ตอนที่ 18 : นัดพบผู้แต่งนิทานและจิตรกร
นิทานทั้งหมดมีด้วยกัน 8 เื่ มีภาพประกอบทุกเื่ มันยอดเยี่ยมและน่าสนใจมาก
เกาจัวรู้สึกตื่นเต้นมาก เขาอยากได้นิทานแบบนี้เพิ่มอีกสักเล่มจริง ๆ !
“หัวหน้าคิดเห็นยังไงกับนิทานเหล่านี้ มันดีพอที่จะตีพิมพ์ได้ไหม ? ”
หวางเสี่ยวถงมองเกาจัวที่หลังจากอ่านนิทานเหล่านี้จบ อีกฝ่ายก็เอาแต่ก้มศีรษะไม่พูดไม่จา เธอจึงคิดว่าเขาไม่พอใจกับมัน ดังนั้นเธอจึงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความกังวล
“เฮ้อ…” เกาจัวได้สติกลับมาก็กล่าวด้วยความตื่นเต้น“เสี่ยวถง นิทานเหล่านี้มันสุดยอดมาก ! โดยเฉพาะภาพของการ์ตูนเหล่านี้ มันช่างเข้ากันกับนิทานมาก ๆ ”
ใช่แล้ว เกาจัวจะไม่พอใจได้อย่างไรกัน ?
หวางเสี่ยวถงแอบถอนหายใจเงียบๆ จากนั้นเธอก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่สดใสบนใบหน้า “หัวหน้าคะ การ์ตูนเหล่านี้ถูกวาดจากผู้แต่งนิทาน”
“อะไรนะ ? ”
เกาจัวอ้าปากค้าง และพูดอะไรไม่ออก
เกาจัวเคยัันิทานที่มีรูปภาพแบบนี้มาก่อนอีกทั้งยังมีเื่ที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อี้ฮวา
แต่หนังสือนิทานที่เขาอ่านส่วนใหญ่นั้นจะมีรูปภาพการ์ตูนเพียงบางส่วนเท่านั้น บางเื่ก็มีน้อยมาก
นี่เป็ครั้งแรกที่เกาจัวได้เห็นภาพการ์ตูนในนิทานมากที่สุดเมื่อเทียบกับนิทานในปัจจุบัน
ยิ่งไปกว่านั้นเกาจัวเข้าใจได้อย่างชัดเจน ทักษะการวาดภาพของอีกฝ่ายนั้นสุดยอดมากอีกทั้งยังสอดคล้องกับเนื้อหาของนิทานอีกด้วย
หากจะกล่าวว่าอีกฝ่ายเป็ปรมาจารย์แห่งการแต่งนิทานและเป็จิตรกรในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้เกินจริงเลย!
มันเป็ไปได้ยังไง?
เกาจัวแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาและสิ่งที่ตัวเองได้ยิน
หวางเสี่ยวถงยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นว่ากรามของเกาจัวไม่ยอมหุบลงเพราะตอนที่เธอได้เห็นนิทาน สภาพของเธอก็ไม่ต่างไปจากเกาจัวตอนนี้เช่นกัน
“สูด! ”
หลังจากผ่านไปสักพักเกาจัวก็สูดหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะมองไปยังหวางเสี่ยวถง “เสี่ยวถง เธอมีข้อมูลติดต่อชายคนนี้ไหม ? ”
“อืม เราโทรหาเขาโดยตรงดีกว่า”
“ว่าแต่หัวหน้าจะทำยังไงต่องั้นหรือ ? ” หวางเสี่ยวถงถามด้วยความสงสัย
“ฉันอยากจะคุยกับเขาเป็การส่วนตัว” เกาจัวกล่าว
“นี่มันจะเป็การรบกวนรึเปล่าคะ ? ” หวางเสี่ยวถงรู้สึกสับสน “หัวหน้า ฉันจะขอบอกความจริงกับหัวหน้าว่านักเขียนนิทานคนนี้เป็เพื่อนสนิทของแฟนของฉันเอง การที่ให้ฉันไปคุยเองมันจะไม่ง่ายกว่าหรือ? ”
“ฮ่าฮ่า ในที่สุดเสี่ยวถงก็มีแฟนกับเขาสักที ! ” เกาจัวหัวเราะ“คราวนี้ตาเฒ่าหวางก็วางใจได้เขามักจะพูดเสมอว่าเสี่ยวถงน้อยไม่เหมือนคนอื่น คราวนี้...”
