บทที่ 29 จ้างมาเป็เลขาส่วนตัว
เมื่อทอดสายตามองแผ่นหลังของหยางเสวี่ยที่เดินจากไป หลิวอวี่ก็พลันตระหนักขึ้นมาว่า ในอนาคตเขาคงจำเป็ต้องมีเลขาส่วนตัวสักคนจริง ๆ ความรู้สึกตอนที่มีคนคอยจัดการเื่จุกจิกให้รอบด้านเช่นนี้ มันช่างทำให้เขาสบายใจขึ้นมากอย่างบอกไม่ถูก
“หรือเราควรจะยอมทุ่มเงินดึงตัวหยางเสวี่ยมาเป็เลขาส่วนตัวเสียเลยดีนะ?”
ความคิดนี้ดูเข้าท่าไม่น้อย เขาตัดสินใจว่าหากหยางเสวี่ยกลับมาเมื่อไหร่ จะลองหยั่งเชิงดูว่าเธอจะสนใจข้อเสนอนี้หรือไม่
ในระหว่างที่รอ หลิวอวี่ได้ใช้เวลาพูดคุยทำความรู้จักกับเหล่าชาวบ้านบนเกาะแห่งนี้ให้ดียิ่งขึ้น
สำหรับชาวประมงเหล่านี้ เขาเริ่มมองเห็นภาพรวมความเป็อยู่ของพวกเขาชัดเจนขึ้น ประชากรบนเกาะมีทั้งหมดสิบสองครัวเรือน รวมแล้วมีคนอาศัยอยู่เพียงห้าสิบถึงหกสิบคนเท่านั้น โดยผู้ที่อยู่ในวัยแรงงานอายุระหว่างสิบแปดถึงห้าสิบหกปีมีเพียงยี่สิบกว่าคน
แรงงานเพียงยี่สิบกว่าคนนับว่าเป็จำนวนที่เขาสามารถรับผิดชอบได้สบาย ๆ เพราะค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนรวมแล้วก็เพียงประมาณหนึ่งแสนหยวนต่อเดือน
สำหรับหลิวอวี่ในยามนี้ เงินหลักแสนไม่ได้สลักสำคัญอะไรสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว!
หลังจากนั้น ชาวบ้านต่างก็พากันเชื้อเชิญหลิวอวี่ไปยังหมู่บ้านของพวกเขาด้วยความกระตือรือร้น โดยเหลือคนไว้รอรับหยางเสวี่ยที่ชายหาดเพียงคนเดียว
เมื่อมาถึงพื้นที่ที่เรียกว่าหมู่บ้าน หลิวอวี่กลับพบเพียงกลุ่มกระท่อมไม้หลังคามุงจากสิบกว่าหลังที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายและดูเปราะบางต่อพายุ
ชาวประมงเหล่านี้ต่างพากันนำอาหารที่ดีที่สุดเท่าที่หาได้ออกมาต้อนรับหลิวอวี่ ความซื่อสัตย์และจริงใจที่แสดงออกมานั้นทำให้เขารู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก
เมื่อเห็นสภาพความเป็อยู่เช่นนี้ หลิวอวี่จึงวางแผนไว้ในใจว่า เมื่อหาทีมก่อสร้างมาพัฒนาเกาะได้แล้ว เขาจะถือโอกาสสร้างอาคารที่พักพนักงานที่มั่นคงแข็งแรงให้พวกเขาด้วย เพื่อให้พนักงานของเขาได้ย้ายจากกระท่อมหลังเดิมไปสู่บ้านใหม่ที่สะดวกสบายกว่าเดิม
ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมงเศษ ๆ หยางเสวี่ยก็กลับมาพร้อมกับปึกสัญญาจ้างงานและแบบฟอร์มประวัติพนักงานในมือ
ต้องยอมรับว่าหยางเสวี่ยเป็คนที่ทำงานรอบคอบและเป็มืออาชีพจริง ๆ แม้แต่เอกสารรายละเอียดเล็กน้อยเธอก็เตรียมมาให้พร้อมสรรพ
“ลุงเฉินครับ รบกวนให้ทุกคนจัดแถวให้เรียบร้อย เตรียมเซ็นสัญญาจ้างงานและรับเงินชดเชยตามที่ตกลงกันไว้ได้เลยครับ” หลิวอวี่เอ่ยกับชายผู้าุโที่อยู่ข้างกาย
