“เยี่ยมเลยขอบคุณพี่ติง ตอนนี้พ่อของข้าน่าจะยังไม่ได้กินข้าวข้าจะยกเนื้อไปก่อนแล้วจะกลับมาขอบคุณอีกที!”
ฉู่ชีซีดีใจเป็นอย่างมากนางกระโดดลุกขึ้นคว้าหม้อดินแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว นางไปมารวดเร็วราวกับลมทำให้เมื่อติงเหว่ยกับอวิ๋นอิ่งได้สติกลับมาก็หัวเราะไม่หยุด
“แม่นางคนนี้เป็นคนใจร้อน แต่กลับไม่ทำให้คนอื่นรำคาญ!”
อวิ๋นอิ่งเห็นว่าติงเหว่ยอารมณ์ดีจึงลองพูดแก้ต่างให้นายน้อยนิดหน่อยว่า“แม่นางฉู่เป็นคนอารมณ์เด็กๆ ก่อนหน้านี้ที่ซีเจียงคุณชายก็ถือว่านางเป็นน้องสาวคนหนึ่ง...”
ติงเหว่ยยิ้มบางๆแต่ไม่ได้ตอบอะไร นางป้อนข้าวอันเกอเอ๋อร์จนเขาอิ่มแล้ว จากนั้นก็กินอย่างลวกๆแล้วไปห้องครัวเพื่อเอาน้ำแกงไก่ที่เพิ่งต้มเสร็จแบ่งเป็นสองส่วนและยกไปให้ลุงอวิ๋นกับท่านผู้อาวุโสเหว่ยและยังเก็บหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงไว้ให้เฟิงจิ่วหนึ่งชาม ยกเว้นแต่กงจื้อหมิงคนเดียวที่ขาดไป...
ในขณะเดียวกันที่เรือนพักของสกุลฉู่ข้างๆก็เพิ่งเริ่มมื้ออาหารเช่นกัน แม้จะมีงานเลี้ยงต้อนรับในตอนเย็นแต่เมื่อเหล่าทหารรวมตัวกันก็มักจะดื่มเหล้าราวกับน้ำไหนเลยจะมีเวลาเหลือมากินอาหาร ทุกคนต่างก็ต้องกินรองท้องไว้หน่อยเพื่อไม่ให้กระเพาะอาหารเสียหายจากการดื่มเหล้า
บิดากับเหล่าลูกชายสกุลฉู่กำลังนั่งล้อมวงกันอยู่ชีซีก็วิ่งกลับมาพร้อมกับหม้อดินใบใหญ่ด้วยความตื่นเต้นยังไม่ทันเข้าไปในห้องก็ร้องตะโกนขึ้นมาแล้วว่า “ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่สาม พี่สี่ดูสิว่าข้าเอาอะไรอร่อยๆ กลับมาให้พวกท่าน!”
บิดากับเหล่าลูกชายสกุลฉู่เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงก็เห็นหม้อดินสองหูสีตาลใบใหญ่วาง “โครม” ลงมากลางโต๊ะ ทำให้น้ำจากจานกับข้าวเล็กๆสองจานกระเด็นไปทั่ว
ท่านแท่ทัพอาวุโสฉู่ทนไม่ไหวจึงเอ่ยปากตำหนิออกมา“วันๆ เอาแต่ทำตัวซุ่มซ่าม และนี่ยังทำอาหารหกอีก!”
ชีซีแลบลิ้นอย่างทะเล้นนางรีบหาตะเกียบคีบหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงชิ้นหนึ่งส่งไปที่ปากของพ่อและพูดเอาใจว่า“ท่านพ่อ อย่าถือสาเรื่องเล็กน้อยเลย รีบชิมเนื้อหมูชิ้นนี้หน่อยสิข้าตั้งใจเอากลับมาให้ท่านพ่อโดยเฉพาะ รสชาติมันอร่อยมากเลย!”
ท่านแม่ทัพอาวุโสฉู่ไม่อาจปฏิเสธความหวังดีของลูกสาวได้จึงต้องอ้าปากกินเนื้อหมูเข้าไปปรากฏว่าตาของเขาเป็นประกาย และพูดชมว่า “รสชาติดีจริงๆ เหนียวนุ่มแต่ไม่มันเกินไปกินแล้วรู้สึกอร่อยกว่าเนื้อย่างตั้งเยอะจริงๆ!”
