เงากระจกสะท้อนผมในวัย 18 ช่างดูอ่อนต่อโลกนัก ใบหน้าที่ปราศจากริ้วรอยทำให้ผมดูเป็คนโง่ หลอกได้ง่าย เป็เด็กผู้ชายหน้าโง่ที่หลงเชื่อคำหวานของคนอื่นไปทั่ว ขอโทษฉันซะสิ การตัดสินใจของนายมันทำให้ชีวิตเราพังไปเป็ท่า
“ตื่นเช้าจัง วันนี้ไม่มีสอบนะมึง” แฮมเพิ่งจะตื่นนอน ผมเพ้ายุ้งเหยิงไปหมด
“ใครบอกว่ากูตื่นเช้า นอนไม่หลับั้แ่เมื่อคืน นั่งเล่นคอมยาว”
ผมเล่นคอมยันเช้า พยายามจะเข้าเฟซบุกแต่จำรหัสผ่านไม่ได้ รหัสผ่านอีเมลก็เช่นกัน พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก และไม่ได้ล็อกอินค้างไว้ ต้องสร้างแอคเค้าใหม่ ในยุคที่คนเริ่มแชทผ่านบีบีน้อยลง ผมคงขาดการติดต่อกับเพื่อนถ้าไม่มีเฟซบุกเล่น
รายชื่อที่เฟซบุคแนะนำให้เพิ่มเพื่อน ล้วนแล้วแต่เป็คนที่ผมเคยเห็นผ่านตา ผมยิ้มอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ที่ได้เห็นพวกเขาเหล่านี้อีกครั้ง ผมอยากจะทักแชทไปหาและบอกเล่าเื่ราวในอนาคตของพวกเขา แต่คงจะถูกมองว่าเป็คนสติไม่สมประกอบเสียมากกว่า
รายชื่อหนึ่งที่ผมเผลอกดเพิ่มเพื่อนไปแล้ว ไม่ได้ตั้งใจนักหรอก จะยกเลิกก็คงไม่ทันเพราะเขาตอบรับคำขอนั้นแล้ว
Ben Aphichoke accepted your friend request
Ben Aphichoke : ดี ๆ เปลี่ยนเฟซใหม่หรอ
Future Mote : ครับ
ผมตอบสั้น ๆ ที่จริงไม่ควรแม้แต่จะตอบเพื่อรักษามารยาทเลยด้วยซ้ำ ผมยอมรับว่าผมเป็คนเ้าคิดเ้าแค้น ไม่มีประโยชน์อะไรที่ผมต้องทำความรู้จักกับเขาอีก ผมจบบทสนทนาโง่ ๆ นั่นไว้แค่นั้น ไม่สนใจว่าเขาจะพิมพ์อะไรกลับมาอีก
“ใจคอจะนั่งแช่โต๊ะคอมจนรากงอกเลยปะ กูหิวอะ ออกไปหาไรกินกัน” แฮมบ่น
“เป้กับกานต์เพิ่งออกไปกินข้าว โทรหามันดิ แล้วฝากมันซื้อ กูี้เีไม่อยากออกไปไหน”
แฮมคงไม่พอใจกับคำตอบของผมเท่าไหร่ เขาถึงได้ลากผมมาถึงเซ็นทรัล นี่ไม่ใช่แค่หาข้าวกินธรรมดา แต่เขาซื้อตั๋วหนัง เดินซื้อของ ข้าวยังไม่ถึงท้องซักเม็ด ไหนบอกว่าหิวไง
“จะกินชาบู หรืออาหารญี่ปุ่น” เขาเสนอทางเลือกให้ผม แต่ผมก็ตามใจเขานั่นแหละ ผมไม่ใช่คนกินยาก
“แล้วแต่มึงดิ มึงอยากกินอะไรมึงเลือก” เขายิ้ม
เขาเลือกอาหารญี่ปุ่น ร้านไม่ได้ใหญ่โต ทุกโต๊ะจัดเรียงชิดกันมาก โต๊ะข้าง ๆ เป็คนที่ผมรู้จัก เขาชื่อพี่โปเต้ ใบหน้าเข้ม ๆ มีหนวดและขนเคราบาง ๆ ผมจำเขาได้แค่ชื่อ ไม่รู้ว่าเรารู้จักกันที่ไหนเมื่อไหร่ และห่างหายกันไปเพราะอะไร
ผมลืมตัว เผลอทักเขาอย่างคนรู้จักกันดี
