ที่ระเบียงริมน้ำฝั่งตะวันตกของเรือนเฟิ่งิร่างสูงยืนทอดอาลัยไปยังสระบัวเบื้องหน้า ที่บัดนี้อาศัยเพียงแค่แสงจากคบเพลิงมองเห็นเป็เงาสลัวในขณะที่คิดถึงเื่ของเยว่ซินอยู่นั้น จู่ๆ อี้ฉางเฟิงก็ััได้ถึงพลังที่เคยรู้สึกเมื่อหัวค่ำ
“ข้ารู้ว่าเป็ท่าน ปรากฏตัวออกมาเถอะ?”
สิ้นคำพูดดังกล่าว ข้างกายก็ปรากฏแสงระยิบระยับราวกับหิ่งห้อยนับล้านเกาะกลุ่มรวมกันจนเกิดเป็รูปร่างของมนุษย์ก่อนจะมองเห็นชัดขึ้นเป็ภาพของเซียนหนุ่มในชุดสีฟ้าบุรุษผู้มีใบหน้าและรูปร่างที่ราวกับถอดแบบมาจากคนข้างๆทว่าพลังที่ทำให้ก่อเกิดเป็รูปร่างนั้นยังไม่แข็งแกร่งมากพอ
อี้ฉางเฟิงหันหน้าเข้าหาบุรุษดังกล่าวที่ราวกับส่องกระจกเป็ครั้งแรกที่เหยียนโม่โฉวปรากฏกายให้เห็นชัดเจนเช่นนี้ ไม่แปลกใจเลยที่เหตุใดตอนแรกเยว่ซินจึงคิดว่าเขาเป็ศิษย์พี่ของนางด้วยรูปร่างหน้าตาที่ราวกับคัดลอกกันออกมา
“ท่านไม่ควรล่วงเกินเยว่ซินเช่นนั้น”
ประโยคแรกที่เหยียนโม่โฉวกล่าวกลับกลายเป็ถ้อยคำตำหนิแทนที่จะเป็คำทักทายอี้ฉางเฟิงรู้ว่าเขาคือคู่หมั้นของนาง ดังนั้นจึงย่อมไม่พอใจ
“ข้าขออภัย แต่วันนี้นางล่วงเกินข้าก่อเื่จนข้ามิอาจอยู่เฉยได้”
“เยว่ซินถูกเลี้ยงดูให้อยู่แต่ในสำนักเป็ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ออกไปยังโลกภายนอกนางถูกตามใจแต่เล็กย่อมไม่ประสีประสาเื่ชายหญิง วันๆ ได้แต่เที่ยวเล่น”
“ข้าพอจะเห็นมาบ้างจากความทรงจำของท่านเหตุใดิญญาของท่านถึงพยายามจะครอบงำกายปีศาจของข้าและเหตุใดจิติญญาของข้าจึงได้อ่อนแอลงเรื่อยๆ”
“เื่นั้นข้าเองก็ไม่แน่ใจ เสี้ยวิญญาของข้าถูกดึงดูดมาที่นี่จิตของข้าเพิ่งประสานกันได้ไม่นาน พลังิญญายังเบาบางนัก ข้าจึงยังไม่อาจปรากฏกายได้บ่อย”ยิ่งเขาพูด ยิ่งดูเหมือนร่างโปร่งแสงนั่นจะเริ่มลางเลือนลงอีกนิด
“เป็เื่ที่ข้าประหลาดใจยิ่งนักท่านและข้าช่างดูละม้ายคล้ายกันยิ่ง”
“ครั้งแรกที่เห็นท่านข้าเองก็ประหลาดใจ อาจเป็เพราะพลังที่ข้าใช้ติดตามเยว่ซินนางจึงได้พาให้ข้ามาพบกับท่าน หรืออาจเป็์ที่ลิขิตให้เป็เช่นนั้น ท่านถึงได้ดึงดูดจิตข้ามายังที่นี่”
“ข้าไม่ศรัทธาในลิขิต์ เื่บังเอิญเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ในสามพิภพแต่ถึงข้ากับท่านจะหน้าตาเหมือนกัน อย่างไรเสียท่านก็ไม่อาจอยู่ร่วมในร่างเดียวกันกับข้าได้ข้าเป็ปีศาจท่านเป็เซียน วิถีเราย่อมแตกต่าง”
อี้ฉางเฟิงดักคอ พูดตรงไปตรงมาจนอีกฝ่ายถึงกับอึ้งเล็กน้อยแต่ก็เลือกที่จะยิ้มอย่างมีไมตรี ซึ่งเหยียนโม่โฉวคงต่างจากเขาตรงนี้กระมัง
“เวลานี้ร่างเซียนท่านอยู่ที่ใด?”