ลุงเฉินมีอายุเกือบหกสิบปีแล้ว เขาเป็เพียงคนเดียวในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ที่อ่านออกเขียนได้ จึงได้รับความเคารพยกย่องอย่างสูงในหมู่ชาวประมง
ทุกคนรีบกุลีกุจอมาเข้าแถวตามลำดับครัวเรือน ขอเพียงอายุครบเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ ก็สามารถเข้าทำงานเป็พนักงานอย่างเป็ทางการได้ทันที
ทั้งสิบสองครัวเรือนต่างมีสมาชิกที่ตรงตามเงื่อนไขอย่างน้อยครอบครัวละหนึ่งคน ซึ่งนับว่าเป็ความยุติธรรมที่ทั่วถึงกัน ทำให้ไม่มีใครแสดงท่าทีคัดค้านเลยแม้แต่คนเดียว
ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ขั้นตอนการเซ็นสัญญาก็เสร็จสิ้น โดยมีหยางเสวี่ยคอยกำกับและช่วยชาวประมงบางคนที่อ่านเขียนไม่คล่องให้กรอกข้อมูลได้อย่างถูกต้อง
เมื่อเห็นหยางเสวี่ยคอยดูแลชาวบ้านอย่างอดทนโดยไม่มีท่าทีรำคาญใจ หลิวอวี่ก็ยิ่งรู้สึกชื่นชมในตัวเธอ และยิ่งมั่นใจว่า้าให้เธอมาเป็เลขาส่วนตัวของเขาให้ได้
“พี่ชายคะ พี่ชาย... หนูขอทำงานด้วยได้ไหม หนูอยากช่วยแม่หาเงินค่ะ!” เด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งวิ่งเข้ามากระตุกชายเสื้อหลิวอวี่ ดวงตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์นั้นจ้องมองมาที่เขาอย่างคาดหวัง
“น้องสาวคนเก่ง หนูยังเด็กเกินไป รอให้โตกว่านี้อีกหน่อยค่อยทำงานดีกว่า ตอนนี้หน้าที่ของหนูคือต้องตั้งใจเรียนหนังสือ พอโตขึ้นค่อยกลับมาช่วยงานพี่ชายเขานะ” หยางเสวี่ยก้มลงสวมกอดเด็กหญิงตัวน้อยพลางบีบจมูกเธอเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
“เฮ้อ...”
ลุงเฉินถอนหายใจยาว แววตาฉายแววโศกเศร้าออกมาวูบหนึ่ง “ลูกหลานชาวประมงอย่างพวกเราจะไปมีโอกาสเรียนหนังสือได้อย่างไร บนเกาะนี้ไม่มีโรงเรียน ส่วนโรงเรียนประจำในเซียงซานค่าเทอมก็สูงลิบลิ่วเกินกว่าที่พวกเราจะแบกรับไหว สุดท้ายเด็ก ๆ ก็ต้องวนเวียนอยู่แค่ในทะเลนี่แหละ”
“ไม่ได้ครับ! ผมจะไม่ยอมให้ลูกหลานพนักงานของผมต้องเสียโอกาสทางการศึกษาเด็ดขาด เด็กพวกนี้คืออนาคตนะครับ... เอาเป็ว่า ต่อไปนี้ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายการเรียนของเด็ก ๆ ทุกคนบนเกาะนี้ ผมจะเป็คนรับผิดชอบเองทั้งหมด!”
สิ้นคำประกาศของหลิวอวี่ ชาวบ้านที่ยืนอยู่บริเวณนั้นต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความดีใจ
หากลูกหลานของพวกเขาได้อ่านออกเขียนได้และมีความรู้ ต่อไปก็ไม่ต้องทนลำบากตรากตรำเป็ชาวประมงติดอยู่บนเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ไปชั่วชีวิต อย่างแย่ที่สุดพวกเขาก็ยังมีโอกาสได้ออกไปทำงานที่มั่นคงในเมืองใหญ่
“ขอบคุณครับเถ้าแก่หลิว! คุณช่างเป็ผู้มีพระคุณของพวกเราจริง ๆ!”
“เถ้าแก่... ต่อไปผมจะทำงานถวายหัวเพื่อตอบแทนน้ำใจของคุณเลยครับ!”