“โอ๊ย ลุงเกา เราไปทำธุระกันเถอะ มันไม่เกี่ยวอะไรกับพ่อของฉัน” หวางเสี่ยวถงหน้าแดง “ถ้าลุงยังพูดอีกล่ะก็ ฉันจะไม่สนใจอะไรอีกแล้ว! ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ก็ได้ ๆ ฉันจะไม่พูดถึงมันอีก”
เกาจัวรีบหยุดเื่นั้น เขาไม่อยากจะยั่วโมโหเธอ “เสี่ยวถงบางเื่เธอควรจะพูดให้มันชัดั้แ่แรกเริ่มเพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาภายหลัง”
“งั้นเดี๋ยวฉันจะรีบโทรหาเขาและนัดเอาไว้” หวางเสี่ยวถงเป็ผู้หญิงฉลาดเธอไม่อยากสนใจเื่นี้อีกต่อไป เธอรีบหยิบโทรศัพท์และโทรออกไปทันที
...................
หลังจากวันและคืนที่แสนวุ่นวายผ่านไปในที่สุดหลิวจือเซียก็สามารถเรียบเรียงนิทานในใจของเขาจนกระทั่งรุ่งเช้าอีกวัน
หลังจากหยิบออกมาได้สองสามเื่และส่งให้กับซงจิงจ้านหลิวจือเซียก็พาเสี่ยวเยว่เยว่ไปที่โรงเรียนอนุบาลทานตะวัน
โรงเรียนอนุบาลทานตะวันเป็หนึ่งในโรงเรียนอนุบาลที่ดีที่สุดในกรุงปักกิ่งไม่เพียงแต่สภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกจะดีเท่านั้นแต่แม้แต่ครูในโรงเรียนก็ปฏิบัติกับเด็ก ๆ ราวกับว่าเป็ลูกของตน
เสี่ยวเยว่เยว่เคยไปโรงเรียนอนุบาลทานตะวันเมื่อก่อนหน้านี้แต่เนื่องจากหลี่เมิ้งอีต้องไปต่างประเทศ เธอจึงไม่สามารถดูแลเสี่ยวเยว่เยว่ได้ดังนั้นเธอจึงไม่ให้เสี่ยวเยว่เยว่ไปโรงเรียนและให้เสี่ยวเยว่เยว่มาอยู่กับหลิวจือเซีย
ตอนนี้เสี่ยวเยว่เยว่ถูกเลี้ยงดูโดยหลิวจือเซียมานานกว่าสิบวันแล้วแม้ว่ากำหนดการลาหยุดเรียนจะใกล้หมดแล้ว แต่เสี่ยวเยว่เยว่ก็้าพบเพื่อนที่โรงเรียนอนุบาลให้ได้
แม้ว่าหลิวจือเซียเป็กังวลที่จะปล่อยให้เสี่ยวเยว่เยว่ไปโรงเรียนแต่เขาไม่สามารถอุ้มเสี่ยวเยว่เยว่ไว้ข้างกายได้ตลอดชีวิต ถูกไหม ?
