เล่มที่ 1 บทที่ 3รับคำท้า
วาจาสามหาวของเฟิงหลิงทำให้เจียงว่านหลี่ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยเห็นได้ชัดว่างุนงงอยู่บ้างเช่นกัน ไฉนอยู่ๆอีกฝ่ายก็ไม่หวาดกลัวหลิ่วเทียนเหยินแล้ว
เจียงว่านหลี่ยังไม่ทันได้กล่าวอันใดเจียงมู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ได้ชิงตอบกลับไปก่อน “ลุงเจียงจะเสียน้ำลายกลับพวกมันไปไยข้าอยากเห็นเช่นกันว่าพวกมันจะทำให้หมู่บ้านเจียงเรานองเือย่างไร!”
“ใช่แล้ว หัวหน้าหมู่บ้านพวกเราไม่กลัวหรอกนะ!”
“หนูน้อยอวิ๋นเป็คนของหมู่บ้านเรามันผู้ใดบังอาจแตะต้องเขา ให้มันฝ่าด่านข้าไปก่อน!”
ผู้คนของหมู่บ้านเจียงที่อยู่รอบๆต่างเห็นด้วยกับคำพูดของเจียงมู่ทันที ต่างก็กำหมัดชูมือกัดฟันเตรียมพร้อมเปิดศึกกับหมู่บ้านเฟิง
เมื่อพูดถึงการต่อสู้สำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ในูเาหนึ่งแสนไพศาลแล้ว ไม่มีผู้ใดไม่คุ้นเคยเพราะหากพวกเขาคิดจะอยู่รอดในที่แห่งนี้พวกเขาก็จำเป็ต้องต่อสู้กับสัตว์ร้ายต่างๆ นานาเป็ประจำอยู่แล้ว
เื่นี้จากรอยแผลเป็ทั่วร่างเจียงอวิ๋นก็ดูออกได้ไม่ยากแล้ว ตัวเขาที่อายุสิบหกปีสามารถพูดได้อย่างไม่กระดากปากเลยว่า เขาได้ผ่านการต่อสู้มานับร้อยศึกทั้งยังเฉียดตายมาแล้วหลายครั้งหลายครา ดังนั้นคนในูเาแห่งนี้จึงไม่กลัวการต่อสู้
เมื่อเผชิญหน้ากับคนของหมู่บ้านเจียงที่เตรียมพร้อมต่อสู้คนของหมู่บ้านเฟิงเองก็ย่อมไม่ยอมแสดงท่าทีอ่อนแอเหมือนกันแผดเสียงตะคอกอย่างดุดัน “จะสู้ก็สู้ วันนี้พวกเ้าหมู่บ้านเจียงจักต้องหลั่งเืเป็สายธาร!”
“อย่าแตะพวกผู้หญิงนั่นล่ะข้าได้ยินมานานแล้วว่าผู้หญิงของหมู่บ้านเจียงมีเสน่ห์แตกต่างจากที่อื่น หึหึครั้งนี้สามารถจับกลับไปเสพสมได้สักหลายคนพอดี!”
ทั้งสองฝ่ายต่างก็เตรียมพร้อมลงมือศึกใหญ่กำลังจะปะทุขึ้นในไม่ช้าแล้ว แต่อยู่ๆก็มีเสียงตะคอกอันดังสนั่นเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างฉับพลัน ขัดจังหวะของผู้คนทั้งหมด“หุบปาก!”
ฝูงชนมองไปทางต้นเสียงพบว่าผู้ที่เอ่ยพูดขึ้นมาก็คือเจียงอวิ๋นที่เพิ่งแทรกตัวมาอยู่หน้ากลุ่มคน
เจียงอวิ๋นตอนนี้สีหน้าถมึงทึงสองตาเผยประกายอำมหิต
เหมือนกับที่คนของหมู่บ้านเจียงยอมรับเขาเป็ครอบครัวเขาเองก็มองเหล่าคนในหมู่บ้านเป็ดั่งครอบครัวไปนานแล้วเช่นกันเขามองที่นี่เป็บ้านของเขาดังนั้นเขาไม่มีทางยอมให้คนของหมู่บ้านเฟิงใช้วาจาดูิ่เหยียดหยามคนในครอบครัวของตนเด็ดขาด
ยิ่งกว่านั้น เื่ราวทั้งหมดนี้ยังเริ่มต้นขึ้นเพราะเขาด้วย
เจียงอวิ๋นเมื่อสิบปีก่อนยังอายุน้อยตัวเขาในเวลานั้นทำได้เพียงหลบซ่อนอยู่หลังปู่ พึ่งพาการคุ้มครองจากปู่เท่านั้นทว่าตัวเขาในตอนนี้ อายุสิบหกปีแล้ว ตามธรรมเนียมของูเาหนึ่งแสนไพศาลเขากำลังจะเป็ผู้ใหญ่แล้ว
เมื่อเห็นเจียงอวิ๋นปรากฎตัวดวงตาของเฟิงหลิงพลันเป็ประกายทันที กำลังคิดจะอ้าปากพูดทว่าในอากาศกลับมีเสียงทะลวงเวหาอย่างแหลมคมดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ฝึบ!”