เสียงสรรเสริญดังขึ้นไม่ขาดสายด้วยความซาบซึ้งใจ
“ลุงเฉินครับ คุณเป็เพียงคนเดียวที่นี่ที่อ่านออกเขียนได้ ลุงพอจะยินดีมาช่วยบริหารงานในฟาร์มเพาะเลี้ยงของผมไหมครับ?”
“ยินดีสิครับเถ้าแก่! แต่ตอนนี้ผมอายุปาเข้าไปหกสิบแล้ว คงจะทำงานหนัก ๆ สู้พวกหนุ่ม ๆ ไม่ไหว...” ลุงเฉินกล่าวพลางถอนใจอย่างเสียดาย
“ไม่เป็ไรครับ งานหนักปล่อยให้คนอื่นจัดการไป ลุงทำหน้าที่เป็ผู้จัดการคอยบริหารดูแลความเรียบร้อยก็พอ!”
หลิวอวี่ยื่นสัญญาจ้างงานอีกฉบับให้ลุงเฉินด้วยรอยยิ้ม
“ถ้าอย่างนั้นผมตกลงครับ! ผมขอสัญญาว่าจะดูแลฟาร์มของเถ้าแก่ให้ดีที่สุดเลยครับ” ลุงเฉินรับสัญญาไปด้วยมือที่สั่นเทาด้วยความตื่นเต้นก่อนจะจรดปากกาเซ็นชื่อลงไป
ในจังหวะนั้นเอง หลิวอวี่ก็หยิบสัญญาจ้างงานอีกฉบับส่งให้หยางเสวี่ยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง “คุณหยางครับ คุณพอจะยินดีมาเป็เลขาส่วนตัวให้ผมไหม? ผมเสนอเงินเดือนเริ่มต้นให้คุณห้าหมื่นหยวนต่อเดือนครับ”
ผู้คนที่ได้ยินยอดเงินเดือนห้าหมื่นหยวนต่อเดือนต่างก็พากันตกตะลึงและหันมามองหยางเสวี่ยด้วยความอิจฉา
เงินเดือนห้าหมื่นหยวนเพื่อเป็เลขาส่วนตัวงั้นหรือ?
ค่าตอบแทนที่สูงลิ่วขนาดนี้ ทำให้หลายคนเริ่มคิดไปไกลว่าหลิวอวี่้าจะ 'เลี้ยงดู' เธอในแง่อื่นหรือไม่!
เมื่อความคิดนั้นแวบเข้ามาในหัว หยางเสวี่ยก็รู้สึกโกรธจนหน้าแดงก่ำ เธอแผดเสียงด่าออกมาทันที “คุณหลิว! ฉันนึกว่าคุณจะเป็สุภาพบุรุษเสียอีก ไม่นึกเลยว่าคุณจะมีความคิดต่ำช้าแบบนี้!”
“บอกไว้ก่อนนะ ต่อให้ทุ่มเงินเดือนให้ฉันเป็แสน ฉันก็ไม่มีวันยอมลดตัวไปทำเื่พรรค์นั้นเด็ดขาด!”
หลิวอวี่ถึงกับยืนอึ้งที่จู่ ๆ ก็ถูกด่ากราดโดยไม่ทันตั้งตัว เขาไม่เข้าใจเลยว่าการชักชวนด้วยเงินเดือนสูงขนาดนี้มันไปแตะจุดไหนให้เธอะเิอารมณ์ออกมา
แต่เพียงอึดใจเดียว หลิวอวี่ก็เริ่มเข้าใจสาเหตุ เขาหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะรีบอธิบาย “คุณหยาง คุณเข้าใจผิดไปไกลแล้วครับ! ผมหมายถึงเลขาส่วนตัวที่ช่วยจัดการเื่งานจริง ๆ ไม่ใช่เลขาส่วนตัวที่เอาไว้ปรนเปรอความบันเทิงอย่างที่คุณกำลังจินตนาการอยู่!”
หยางเสวี่ยชะงักไปครู่ใหญ่ ใบหน้าสาวเ้าเริ่มแดงระเรื่อด้วยความอับอายเมื่อรู้ตัวว่าตนเองคิดลึกไปเอง
เงินเดือนห้าหมื่นหยวนต่อเดือน... นั่นมันมากกว่ารายได้เดิมของเธอถึงห้าเท่าเชียวนะ!