“ข้ายังเห็นไม่ชัด แต่เมื่อใดที่ข้ารวบรวมเสี้ยวิญญาได้จนครบและมีพลังแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้เมื่อนั้นข้าจะสามารถมองเห็นร่างเซียนของข้าได้...แต่ตอนนี้ข้าต้องไปแล้ว”
อี้ฉางเฟิงพยักหน้ารับ แต่ก่อนที่ร่างอันเลือนลางนั้นจะสลายหายไปจนหมดเหยียนโม่โฉวได้ฝากทิ้งท้ายไว้อีกเื่หนึ่ง
“อี้ฉางเฟิง ต่อให้ท่านไม่เอ็นดูเยว่ซินท่านก็ห้ามรังแกนางข้าไม่อยากต้องบาดหมางกับท่าน ฉะนั้นอยู่ให้ห่างจากนางซะ”
‘ท่านขู่ข้างั้นหรือ?’ แทนที่จะรับปาก อี้ฉางเฟิงตอบเขากลับด้วยสีหน้าเย้ยหยัน “ถ้าข้าไม่รับปากแล้วท่านจะทำเช่นไร?”
ร่างสูงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะได้ยินที่เขาพูดหรือไม่หากตอนนี้แสงระยิบระยับคล้ายหิ่งห้อยนั่นได้มลายหายไปแล้ว เหลือแต่ความว่างเปล่าภายใต้แสงมลังเมลืองของจันทราและคบไฟริมน้ำ
“ในที่สุดข้าก็ได้พบท่านเสียทีเหยียนโม่โฉว” ร่างสูงที่ยืนอยู่อย่างเวิ้งว้างเอ่ยขึ้นเบาๆ ความรู้สึกที่เหมือนถูกจับตามองก่อนหน้าก็คงเป็เขากระมัง
ในความคิดของประมุขน้อย เหยียนโม่โฉวผู้นี้ดูเป็บุรุษหนุ่มผู้มีท่าทางเป็มิตรและตรงไปตรงมาต่างจากเขาที่ถึงแม้จะตรงไปตรงมาแต่ก็ค่อนข้างจะนิ่งเฉยเงียบขรึม คงไม่แปลกที่รายนั้นจะเป็ที่รักของเยว่ซินเพราะจากความทรงจำที่เห็น เหยียนโม่โฉวกับนางช่างดูสนิทสนมจนแทบไม่แยกห่างจากกันอยู่กับเซียนหนุ่มเยว่ซินมีแต่รอยยิ้มสดใสผิดกับตอนอยู่กับเขาที่ทำหน้าเหมือนอัดอั้นตันใจตลอดเวลา เทียบกันแล้วหากเหยียนโม่โฉวคือแสงสว่างของเยว่ซินตัวเขาเองก็คงเป็ความมืดมนของนางกระมัง
เมื่อรุ่งเช้ามาถึง สิ่งแรกที่ภูตต้นไม้น้อยอย่างเยว่ซินทำก็คือออกมายืนกลางลานกว้างแหงนหน้ามองท้องฟ้าูเาและทัศนียภาพรอบกาย อีกประเดี๋ยวนางคงต้องไปจากที่นี่แล้ว แต่จู่ๆความคิดก็หยุดลง รู้ตัวอีกทีก็เดินมาจนเกือบจะถึงเรือนเฟิ่งิแล้วด้วยความเคยชิน
เยว่ซินลังเลไม่รู้ว่าควรจะเข้าไปร่ำลาอี้ฉางเฟิงดีหรือไม่แต่ดูทรงจากเมื่อวานนี้เขาคงโกรธนางไม่น้อย ว่าไปแล้วปีศาจวิหคอัคคีตนนี้ถึงแม้จะดุไปหน่อยแต่ก็มีน้ำใจกับนางนักการที่นางจากไปเช่นนี้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกใจหายบ้างหรือไม่
นั่นพ่อบ้านหลี่เดินถือตะกร้าไม้สานออกมาจากเรือนเฟิ่งิในเมื่อเยว่ซินลังเลและตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเข้าไปร่ำลาประมุขน้อยดีหรือไม่เช่นนั้นคงทำได้แต่เดินตามไปบอกกล่าวกับผู้าุโก่อน
“เ้าจะไปแล้วหรือ?เหตุใดถึงได้รีบร้อนนัก?”