ดังนั้นหลิวจือเซียจึงพาเสี่ยวเยว่เยว่ไปโรงเรียนอนุบาลทานตะวัน
เขาส่งเ้าตัวเล็กไปโรงเรียนอนุบาลและไปทำความรู้จักกับอาจารย์ใหญ่ของที่นั่น
ตอนนี้เป็เวลาเกือบจะสิบโมงเช้าเมื่อออกมาจากโรงเรียนได้ไม่ไกลมากนัก โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น
เมื่อมองดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือหลิวจือเซียก็หัวเราะเล็กน้อยก่อนจะกดรับสาย “พี่สะใภ้ทำไมถึงมีเวลาโทรหาผมได้ ? ”
“น้องสาม ขอบคุณมากนะ” หวางเสี่ยวถงขอบคุณด้วยใจจริง
“พี่สะใภ้ อย่าคิดมาก พี่คือพี่สะใภ้ของผม ถ้าผมไม่ช่วยพี่แล้วผมจะช่วยใครล่ะ ? ”
หลิวจือเซียส่ายหัวเล็กน้อย“จะว่าไป ฟังจากเสียงพี่แล้วบรรณาธิการตกลงที่จะตีพิมพ์ใช่ไหม ? ”
“ยังเลย” หวางเสี่ยวถงย้อนกลับเข้าประเด็น “น้องสาม คราวนี้ฉันโทรหานายตามที่บรรณาธิการบอกเขา้าคุยกับนายเป็การส่วนตัว”
“อ้อ แบบนี้นี่เอง” หลิวจือเซียกล่าวต่อ “แล้วพี่จะนัดผมเวลาไหน ? ”
หวางเสี่ยวถงลังเลสักพัก “นายมาที่สำนักพิมพ์ตอนนี้เลยได้ไหม? ”
“อะไรนะ มันเร็วเกินไปหน่อยไหม ? ” หลิวจือเซียมองดูพระอาทิตย์ที่ร้อนระอุบนหัว“งั้นเป็ตอนบ่ายตกลงไหม ? ”
“ได้สิ มีร้านกาแฟแถว ๆ สำนักพิมพ์อี้ฮวา ไปเจอกันที่นั่นก็ได้” หวางเสี่ยวถงนัดสถานที่
“ตกลง” หลิวจือเซียตกลงและวางสายไป
...................
หลังจากทั้งสองฝ่ายตกลงเื่เวลาและสถานที่เรียบร้อยแล้วเมื่อถึงเวลานัด หลิวจือเซียก็ตรงไปที่ที่พวกเขานัดหมาย
เมื่อเดินเข้าไปในร้านกาแฟหวางเสี่ยวถงที่เห็นหลิวจือเซียก็ลุกขึ้นโบกมืออย่างรวดเร็ว
หลิวจือเซียพยักหน้าอย่างสุภาพให้กับหวางเสี่ยวถงและเดินเข้าไปหา จากนั้นเขาก็พบว่ามีชายวัยกลางคนนั่งอยู่ไม่ห่างจากหวางเสี่ยวถงอีกคนหนึ่ง
“สวัสดีคุณหลิว ฉันคือหัวหน้าบรรณาธิการของสำนักพิมพ์แผนกเด็กของอี้ฮวาชื่อเกาจัว” เกาจัวลุกขึ้นและยื่นมือออกไปหาหลิวจือเซีย
“ยินดีที่รู้จักครับคุณเกา” หลิวจือเซียและเกาจัวจับมือกัน“เรียกผมว่าจือเซียก็ได้ครับ”
“อืม ยินดีที่รู้จัก” เกาจัวยิ้ม “จือเซีย อย่าเรียกฉันคุณเกาเลย เรียกฉันว่าพี่เกาเถอะ”
หวางเสี่ยวถงที่สั่งเครื่องดื่มให้กับหลิวจือเซียถึงกับกลอกตา “เกิดมาจนแก่ขนาดนี้ เพิ่งจะเห็นเป็แบบนี้ครั้งแรก ! ”
“จือเซีย พูดตรง ๆ ฉันประหลาดใจมาก” หลังจากนั่งลงสักพักเกาจัวก็กล่าวขึ้นว่า “มันยากมากที่จะจินตนาการได้ว่าชายหนุ่มอายุ20 จะสามารถเขียนนิทานและเป็จิตรกรที่ยอดเยี่ยมไปพร้อม ๆ กันได้”
“ฮ่าฮ่า อย่าพูดยอผมถึงขนาดนั้นเลยพี่เกา” หลิวจือเซียโบกมือ“ผมไม่ใช่จิตรกรหรอก ผมแค่ชอบวาดรูปก็เท่านั้น”