“เห็นไหมล่ะ ข้าบอกแล้วว่าอร่อยไม่อย่างนั้นคงไม่เอากลับมาให้ท่านพ่อหรอก!”ชีซีดีใจที่ท่านพ่อชอบถึงกับยิ้มจนหน้าบานราวกับว่านางเป็นคนทำหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงหม้อนี้เองนางรีบคีบหมูให้กับพี่ชายทั้งสามคนอย่างหาได้ยาก แล้วพูดเร่งว่า “พี่ๆพวกท่านรีบกินกันสิ!”
สามพี่น้องสกุลฉู่นานๆจะเห็นน้องสาวใส่ใจเช่นนี้ก็รู้สึกว่าปกติที่เอ็นดูนางไม่ได้สูญเปล่าพวกเขาต่างก็รีบกินเข้าไปและก็เอ่ยปากชมออกมาหลายประโยคทำให้ชีซียิ่งได้ใจมากขึ้นไปอีก
ท่านแม่ทัพอาวุโสฉู่กินติดต่อกันอีกสองชิ้นแล้วจึงถามว่า “ลูกสาว เจ้าไม่ได้วิ่งไปที่ว่าการข้างๆ หรือทำไมถึงได้วิ่งไปหาของอร่อยๆ ในร้านอาหารล่ะ?”
ชีซีนึกถึงความใจดีของติงเหว่ยที่มีต่อนางก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยแล้วบิดตัวไปมาก่อนจะพูดว่า “หมูนี้ข้าไม่ได้ซื้อจากร้านอาหารหรอกนะ เป็นพี่ติงข้างบ้านที่ทำให้ข้ากินแล้วรู้สึกว่าอร่อยก็เลยบอกพี่ติงแล้วเอากลับมาทั้งหม้อแบบนี้เลย!”
“อะไรนะ!” พอพ่อลูกสกุลฉู่ได้ฟังแล้วเนื้อหมูที่ถูกตะเกียบคีบอยู่ก็ตกลงพร้อมๆกัน จากนั้นพวกเขาก็สบตากันแบะถามออกมาด้วยความสงสัย“แม่นางติงคนนั้นเห็นเจ้าบุกเข้าไปแต่กลับไม่ได้ไปรายงานท่านแม่ทัพใหญ่อย่างนั้นหรือ?”
“รายงาน?’ ชีซีส่ายหน้าอย่างแรงเกรงว่าท่านพ่อและพี่ชายจะเข้าใจผิดติงเหว่ย นางจึงรีบพูดว่า “ไม่มี ไม่มี!พี่ติงบอกว่านางไม่ใช่นางสนมของพี่เทียนเป่าและลูกชายของนางก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพี่เทียนเป่าด้วยประกอบกับที่ข้าหิวพอดีและพี่ติงก็ตุ๋นเนื้อเอาไว้แล้วก็เลยให้ข้าอยู่กินข้าวท่านพ่อ พวกท่านอาจะไม่รู้ พี่ติงเป็นคนดีมาก ต่อไปนางยังให้ข้าไปกินข้าวได้บ่อยๆหากว่าข้าอยากกินอะไรนางก็จะทำให้ข้ากินทั้งหมด!”
พี่ใหญ่สกุลฉู่ทนไม่ได้ที่เห็นน้องสาวทำตัวไร้เดียงสาแบบนี้เขากำลังจะเอ่ยปากดุ แต่น้องสามก็ดึงแขนเสื้อเขาเอาไว้ก่อน
พี่สามสกุลฉู่ยิ้มแล้วพูดว่า“อย่างนี้ก็แปลว่า แม่นางติงเป็นผู้หญิงที่ดีจริงๆต่อไปถ้าเจ้าไม่มีอะไรทำก็ควรไปหานางบ้างอีกเดี๋ยวพวกเราจะไปงานเลี้ยงกับท่านพ่อคงกลับมาช้าสักหน้อย เจ้านอนก่อนก็แล้วกันเป็นผู้หญิงอย่ามัวแต่คิดถึงการฟาดแส้ควรใส่ใจเรื่องการแต่งตัวให้มากกว่านี้หน่อย”
ชีซีตอนแรกรู้สึกโกรธที่ไม่พานางไปงานเลี้ยงด้วยแต่เมื่อได้ยินสิ่งที่พี่ชายพูดตอนท้ายนางก็หน้าแดงขึ้นมาผู้หญิงล้วนต้องการทำให้คนที่ชอบพอใจ นางควรเลือกเสื้อผ้าให้ดีๆเพราะในอนาคตจะได้พบกับคนที่นางชอบทุกวันจะต้องแต่งตัวให้สวยงาม