“คุณ... คุณตั้งใจจะจ้างฉันเป็เลขาส่วนตัวที่ดูแลเื่งานจริง ๆ ใช่ไหมคะ? แบบเน้นงานเป็หลักน่ะ?” หยางเสวี่ยถามย้ำเพื่อความมั่นใจ
“แน่นอนครับ เน้นงานร้อยเปอร์เซ็นต์!”
หยางเสวี่ยไม่ลังเลอีกต่อไป เธอรีบต่อสายหาบริษัทเดิมเพื่อแจ้งลาออกทันที ก่อนจะหยิบปากกามาเซ็นสัญญาอย่างรวดเร็ว
“เ้านายคะ ฉันเซ็นแล้วนะ คุณห้ามคืนคำหรือค้างเงินเดือนฉันเด็ดขาดล่ะ เพราะวิชาเอกตอนฉันเรียนมหาวิทยาลัยคือนิติศาสตร์นะคะ เื่ทนายความฉันถนัดมาก!”
“วางใจได้ครับ ผมไม่มีวันค้างเงินเดือนพวกคุณแน่นอน”
“จริงด้วย หยางเสวี่ย... ช่วยส่งสัญญาจ้างงานไปให้คนขับเรือชาวประมงคนนั้นด้วย ลองถามดูว่าเขาสนใจจะมาเป็คนขับเรือประจำให้ผมไหม ผมเสนอเงินเดือนให้เขาหกพันหยวนต่อเดือนครับ”
หยางเสวี่ยมองเ้านายคนใหม่ด้วยสีหน้าที่คาดเดาไม่ได้ “เ้านายคะ คุณนี่ช่างรวยเหลือเกินนะคะ เจอใครก็อยากจะจ้างเข้ามาเป็ลูกน้องไปเสียหมดเลย!”
หลิวอวี่หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันไปกล่าวลาลุงเฉิน “ถึงแม้ตอนนี้ฟาร์มเพาะเลี้ยงจะยังสร้างไม่เสร็จ แต่ในเร็ว ๆ นี้จะเริ่มลงมือก่อสร้างแน่นอนครับ พวกลุงวางใจได้ ผมจะจ่ายเงินเดือนให้ตามที่ตกลงกันไว้ั้แ่วันนี้เลย ตอนนี้พวกผมคงต้องขอตัวกลับก่อนนะครับ”
“ได้ครับเถ้าแก่! เดินทางปลอดภัยนะครับเถ้าแก่หลิว!”
หลิวอวี่และหยางเสวี่ยเดินกลับขึ้นเรือ ส่วนชาวประมงคนขับเรือเมื่อได้รับข้อเสนอเงินเดือนหกพันหยวน เขาก็แทบจะไม่เสียเวลาคิดเลยแม้แต่วินาทีเดียว รีบจรดปากกาเซ็นสัญญาเข้าร่วมทีมในทันที
“หยางเสวี่ย... หลังจากกลับไปแล้ว คุณช่วยประสานงานหานักออกแบบเก่ง ๆ มาช่วยออกแบบผังเกาะให้ผมหน่อยนะ วาดแบบแปลนออกมาให้ชัดเจน แล้วค่อยหาทีมก่อสร้างมืออาชีพเข้ามาดำเนินการ และอย่าลืมเื่การปรับปรุงหมู่บ้านพนักงานให้เป็อาคารพักพนักงานที่ได้มาตรฐานด้วยล่ะ” หลิวอวี่สั่งการ
หยางเสวี่ยแบมือส่งมาตรงหน้าทันที “เ้านายคะ งานจะเดินได้ต้องมีงบประมาณนะคะ เงินล่ะคะ?”
หลิวอวี่หัวเราะพลางโอนเงินหนึ่งล้านหยวนเข้าบัญชีของหยางเสวี่ยทันทีโดยไม่ลังเล!
“เอาไปใช้ดำเนินการเบื้องต้นก่อน ถ้าไม่พอเมื่อไหร่ก็บอกผมได้ตลอด”
ในตอนนี้ หลิวอวี่ยังเหลือเงินสดติดตัวอีกเก้าล้านหยวน ซึ่งเขามั่นใจว่ามันเพียงพอต่อการเนรมิตเกาะแห่งนี้ให้กลายเป็อาณาจักรในฝันของเขาได้อย่างแน่นอน