ทันทีที่ทราบจากปากเยว่ซินเขาก็ใไม่น้อยพ่อบ้านหลี่เดินนำตะกร้าไปวางบนโต๊ะในครัวแล้วหันมาตั้งใจคุยกับนาง ผู้าุโบอกว่าเขาทราบเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานระหว่างนางกับประมุขน้อยแล้วแต่เขาก็ไม่คิดว่านางจะปุบปับจากไปเช่นนี้
“ประมุขน้อยไล่เ้าหรือ?”
แทนคำตอบ เยว่ซินพยักหน้าแววตาละห้อย “ข้าทำผิดต่อเขาแถมยังทำเื่น่าอายเช่นนั้นหากข้ายังหน้าด้านอยู่ต่อก็คงต้องตบแต่งเป็อนุให้เขาแล้ว”
“เช่นนั้นไม่ดีหรอกหรือ ดูท่าแล้วประมุขน้อยก็เอ็นดูเ้าจะว่าไป ข้ารับใช้ประมุขน้อยมาหลายพันปีก็ยังไม่เห็นเขาใส่ใจกับสตรีใดเช่นเ้ามาก่อน”
“ท่านอาหลี่ พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าแค่คิดว่าบางทีประมุขน้อยอาจจะพึงพอใจเ้า”
“พึงพอใจข้า?หมายถึงเขาชอบข้าน่ะหรือ?...คงไม่ ท่านคงเข้าใจผิดแล้ว ถ้าเขาชอบข้าคงไม่ทำกับข้าเช่นนี้อีกอย่างข้าเองก็มีคู่หมั้นแล้ว คนที่ปฏิบัติต่อข้าด้วยความอ่อนโยนและตามใจข้าอย่างศิษย์พี่สิถึงจะเรียกว่าชอบข้า”
ดูท่าภูตน้อยตนนี้จะยังไม่เข้าใจเื่ความรักคนาุโกว่าทั้งในเื่อายุและการใช้ชีวิตจึงไม่อยากเซ้าซี้
“เอาล่ะๆ เช่นนั้นก็แล้วแต่เ้าเถอะ แต่ก่อนไปแวะมาหาข้าสักประเดี๋ยวข้าจะเตรียมขนมที่เ้าชอบไว้ให้”
“ขอบคุณท่านอาหลี่ในหุบเขานี้นอกจากลู่เสียนและเฟยฉีก็คงมีแต่ท่านที่ดีกับข้า”
“พอๆ ไม่ต้องเยินยอข้าแล้วเลิกทำหน้าแบบนั้น นอกจากพวกข้าแล้วประมุขน้อยก็ดีกับเ้าไม่ใช่หรือ?”
“จะว่าไปก็ใช่...แต่ช่างเถอะเวลานี้เขาคงโกรธข้าจนไม่อยากพบหน้าแล้วกระมัง” เยว่ซินฝืนยิ้มก่อนจะเหลือบไปเห็นขนมในจานกระเบื้องบนโต๊ะ จึงอดสงสัยไม่ได้ “นั่นขนมแบบเดียวกับเมื่อวานใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว ขนมดอกสาลี่ ประมุขน้อยโปรดปรานนัก...เ้าเองก็ชอบหรือเช่นนั้นก็หยิบไปเถอะ เมื่อวานที่ข้าเก็บไว้ให้ก็เห็นเ้ากินไปแค่ชิ้นเดียว หรือเพราะเห็นว่าข้าหยิบออกมาจากสำรับของประมุขน้อยถึงได้ไม่กล้ากิน”
ตอนนั้นเยว่ซินกำลังจะหยิบขนมใส่ปาก แต่เมื่อได้ยินพ่อบ้านหลี่พูดเช่นนั้นแล้วก็ยกมือค้างทันที
“เมื่อครู่ท่านว่าอย่างไรนะขนมที่ข้ากินเมื่อวานเอามาจากสำรับของประมุขน้อยหรือ”
“ไม่ผิด ตอนเ้าเดินออกไปข้าก้มลงหยิบฝาตะกร้าแล้วเกิดไปชนเอาสำรับเขยื้อนขนมเลยหล่นออกมานอกจานบิ่นไปเล็กน้อยแลไม่สวย ข้าก็เลยสลับเอาจานที่เก็บไว้ให้เ้าไปแทน...ทำไมหรือเ้าคงไม่ได้หวงหรอกใช่ไหม?” พ่อบ้านหลี่หัวเราะชอบใจเล็กน้อยแต่ดูเหมือนตอนนั้นเยว่ซินได้แต่ยิ้มแบบพะอืดพะอม
เช่นนี้นี่เอง ขนมที่นางกินเข้าไปเป็จานของประมุขน้อยเพราะแบบนี้อี้ฉางเฟิงถึงไม่มีอาการอะไรเลย เขาไม่ได้กินผงเสน่ห์จิ้งจอกเข้าไปแต่คนที่กินเข้าไปทั้งชิ้นกลับเป็นาง!