คมมีดที่ก่อตัวจากแรงลมสายหนึ่งได้ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่ายิงตรงมาทางเจียงอวิ๋นโดยไร้ซึ่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า ความเร็วสูงถึงขีดสุด
วิชาอาคม!
แม้เวลานี้เขาจะถูกลอบโจมตีทว่าเมื่อได้เห็นคมมีดวายุสายนี้แล้วในใจของเจียงอวิ๋นก็ยังคงเกิดความรู้สึกอิจฉาเสี้ยวหนึ่งขึ้นอย่างไม่อาจเลี่ยงได้เพราะนี่คือความสามารถที่มีเพียงนักพรตเท่านั้นจึงจะใช้ได้
“แต่ว่าวิชาอาคมนี้ยังทำอะไรข้าไม่ได้!”
ดวงตาเจียงอวิ๋นเป็ประกายเย็นเยียบกำลังคิดจะลงมือแล้ว ทว่าเจียงมู่ที่อยู่ข้างกลับชิงลงมือก่อนหนึ่งก้าวชกหมัดเข้าใส่คมมีดวายุนั่นอย่างดุดัน
“เปรี้ยง!”
คมมีดวายุะเิออกในพริบตาแตกสลายไปในอากาศ ส่วนเจียงมู่ก็ชักฝ่ามือกลับด้วยสีหน้าเ็าสายตาจับจ้องไปทางชายหนุ่มที่มีสีหน้าชั่วร้ายซึ่งยืนอยู่หลังเฟิงหลิงกล่าวอย่างเ็า “เฟิงอู๋จี้เ้าเป็ถึงนักพรตที่ก้าวเข้าสู่ระดับเบิกปราณขั้นห้า กลับลอบโจมตีเด็กที่ไม่สามารถบำเพ็ญได้พวกเ้าหมู่บ้านเฟิงไร้ยางอายถึงเพียงนี้เลยหรือ?”
แม้เจียงอวิ๋นไม่อาจบำเพ็ญแต่เขาก็รู้เหมือนกันว่าระดับการบำเพ็ญสามระดับแรกจากสูงไปต่ำสามารถเรียงได้ดังนี้คือ ระดับเบิกปราณ ระดับธรณีมงคล และระดับถ้ำ์ แต่ละระดับยังแบ่งออกได้อีกเก้าขั้น
แม้ระดับเบิกปราณจะดูเป็เพียงระดับเริ่มต้นทว่าทันทีที่ก้าวเข้าไปแล้วก็เทียบเท่ากับการเหยียบย่างขึ้นสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญมรรค ไม่อาจดูแคลนอีกทั้งเจียงอวิ๋นยังรู้ดีว่า ในหมู่บ้านเจียงนั้น ผู้ที่อายุต่ำกว่าสามสิบปีลงมาผู้ที่ระดับสูงสุดจนบัดนี้ก็เพิ่งจะบำเพ็ญถึงระดับเบิกปราณขั้นสี่เท่านั้น
ทว่าชายหนุ่มนามเฟิงอู๋จี้ผู้นี้เพิ่งจะอายุเพียงสิบแปดสิบเก้าปี กลับมีระดับเบิกปราณขั้นห้าแล้วต้องยอมรับเลยว่าเป็อัจฉริยะแห่งการบำเพ็ญ
แต่ยิ่งเป็เช่นนี้ ด้วยฐานะและระดับบำเพ็ญของเขาแล้วกลับยังลอบโจมตีเจียงอวิ๋นการกระทำเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้เขาไร้ยางอายกว่าเดิม
ดวงตาพญาหงส์กับคิ้วเรียวยาวปลายชี้ขึ้นคู่นั้นทำให้เฟิงอู๋จี้มีหน้าตาดูงดงามชดช้อยคล้ายสตรี ซึ่งตอนนี้เขามิเพียงแต่ไม่รู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำเป็เื่ผิดเท่านั้นแต่บนใบหน้ากลับยังเผยสีหน้าหยอกล้อเย้ยหยันออกมาด้วย “ในระหว่างที่เ้าล่าสัตว์ก่อนที่จะลงมือ เ้าทักทายเหยื่อด้วยหรือ?”