“หวัดดีครับพี่เต้” เขาขมวดคิ้วใส่ พยักหน้ารับ แต่สีหน้ายังคงแคลงใจว่าผมคือใคร
“สวัสดีครับ” เขาตอบตามมารยาท
ผมไปต่อไม่ถูก คนที่สงสัยเื่นี้มากกว่าคงเป็คนตรงหน้า ที่รู้ความเป็ไปในชีวิตของผมแทบทุกอย่าง ผมรู้จักใคร เขารู้จักด้วย
“พี่เขาเป็ใครหรอ”
“รุ่นพี่ที่รู้จักน่ะ”
“ทำไมกูไม่รู้จักอะ มึงไปรู้จักพี่เขาตอนไหน ทำไมไม่บอกกู” นี่เพื่อนหรือแม่วะเนี่ย
“ดุจังวะ ไว้ค่อยเล่าละกัน” โชคดีที่อาหารมาเสิร์พพอดี แฮมถูกดึงจุดสนใจไปที่ปลาแซลม่อนย่างมากกว่าเื่ของพี่โปเต้ ผมเองก็ไม่รู้จะเล่าให้ฟังยังไงเหมือนกัน ถ้าบอกว่าผมย้อนเวลามาจากอนาคตเขาคงไม่เชื่อแน่ เขาเป็คนเชื่อในวิทยาศาสตร์ และเื่ที่มีเหตุผลสุด ๆ
แต่จะว่าไป ผมก็ไม่รู้ว่าการเดินทางข้ามผ่านเวลาของผมนั้นจัดอยู่ในประเภทของวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ มันอาจจะเป็นวัตกรรมจากโลกอนาคต หรือ เทวดา เทพ พรหม หรือผู้วิเศษสักคนสร้างมันขึ้นมา
แฮมพาผมมาดูหนังเื่เดอะฮังเกอร์เกมส์ เป็อีกครั้งที่เราดูด้วยกัน ผมเคยมาดูเื่นี้กับมันเนี่ยแหละ รอบนี้จะเป็รอบที่ 4 แล้วมั้งที่ผมดู ก็ทุกครั้งที่มีภาคใหม่ผมก็ต้องวนดูภาคเก่าก่อนให้จำได้
“ฉากต่อไปริวตาย” ผมกระซิบบอกแฮมให้รู้ เขาเป็คนเซนซิทิฟ เขาต้องร้องไห้แน่ถ้าเห็นเธอตาย อีกอย่างผมอยากจะแกล้งเขาด้วยแหละ เขาไม่พอใจเวลาถูกสปอยเนื้อหาหนัง แต่ก็มักจะทำเสียเองเมื่อแนะนำหนังให้ผมดู
“รู้ได้ไง อ่านนิยายมาแล้วหรอ”
“อื้ม อ่านมา”
เขาอยากเชื่ออย่างนั้นก็เชื่อไปเถอะ แต่ถ้าเขารู้จักผมดี จะรู้ว่าหนังสือกับผมไม่ค่อยจะถูกกันซักเท่าไหร่ ยาสลบช้างยังออกฤทธิ์ไม่แรงเท่าหนังสือหนา ๆ สักเล่ม ต่อให้เป็นิยายน้ำดีที่คนชื่นชม ผมก็ไม่อ่าน
หนังเื่นี้เป็หนังที่สนุก ไม่ว่าผมจะดูมันมาแล้วหลายรอบก็ยังประทับใจ สำหรับเขาที่เพิ่งได้ดูครั้งแรกก็เช่นกัน น้ำตาเอ่อจนผมอดแซวไม่ได้
“ร้องไห้ยังกับเด็ก อายคนอื่นเขาเห้ย” ผมยื่นผ้าเช็ดหน้าที่พกติดตัวให้
“นี่ขนาดมึงเตือนกูเื่น้องริวแล้วนะ กูก็ยังปล่อยโฮอยู่ดี เขาจะทำภาคต่อใช่ไหมวะ กูรอเลยอะ”
“มีภาคต่อแน่ มึงมาดูกับกูอีกนะ”
“อื้ม”
ถ้าผมเปลี่ยนอนาคตได้ ผมคงมีเขานั่งอยู่ข้าง ๆ ในโรงหนัง เื่นี้ ภาค 2
และคงจะมีโอกาสได้ดูหนังด้วยกันอีกหลาย ๆ เื่ที่เรารอให้เข้าโรง
“สัญญานะ ว่ามึงจะมาดูกับกูอีกอะ”
“นี่มึงจะดึงเข้าซีนดราม่าทำไมเนี่ย บอกว่ามาก็มา กูกับมึงมีเพื่อนเยอะนักหรอ ยังไงก็ต้องมาดูกันแค่นี้อยู่แล้ว”