“ตกลง งั้นพวกท่านดื่มเหล้าให้น้อยสักหน่อย ข้าขอตัวกลับห้องก่อน”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ชีซีก็ไม่รออีกต่อไป นางคำนับท่านพ่ออย่างเร่งรีบแล้วก็วิ่งออกไป
ปล่อยให้พ่อลูกสกุลฉู่นั่งมองหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงครึ่งหม้อนั้นต่อไป“แม่นางติงคนนี้หากไม่เป็นคนดีเหมือนที่น้องเล็กว่าก็คงจะเป็นคนที่เจ้าเล่ห์และร้ายลึกเป็นแน่”
พี่ใหญ่สกุลฉู่เป็นคนแรกที่เอ่ยปากพูดพี่สามสกุลฉู่พยักหน้า “พรุ่งนี้ข้าจะหาโอกาสไปสืบข่าวสักหน่อยข้าเห็นว่านางกับท่านแม่ทัพใหญ่ไม่เหมือนนายกับบ่าวทั่วไปแล้วก็ไม่มีครอบครัวไหนที่ให้แม่ครัวพักอยู่ที่เรือนในด้วย”
พี่สี่สกุลฉู่กลับไม่คิดเช่นนั้นเขายกมือขึ้นคีบหมูกินอย่างสบายๆ พูดอย่างคลุมเครือว่า “น้องสาวถึงจะดูไร้เดียงสาแต่นางก็มีความสามารถในการมองคนที่แม่นยำและไม่เคยผิดหวังมาก่อนเกรงว่าถ้านางรู้เข้าคงจะโกรธเป็นแน่”
แต่น่าเสียดายที่เขาอายุยังน้อยเมื่อถูกพี่ๆ ถลึงตาใส่เขาก็ก้มหน้าก้มตากินหมูต่อไป
ท่านแม่ทัพอาวุโสฉู่เองก็คิดว่าไม่ค่อยเหมาะสมแต่เมื่อนึกถึงลูกสาวที่ถูกเลี้ยงมาอย่างประคบประหงมตั้งแต่เด็กเขาก็เห็นด้วยกับคำพูดของลูกชายไปโดยปริยาย
กองทัพจากจูโจวและเฉียนจูร่วมมือกันมาได้หลายวันแล้วกงจื้อหมิงได้รับความขอบคุณและความจงรักภักดีจากแม่ทัพทั้งหมดของกองทัพจูโจวส่วนกองทัพสกุลฉู่ที่มาไกลจากซีเจียงก็ได้มาช่วยเหลือความผูกพันจึงยิ่งลึกซึ้งมากกว่าไปโดยปริยาย
กองทัพสามกองรวมกันมีแม่ทัพราวร้อยกว่าคนที่ที่ว่าการส่วนหน้ามีโต๊ะอาหารวางอยู่เต็มไปหมดถึงสิบโต๊ะ เหล้าแรงที่ผ่านการกลั่นเป็นอย่างดีจนกลายเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนทันทีแม้จะดื่มแล้วรู้สึกเผ็ดจนแทบจะรู้สึกราวกับไฟลุกขึ้นในท้องแต่ทุกคนก็ยังคงดื่มกันอย่างไม่หยุดหย่อน
ดื่มกันจนเมามายพอประมาณก็มีคนกระโดดไปกลางห้องโถงท้าประลองเพื่อสร้างความสนุกสนานคนนั้นกวัดแกว่งขวานเสร็จ คนนี้ก็ฟาดฟันดาบต่อ บรรยากาศจึงครึกครื้นเป็นพิเศษ
ความสนุกสนานนี้ดำเนินไปจนถึงเที่ยงคืนกว่าแม่ทัพทั้งหมดจะถูกทหารคนสนิทพยุงกลับไปได้ที่ว่าการด้านหน้าถึงได้เงียบสงบลงอย่างแท้จริง
ปกติกงจื้อหมิงก็ดื่มจนเมากึ่มๆเขารับผ้าเปียกจากเฟิงจิ่วมาเช็ดหน้า จากนั้นก็ลูบท้องที่รู้สึกไม่ค่อยสบายเท่าไหร่และเอ่ยปากถามตามความเคยชินว่า “ที่เรือนหลังส่งอาหารอะไรมาบ้าง?”