“เอ่อ ท่านอาหลี่ เช่นนั้นขนมชิ้นนี้ไม่ใช่ที่เหลือมาจากเมื่อวานใช่หรือไม่?”
“ไม่ใช่ๆ นี่ข้าเพิ่งทำใหม่เมื่อคืนนี้”
‘ค่อยยังชั่ว’ เยว่ซินถอนใจโล่งอก นึกว่าจะยังชดใช้กรรมไม่หมดเสียแล้ว นางเอ่ยขอตัวและแจ้งว่าจะไปหาลู่เสียนที่ถ้ำจิ้งจอกพ่อบ้านหลี่จึงได้ฝากขนมดอกสาลี่ไปให้รายนั้นด้วย
ไม่ว่าใครที่รู้ว่าเยว่ซินจะออกจากหุบเขาเป็ต้องแปลกใจเช่นเดียวกับสหายทั้งสองที่อยู่กับนางหน้าถ้ำจิ้งจอกของลู่เสียนเฟยฉีเองก็รู้สึกใจหาย เพราะอย่างไรเสียเขากับนางก็เคยร่วมดื่มสุราเป็สหายกัน
ก่อนหน้าที่เฟยฉีมาพบลู่เสียนก็เพื่อมาสอบถามเื่ผงเสน่ห์จิ้งจอกและเล่าเื่ที่เยว่ซินโดนฤทธิ์ยาให้นางฟัง แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ลู่เสียนรู้จักของสิ่งนี้ดีเพราะผงเสน่ห์จิ้งจอกเป็หนึ่งในสูตรลับยาเสน่ห์ของเผ่าจิ้งจอก หากใช้เพียงเล็กน้อยก็แค่ทำให้หลงเสน่ห์ไปชั่วข้ามคืนแต่ถ้าใช้ในปริมาณมากและผสมกับสมุนไพรอื่นจะมีฤทธิ์ประหนึ่งยาปลุกกำหนัด ผู้ใดได้รับผงนี้เข้าไปจะวูบวาบและเกิดอาการงุ่นง่านจนไม่อาจควบคุมตนเองได้
ลู่เสียนคิดว่าผงเสน่ห์ที่เยว่ซินได้รับนั้นน่าจะเป็สูตรที่ผ่านการผสมผสานมาแล้วถึงได้ออกฤทธิ์รุนแรงเช่นนี้
“เกือบไปแล้วหรือไม่เ้าเกือบได้เป็ฮูหยินประมุขน้อยแล้ว”
นางมองหน้าภูตน้อยอย่างไม่เชิงโล่งอกดีเท่าไหร่แล้วที่ประมุขน้อยใช้อาคมทำให้นางสิ้นฤทธิ์ลงได้ “ฝีมืออวี้หนิงเหอสินะเป็นางที่หลอกใช้เ้าทำเื่น่าละอายพรรค์นี้ใช่หรือไม่?”
“นางเป็คนให้ผงนั่นกับข้ามาจริงแต่ข้าเต็มใจช่วยนางเองเพราะเห็นแก่ที่นางช่วยชีวิตข้า?”