“เ้า!”
คำพูดนี้สร้างความเดือดดาลให้คนของหมู่บ้านเจียงอีกครั้งทันทีอีกฝ่ายลอบโจมตียังพอว่า แต่มันกลับยังมองเจียงอวิ๋นเป็เหยื่ออีกนี่เป็การเหยียดหยามอย่างใหญ่หลวงแล้ว
เจียงมู่เอ่ยขึ้นอย่างดุร้าย“ดี วันนี้เป็ข้อยกเว้น เฟิงอู๋จี้ เตรียมตัวตายได้เลย ตอนนี้ข้าจะฆ่าเหยื่ออย่างเ้าทิ้งเหมือนกัน!”
“เจียงมู่ข้าลืมบอกอะไรเ้า!”เฟิงหลิงพลันยิ้มกล่าวอย่างมีเลศนัย“อู๋จี้ถูกผู้าุโของนิกายสังสารวัฏรับเป็ศิษย์สายในแล้วอีกไม่กี่วันก็จะเดินทางไปที่นิกายสังสารวัฏแล้วหากเกิดอันใดขึ้นกับเขาแม้เพียงปลายเล็บ หึหึ!”
เฟิงหลิงไม่ได้กล่าวจบประโยคทว่าในคำพูดมีน้ำเสียงข่มขู่แฝงอยู่ ทำให้เจียงว่านหลี่ เจียงมู่ และคนอื่นๆต่างมีสีหน้าเข้าใจทันที
เจียงมู่สีหน้ามืดมนลงกล่าวว่า “มิน่าล่ะ แม้แต่หลิ่วเทียนเหยินก็ไม่อยู่ในสายตาเ้าที่แท้ก็ได้เกาะบนต้นไม้ใหญ่อย่างนิกายสังสารวัฏแล้วนี่เอง”
เฟิงหลิงเอ่ยขึ้นอย่างกำเริบเสิบสาน“ตอนนี้พวกเ้าเข้าใจแล้วใช่ไหม แม้แต่หลิ่วเทียนเหยินก็คุ้มครองพวกเ้าไม่ได้แล้ว! ถ้าไม่อยากถูกทำลายหมู่บ้านจงส่งตัวเจียงอวิ๋นมาเสียดีๆ และนับจากนี้ไปจงสวามิภักดิ์ต่อหมู่บ้านเฟิง...”
“ส่งหัวมารดาเ้าเถอะไม่ว่านิกายสังสารวัฏจะร้ายกาจเพียงใด ก็ไม่อาจยุ่งเกี่ยวเื่ในูเาเราได้! หัวหน้าหมู่บ้านพวกเราซัดกับมันเลยเถอะ!”
“ใช่แล้วนิกายสังสารวัฏบ้าบออะไรนั่น ข้าไม่กลัวมันหรอก ข้าจะสังหารเฟิงอู๋จี้ทิ้งมันตรงนี้เลยดูสิว่าไอ้นิกายอะไรนั่นจะทำอะไรข้าได้!”
คำพูดของเฟิงหลิงทำให้คนของตระกูลเจียงทั้งหมดเดือดดาลขึ้นอีกครั้งไม่ว่าจะเป็การส่งตัวเจียงอวิ๋น หรือจะเป็การสวามิภักดิ์ต่อหมู่บ้านเฟิงทั้งหมดล้วนเป็เื่ที่พวกเขาไม่อาจยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง
ทันใดนั้นเสียงแหวกอากาศพลันดังขึ้นอีกครั้งแสงทมิฬสายหนึ่งได้ถูกยิงออกจากมือของเจียงอวิ๋น แทงตรงลงบนพื้นตรงหน้าเฟิงอู๋จี้
ขณะเดียวกันเจียงอวิ๋นก็ได้กล่าวขึ้นอย่างเ็า “เฟิงอู๋จี้ เ้ากล้าดึงลูกธนูนี้ออกไหม?”