เฟิงจิ่วชะงักไปเล็กน้อยสีหน้าดูแปลกๆ ไปเล็กน้อย เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างไม่ค่อยเต็มใจว่า“เอ่อ...นายน้อย เรือนหลังที่ว่าการคืนนี้ไม่ได้ส่งอาหารมาเลย”
“ไม่ได้ส่งมา?” กงจื้อหมิงดูเหมือนจะไม่เชื่อก่อนที่ดวงตาจะมีแววสว่างขึ้นเล็กน้อยและยิ้มขื่นว่า “ไม่ใช่ไม่ส่งมาแต่ไม่มีส่วนของข้าสินะ”
เฟิงจิ่วมีสีหน้ายิ่งลำบากใจเขาปิดปากแน่นเพราะเกรงว่าถ้าเอ่ยปากพูดเจ้านายจะได้กลิ่นหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงที่เขากินไปแล้วแม้ว่าเขาจะได้รับหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงมาก่อนและอยากจะเก็บไว้ให้เจ้านายแต่พี่ติงตั้งใจส่งมาให้เขาโดยเฉพาะ ถ้าเขาไม่กิน พี่ติงคงจะโกรธ เขาจึงต้องตัดใจลืมเจ้านายไปเสียก่อนแน่นอนว่าเขาไม่ยอมรับว่าตนเองไม่อาจต้านทานเสน่ห์ของหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงได้…
กงจื้อหมิงส่ายมือไปมาในขณะที่เขากำลังจะพูดอะไร หลังจากที่ลุงอวิ๋นส่งแขกเสร็จก็ยกน้ำแกงแก้เมาพร้อมกับโจ๊กหนึ่งชามและกับข้าวรสชาติเบาๆสองสามอย่างเข้ามา
ใบหน้าของกงจื้อหมิงมีความสุขขึ้นมาทันทีมุมปากของเขาก็ยกขึ้นมา
แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังผิดหวัง
ลุงอวิ๋นวางอาหารลงบนโต๊ะไปพลางบ่นไปพลางว่า“นายน้อย ท่านแทบไม่ได้กินอะไรในงานเลี้ยงเลย ตอนนี้คงจะรู้สึกไม่สบายใช่ไหม?ดื่มน้ำแกงแก้เมาก่อนแล้วค่อยกินอะไรรองท้อง แม่นางติงหลับไปแล้วข้าเลยไม่ได้เรียกนางและให้พ่อครัวที่เรือนด้านหน้าที่ว่าการทำกับข้าวง่ายๆสองสามอย่างแทน”
กงจื้อหมิงเพิ่งจะยกตะเกียบขึ้นมาทว่ากลับไม่อยากอาหารเลยแม้แต่น้อย เขาเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็วางตะเกียบลง
“ยกออกไปเถอะ พวกเจ้าเองก็รีบเข้านอนด้วย”
เมื่อวานลุงอวิ๋นรีบกลับเข้ามาเตรียมการในเมืองแต่เช้าเขาจึงไม่รู้เรื่องที่หน้าประตูเมืองเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้ก็เลยอยากจะเกลี่ยกล่อมแต่เฟิงจิ่วกลับส่งสัญญาณให้เขา ดังนั้นเขาก็เลยยกสำรับข้าวถอยออกไปด้านนอกประตู
เป็นอย่างที่คาดไว้ผ่านไปไม่ทันไรเฟิงจิ่วก็วิ่งออกมาบ่นพึมพำกับเขาสองสามประโยค
ลุงอวิ๋นโมโหจนตบไปที่หน้าขา“จริงๆ เลย ทำไมถึงได้บังเอิญให้แม่นางติงเห็นเข้าพอดี แม่นางฉู่ก็ด้วยหากนายน้อยชอบนางวันนั้นที่ซีเจียงตอนที่ท่านแม่ทัพอาวุโสฉู่พูดเรื่องเกี่ยวดองกันนายน้อยก็คงจะรับปากไปแล้ว เรื่องนี้ทำให้…”
เฟิงจิ่วหายไปนานเกินไปพอจะเตรียมวิ่งหนีไปก็ถูกลุงอวิ๋นจับได้แล้วเคาะหัวไปสองที “เจ้าเด็กจอมตะกละต่อให้แม่นางติงโกรธจนไม่เตรียมอาหารให้นายน้อยเจ้าก็ควรจะเก็บหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงชามนั้นไว้อย่างน้อยก็ให้คุณชายได้กินอาหารดีๆ สักหน่อย!”