“เยว่ซิน เ้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร นั่นประมุขน้อยเชียวนะเหตุใดเ้าถึงยอมช่วยนังปีศาจนั่นทำเื่ชั่วช้ากับท่านประมุขน้อย”
“ข้าผิดไปแล้วลู่เสียน ตอนนั้นข้าไม่รู้นางแค่บอกข้าว่าผงนี่จะทำให้เขาเลอะเลือนไปชั่วขณะ ข้าก็คิดว่าคงจะแค่ทำให้มึนงงเคลิบเคลิ้มแล้วแม่นางอวี้จะเข้าไปหว่านล้อมให้เขายอมรับปากแต่งงานด้วยข้าถึงได้ให้เฟยฉีไปเชิญาาอี้เฟิ่งมาร่วมเป็สักขีพยานว่าอี้ฉางเฟิงจะยอมแต่งงานกับแม่นางอวี้จริงๆแต่ข้าไม่คิดว่ามันจะเลวร้ายถึงขั้นนี้ ข้าไม่รู้ว่าผงนั่นจะออกฤทธิ์เช่นนี้”
“เยว่ซินนะเยว่ซิน เ้าโดนนางหลอกแล้วดีนะที่ประมุขน้อยไม่ได้กินเข้าไป เช่นนั้นข้านึกสภาพไม่ออกเลยว่าระหว่างเ้ากับอวี้หนิงเหอใครกันแน่ที่จะเป็ฮูหยินของประมุขน้อย”
ลู่เสียนตำหนิได้แทงใจนัก เวลานี้เยว่ซินได้แต่ทำหน้าเศร้าเหมือนจะร้องไห้ยิ่งรู้ความจริงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกผิดมากเท่านั้น เพราะแบบนี้นางจึงไม่กล้าไปสู้หน้าอี้ฉางเฟิงแล้วเห็นทีคงต้องจากที่นี่ไปอย่างเงียบๆ หลังจากนี้ก็คงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้ว
บริเวณลานด้านหน้าผาเหยียบเมฆ...
หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมหารือใน่เช้าแล้วอี้ฉางเฟิงก็ออกมาด้านนอกด้วยสีหน้าหนักใจ โชคดีที่เื่เมื่อวานนี้ยังไม่รู้ไปถึงหูของผู้าุโเผ่าต่างๆดังนั้นจึงยังไม่มีใครหยิบยกเื่ดังกล่าวขึ้นมาเป็ประเด็น
วันนี้อี้ฉางเฟิงให้เฟยฉีบินไปสำรวจบริเวณหุบเขาชิงจันทร์อีกครั้งเพื่อดูว่ามีรอยแยกหรือมีไอมารแทรกซึมออกมาหรือไม่เพราะแบบนี้จึงไม่เห็นปีศาจปักษารัตติกาลคอยติดตามเขาใน่การประชุมหรือแม้แต่เวลานี้ที่ร่างสูงกำลังจะออกจากวังเฟิ่งหวง
“ฉางเฟิง อยู่คุยกับข้าครู่หนึ่งได้หรือไม่?”เป็เสียงของอวี้หนิงเหอที่เรียกเขาไว้จากด้านหลัง
อี้ฉางเฟิงเหลียวมามอง ไม่ปฏิเสธและเดินตรงไปยังขอบผาเพื่อเหาะข้ามไปยังศาลาหกเหลี่ยมหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ระหว่างทางเดินศิลาเหนือบันไดที่ปกคลุมไปด้วยหมอกขาวราวกับปุยเมฆลอยละล่อง เขายืนหันหลังให้นางและไม่เอ่ยสิ่งใดจนกระทั่งอีกฝ่ายต้องเริ่มก่อน
“ฉางเฟิง ท่านไม่มีสิ่งใดจะอธิบายต่อข้าหรือ?”
“ไม่มี ทุกอย่างเ้าก็เห็นแล้ว ไยข้าต้องมีคำอธิบายอีก”เขาหันหน้ากลับมามองนาง
“แต่เมื่อวานท่านกับเยว่ซิน?”
“ก็เป็อย่างที่เ้าเห็น” เขาตอบสั้นๆซึ่งดูเหมือนจะสร้างความไม่พอใจให้อีกฝ่าย
“ต้องเป็นางที่ใช้อุบายกับท่าน ไยท่านจึงหลงกลนางนี่ท่านจะยอมรับนางเป็อนุจริงหรือ แต่ข้าไม่ยอม แล้วถ้าข้าอธิบายเื่นี้ต่อเหล่าผู้าุโเผ่าจิ้งจอกแดงย่อมต้องเอาผิดท่านแน่”
“เ้ากำลังขู่ข้างั้นหรือ?...หนิงเหอ เช่นนั้นเ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่ใช้อุบายกับข้าไม่ใช่นางแต่เป็เ้า” พูดจบก็เสกเอาขวดผงเสน่ห์จิ้งจอกมาอยู่ในมือและเมื่ออวี้หนิงเหอได้เห็นสิ่งนี้ นางก็ถึงกับอึ้งพูดไม่ออก
“นะนี่ท่าน”
“หากข้านำมันไปให้ผู้าุโเผ่าจิ้งจอกแดงเ้าคิดว่าผลมันจะเป็เช่นไร?”
