอยดาบสักนิดก็ไม่ปรากฏให้เห็น ในขณะที่ใบดาบในมือของเซนเกิดรอยแตกอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น
“เป็นไปได้ยังไง”
เซนอุทานออกมาอย่างตกตะลึง เพราะการที่จะมีสิ่งที่ทำให้ดาบกระดูกนี้เกิดรอยเช่นนี้ได้นั้นเขาคิดว่าบนโลกนี้อาจจะไม่มีสิ่งของเช่นนั้นและไม่มีใครทำได้ แต่วันนี้เขากลับมาเห็นกลับตาว่าบานประตูเบื้องหน้าทำได้
อย่างไรก็ตามเซนไม่ได้กังวลเกี่ยวกับดาบกระดูกของเขาเพราะไม่นานรอยแตกบนดาบก็ค่อยๆ ฟื้นตัวและกลับมาเป็นสภาพปกติ เพราะถึงอย่างไรมันก็คือส่วนหนึ่งของผู้เฝ้าประตูยมโลกมันย่อมไม่ใช้วัตถุธรรมดาที่นำสามัญสำนึกปกติมาวัดได้
เซนที่รู้สึกหมดหนทางจึงได้หันไปกล่าวถามกับอาร์เจนโต้
“เจ้าต้องการให้ข้าเข้าไปในนี้ให้ได้ใช่ไหม?”
เมื่อเซนถามไปเช่นนั้นอาร์เจนโต้มันก็ได้พยักหน้าของมันช้าๆ ซึ่งหมายความว่า” ใช่”
“ดูจากบานประตูนี้แล้วความแข็งแกร่งของข้าในตอนนี้ยังห่างไกลที่จะเปิดมันได้ อย่างน้อยข้าจำเป็นต้องบรรลุถึงระดับที่เหนือกว่าเทวะขึ้นไปอีก…”
เมื่อเซนกล่าวออกมาเช่นนั้นเขาก็ได้สังเกตท่าทีของอาร์เจนโต้ อย่างไรก็ตามอาร์เจนโต้นั้นไม่ได้แสดงท่าทีที่ผิดหวังออกมาเลยแม้แต่น้อย เซนคิดว่าบางทีมันอาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้ว่าเซนไม่สามารถเปิดประตูวิหารได้ มันเพียงแค่พามาที่นี่เพื่อให้เซนช่วยเหลือมันหากเขาแข็งแกร่งขึ้นในอนาคต
“ข้าสัญญาหากมีพลังที่เปิดประตูบานนี้ได้ข้าจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง”
เซนกล่าวขึ้นพร้อมกับกระโดดขึ้นไปบนหัวของอาร์เจนโต้ ซึ่งอาร์เจนโต้ก็ไม่ได้ขัดอะไร
“พาข้าไปที่ทิศทางนั้นที เจ้าคงเหงาแย่ที่อยู่ที่นี่ทำไมไม่ไปส่งข้าที่ทวีปฟ้ากระจ่างล่ะ”
นิ้วของเซนชี้ไปที่ทิศทางตรงข้ามกับวิหารซึ่งอาร์เจนโต้มันก็ได้คำรามออกมาก่อนที่มันจะพุ่งตัวตามทิศทางที่เซนได้ชี้อย่างรวดเร็ว การเดินทางข้ามทวีปที่ควรจะเสียเวลาหลายเดือนอาจจะใช้เวลาเพียงไม่ถึงเดือนเพื่อที่จะเดินทางไปถึง
ในขณะที่เซนจากมาจากวิหารนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนกับบางสิ่งบางอย่างกำลังจ้องมองเขามาจากวิหารดังนั้นชายหนุ่มจึงได้หันกลับไปมองวิหารอย่างรวดเร็ว แต่กลับพบว่ามันก็ไม่มีสิ่งใดปกติและไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่ใกล้บริเวณนั้น
“หรือข้าจะรู้สึกไปเอง”
…..
ณ นครหลวงอารีส หนึ่งในสี่นครหลวงขนาดใหญ่ของทวีปฟ้ากระจ่าง หากจะให้เปรียบเทียบให้เข้าใจคงพูดได้ว่าเป็นประเทศหนึ่งที่ถูกเรียกว่าประเทศระดับหนึ่งนั่นเอง นครหลวงอารีสนั้นถูกปกครองโดยหลายตระกูล อย่างไรก็ตามตระกูลที่เป็นผู้นำอย่างแท้จริงนั้นคือตระกูลแห่งเปลวเพลิง เฟอร์มิเรี่ยน เชื่อกันว่าตระกูลเฟอร์มิเรี่ยนนั้นสืบเชื้อสายมาจากเทพแห่งเปลวเพลิง ฮีเฟสตุส แต่นั่นก็แค่ตำนานที่เล่าขานกันมาเท่านั้น
ณ ทางเข้าของวังหลวงในตระกูลได้ปรากฏร่างอันบอบบางของหญิงสาวที่มีใบหน้างดงามหาผู้ใดเปรียบ และแน่นอนว่าทุกคนในนครหลวงนี้หากพบกับเธอจะต้องจดจำเธอได้แน่นอนเพราะเธอนั้นมีตำแหน่งเป็นถึงบุตรธิดาของผู้นำตระกูลเฟอร์มิเรี่ยนที่ยิ่งใหญ่
“องค์หญิงมารีนเสด็จกลับมาแล้ว!”
ผู้คุมกันเมื่อเห็นการกลับมาของหญิงสาวมันก็ได้คำรามออกมาเสียงดังเพื่อให้คนในตระกูลและทหารองครักษ์คนอื่นๆ ได้ทราบถึงการมาของหญิงสาวและออกมาต้อนรับ