เสียงที่เคยดังเซ็งแซ่พลันเงียบลงในบัดดลสายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปที่ลูกธนูสีดำที่ปักอยู่ตรงหน้าเฟิงอู๋จี้
ลูกธนูลูกนั้นคือสาสน์ท้าดวล เป็การท้าดวลของเจียงอวิ๋นที่ส่งให้เฟิงอู๋จี้
ขอเพียงเฟิงอู๋จี้ดึงลูกธนูนั่นออกมาก็เท่ากับยอมรับคำท้าของเจียงอวิ๋น
กฎของูเาหนึ่งแสนไพศาลหากทั้งสองหมู่บ้านเกิดความขัดแย้งกันขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นองเืครั้งใหญ่ส่วนใหญ่ก็มักจะแก้ไขปัญหาด้วยการดวลทั้งสิ้น
การดวลก็คือการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งส่งสาสน์ท้าดวลออกมาเลือกหนึ่งคนหรือหลายคนออกมาต่อสู้ประลองกัน
ไม่ว่าจะเป็ฝ่ายท้าหรือฝ่ายรับคำท้าต่างก็เป็ตัวแทนของหมู่บ้านตัวเอง
แต่โดยทั่วไปแล้วผู้ที่ท้าดวลมักจะเลือกผู้ที่มีความแข็งแกร่งใกล้เคียงกับตนเช่นนี้ถึงจะมีโอกาสชนะ
ทว่าเจียงอวิ๋นกลับส่งคำท้าให้กับเฟิงอู๋จี้นับว่าเหนือความคาดหมายของผู้คนทั้งหมดจริงๆ
เพราะเจียงอวิ๋นไม่สามารถบำเพ็ญได้จึงยังเป็เพียงปุถุชนคนทั่วไป แม้คุณสมบัติของร่างกายจะไม่เลวเคยเข้าไปส่วนลึกของูเามาแล้วหลายครั้งแต่อย่างไรเสียเฟิงอู๋จี้ก็เป็นักพรตระดับเบิกปราณขั้นห้า
เจียงอวิ๋นไปท้าดวลกับเฟิงอู๋จี้ในสายตาผู้อื่นจึงเหมือนเด็กน้อยที่เพิ่งหัดเดินไปท้าดวลกับผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่งเปี่ยมพลังรนหาที่ตายโดยแท้
เฟิงอู๋จี้เองก็ชะงักไปเช่นกันจากนั้นก็ยิ้มเย้ยดูถูก “ข้าอยากรู้ว่า เ้าเจียงอวิ๋นเป็ตัวแทนของหมู่บ้านเจียงได้หรือ?”
“น้องอวิ๋นข้าจะดวลกับมันแทนเ้าเอง!”
ชายหนุ่มที่ตัวสูงกว่าเจียงอวิ๋นครึ่งศีรษะคนหนึ่งรีบก้าวออกมาเขามีชื่อว่าเจียงเหลยเป็ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้เยาว์ของหมู่บ้านเจียงตอนนี้เช่นกันระดับเบิกปราณขั้นสี่
เจียงมู่เองก็กดเสียงต่ำกล่าวว่า“หนูน้อยอวิ๋น เ้าวู่วามเกินไปแล้ว เ้ารู้ไหมว่าระดับเบิกปราณขั้นห้าแข็งแกร่งเพียงใดเ้าไม่มีทางเป็คู่ต่อสู้ของมันได้เลย!”
ยังมีคนกล่าวเสียงดังอีกว่า“หนูน้อยอวิ๋น เ้าวางใจ ตราบใดที่ยังมีพวกเราอยู่จะไม่มีผู้ใดพาตัวเ้าไปได้เด็ดขาด!”
เมื่อได้รับความห่วงใยจากเหล่าคนในหมู่บ้านเจียงทำให้เจียงอวิ๋นรู้สึกอบอุ่นใจขณะเดียวกันก็แน่วแน่ในการตัดสินใจของตัวเองยิ่งกว่าเดิม กล่าวกับเฟิงอู๋จี้ว่า“แม้ข้าจะเป็ตัวแทนของหมู่บ้านเจียงไม่ได้ ทว่าข้าตัดสินใจในฐานะข้าเจียงอวิ๋นได้หากข้าพ่ายแพ้ ข้าจักตามพวกเ้าไปด้วยตัวเอง!”
“ดี!” เฟิงอู๋จี้พลันยื่นมือออกสายลมพลันซัดลูกธนูบนพื้นขึ้นมาอยู่บนมือเขา
เฟิงอู๋จี้ยอมรับการท้าดวล