เฟิงจิ่วเจ็บแต่ไม่กล้าเถียงเขารีบวิ่งหนีไปราวกับกระต่าย ทิ้งให้ลุงอวิ๋นยืนกังวลใจอยู่คนเดียวผู้อาวุโสเหว่ยเองก็ไม่ค่อยพอใจนายน้อยอยู่แล้ว หากเขาก่อเรื่องขึ้นมาอีกและแม่นางติงพาตัวคุณชายน้อยไปจริงๆ จะทำเช่นไรดี…
ไม่พูดถึงว่าท่านผู้อาวุโสจะกังวลขนาดไหนแค่พูดถึงกงจื้อหมิงที่คืนนี้นอนไม่หลับ เขาพลิกตัวไปมารู้สึกเหมือนเหล้าที่ดื่มเข้าไปกำลังทำร้ายเขาเผาผลาญกระเพาะและลำไส้จนปวดแสบปวดร้อน ดื่มน้ำชากี่แก้วก็ไม่ช่วยอะไรเขาอยากจะไปหาติงเหว่ยที่เรือนหลังเพื่ออธิบายสักหน่อย แต่ประการแรก ด้วยความหยิ่งของลูกผู้ชายเขาไม่อาจก้มศีรษะให้กับสตรีได้ และอีกอย่างเขาก็ไม่รู้จะพูดอะไร จะบอกว่าตนเองเห็นชีซีเป็นเหมือนน้องสาวจะบอกว่านางเข้ามาในอ้อมแขนเขาเองอย่างนั้นหรือ? การพูดถึงสตรีลับหลังย่อมเป็นเรื่องไม่สมควรและยังต้องคำนึงถึงเกียรติของครอบครัวแม่ทัพอาวุโสสกุลฉู่อีกด้วย
คิดแบบนี้แล้วเขาก็ละความคิดไปแต่ใบหน้าและรอยยิ้มของติงเหว่ยยังคงวนเวียนอยู่ในหัวทำให้เขานอนไม่หลับยิ่งกว่าเดิม กว่าจะพอข่มตาหลับไปได้ก็เป็นตอนฟ้าสางแล้วส่วนเฟิงจิ่วที่ง่วงจนทนไม่ไหวก็หลับไปบนขื่อคานจนมีน้ำลายไหลออกมาตั้งนานแล้ว…
เช้าวันรุ่งขึ้นลุงอวิ๋นตื่นขึ้นมาเตรียมจะปรนนิบัติรับใช้แต่นานๆ ทีจะได้เห็นนายน้อยยังไม่ลุกจากเตียงเขาก็เลยกำลังลังเลว่าจะให้นายน้อยนอนหลับต่ออีกสักหน่อยดีหรือไม่ทว่าอวี้ฉือหุ่ยกลับเข้ามาอย่างเร่งรีบ
ลุงอวิ๋นเกรงว่าเสียงอันดังของเขาจะปลุกให้นายน้อยตื่นก็เลยรีบก้าวมาข้างหน้าและส่งสัญญาณให้เขาหยุดฝีเท้า จากนั้นก็ถามว่า“หากไม่มีเรื่องเร่งด่วนอะไรก็รอก่อน นานๆ นายน้อยจะตื่นสายสักที!”
อวี้ฉือหุ่ยส่ายหน้าแล้วพูดอย่างร้อนรนว่า“ลุงอวิ๋น เกิดเรื่องแล้ว มีทหารในกองทัพจูโจวคนหนึ่งที่ไม่รู้จักกาลเทศะไปแทะโลมหญิงสาวในกองทัพหญิงเข้า พี่ติงโกรธมากและกำลังจะลงโทษเขาแล้ว!รีบให้ท่านแม่ทัพไปดูเถอะ ถ้าจัดการไม่ดีขึ้นมาแล้วทำให้กองทัพจูโจวเกิดความคิดเป็นอื่นจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เอาได้!”
ลุงอวิ๋นที่ได้ยินก็เบิกตาโตพร้อมพูดด้วยความโมโห“นี่มันเกิดอะไรขึ้น นายน้อยก็เคยสั่งการอย่างเด็ดขาดแล้วมิใช่หรือทำไมยังมีคนกล้าฝ่าฝืนอีก? กองทัพหญิงเหล่านั้นเป็นคนที่แม่นางติงพามาจากในจวนเกรงว่านางคงจะโมโหอย่างมากเป็นแน่!”
ในขณะที่พูดอยู่เขาก็เตรียมจะเข้าไปในห้องเพื่อรายงาน แต่เพราะเสียงอันดังของอวี้ฉือหุ่ยแม้จะพยายามกดให้เบาลงแล้ว ก็ยังเล็ดลอดเข้าไปในห้องจนได้