“ไม่ใช่ของข้า ต้องเป็เยว่ซินนางใส่ร้ายข้า”
“เช่นนั้นเ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าได้มันมาจากนางผงนี่เป็ของเผ่าจิ้งจอก เ้าคงไม่คิดว่าลู่เสียนจะเป็คนเอามาใช้กับข้ากระมัง”เขาประชด สังเกตอาการของอีกฝ่ายยังอ้ำอึ้ง
“ข้า...ข้า...บางทีอาจเป็ลู่เสียนเอามาให้นางก็ได้”
ในเมื่ออีกฝ่ายยังปากแข็งอี้ฉางเฟิงจึงบ่ายหน้าเล็กน้อย ร่างสูงเดินวนไปรอบๆ ตัวนางอย่างสำรวจ
“ในเมื่อเ้ารู้แล้วว่าข้าถูกฤทธิ์ผงเสน่ห์เช่นนั้นระหว่างข้ากับเยว่ซินก็คงไม่ต้องอธิบายเ้านำของสิ่งนี้กลับไปอธิบายกับผู้าุโของเ้าได้เลยหรือจะให้ข้าเป็ผู้ไปชี้แจง หากเ้าจะใช้เื่ที่ข้าถูกผงเสน่ห์เป็ข้ออ้างยกเลิกพันธะสัญญาข้าก็ยินดีที่จะไม่แต่งงานกับเ้า”
“ฉางเฟิง! นี่ท่าน...ข้าไม่ได้้าเช่นนั้นข้า้าแต่งงานกับท่าน”
“แต่ข้าไม่้า”
“เช่นนั้นระหว่างสองเผ่าคงต้องบาดหมางกันแล้ว”นางขู่ หากอีกฝ่ายกลับยิ้มมุมปากนิดๆ
“หากเผ่าวิหคอับจนหนทางถึงขั้นต้องแต่งงานเพื่อพึ่งพากำลังจากเผ่าจิ้งจอกเช่นนั้นมิสู้ให้ใครก็ได้มาแต่งกับข้าเถอะ ไม่จำเป็ต้องเป็เ้า” เขาพูดเสียงเย็นอีกทั้งสีหน้าก็เ็าด้วย
อี้ฉางเฟิงรู้อยู่เต็มอกว่าที่ผ่านมาคือข้ออ้างของอวี้หนิงเหอเขาก็แค่เห็นแก่บุญคุณของนางและคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม หาได้เป็เพราะเผ่าวิหคนั้นอับจนหนทางไม่แต่ในเมื่อนางหาญกล้าวางแผนการสกปรกเช่นนี้ เห็นทีคงไม่จำเป็จะต้องรักษาไมตรีอีกต่อไปถ้านางยอมเลิกราแต่เพียงเท่านี้ เขาเองก็จะไม่เอ่ยถึงมันอีก
เมื่อร่างสูงกลับมาถึงเรือนเฟิ่งิ ก็เห็นเฟยฉียืนรออยู่ด้านหน้าบันไดทางขึ้นด้วยสีหน้าท่าทางกระสับกระส่าย
“มีเื่อะไร?”เขารีบเอ่ยถามทันทีที่อีกฝ่ายปรี่เข้ามา ถึงได้ทราบจากปีศาจปักษาว่าเยว่ซินนั้นเดินทางออกจากป่าเทียนสุ่ยไปแล้ว
“นานรึยัง?”
“หนึ่งชั่วยามได้แล้วขอรับ...เอ่อ ท่านจะไปตามนางกลับมาหรือไม่ขอรับ?”
“ในเมื่อนางเลือกที่จะไป เช่นนั้นก็แล้วแต่นาง”เขาเอ่ยด้วยสีหน้าผิดหวังเล็กๆ
เฟยฉีเห็นประมุขน้อยหยุดนิ่งเหมือนคิดอะไรบางอย่างจากนั้นก็ถอนหายใจก่อนที่จะหันหลังกลับและกางปีกทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
“ดะเดี๋ยวขอรับ! นั่นท่านจะไปไหน?”