หากพูดถึงการต่อสู้ตัวต่อตัว แน่นอนว่าการชิงไหวชิงพริบหาช่องโหว่แล้วลงมือ ย่อมเป็นเรื่องปกติ หากแต่ถ้าฝ่ายตรงข้ามไม่เปิดช่องโหว่ อีกทั้งยังระดมโจมตีมาเป็นชุด การหลบหลีกไปเรื่อยๆ ก็ถือเป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่ง ลมพายัพที่พัดเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง หมายทำลายให้พ่ายแพ้ไป ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะไร้ซึ่งทางพิชิต มิเนอร์วายังคงจ้องมองอย่างเพ่งพินิจ เมฆดำจากบูรพาทิศกำลังบดบังท้องฟ้าจนมิด
เด็กหนุ่มรับรู้สัมผัสได้ทันที ว่ากระแสลมกำลังจะเปลี่ยนทิศ ในจังหวะที่อีกฝ่ายอยู่ในท่าเตรียมตวัดดาบซ้ำเข้ามาอีกครั้ง บังเกิดสายลมจากอาคเนย์เพพัดกระทบสะกิดดวงตา จนต้องหลับลงเพียงเสี้ยวความคิด ก่อนจะฟันลงไปทั้งๆ ที่หลับตา กระแสลมได้เปลี่ยนทิศแล้ว มิเนอร์วาย่อมไม่ปล่อยโอกาสที่รอคอยมานานทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ มัจจุราชสีดำพ่นไฟออกมา พร้อมกับการส่งหัวกระสุนพุ่งเข้าปะทะคมโลหะที่ฟันลงมา
เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานไปแปดทิศ ดาบโลหะปลิวหวือไปด้านหลังตามแรงปะทะ ชายผู้นั้นยังคงไม่ยอมแพ้ เกร็งแขนรวมพลังฝืนต้านไว้ แล้วฟันสับลงมาอีกครั้ง แต่น่าเสียดายเพียงชั่วพริบตาที่สูญเสียกระแสแห่งการบุก มิเนอร์วาก็อาศัยจังหวะนั้นฉกชิงเปลี่ยนกระแส ถอยหลังสร้างระยะอีกครั้งพร้อมกับการรัวยิง ถึงแม้จะไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับจวนตัวไร้ทางตอบโต้เช่นแรกเริ่ม ในเมื่อไม่ได้โดนโจมตีอยู่ฝ่ายเดียวแล้ว จึงมีเวลาให้ได้ขบคิดมากขึ้น เด็กหนุ่มสัมผัสได้อย่างเลือนรางว่าตนเองนั้นได้มาถึงคอขวดแล้ว หากฝืนฝ่าคอขวดนี้ได้ก็จะสามารถทุบทำลายพันธนาการแห่งชีวิตชั้นที่ 3 ก้าวขาเข้าสู่การเป็นเหนือมนุษย์ และคอขวดที่ว่านี้เดาว่า น่าจะเป็นการอัญเชิญวิญญาณประจำตัวนั่นเอง
'เศษแก่นข้ามีแล้ว… แต่ไม่สามารถนับเป็นเหนือมนุษย์ได้ ความต่างเดียวที่สัมผัสได้ตอนนี้ คือการอัญเชิญเท่านั้นที่ข้ายังไม่มี ขาดเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น…'
เด็กหนุ่มพูดกับตัวเองในใจ พร้อมทั้งคอยหลบหลีกและยิงสวนไปเป็นระยะ แขกเหรื่อมากมายที่ได้เห็นเป็นต้องอดชื่นชมไม่ได้ ต้องรู้ว่าผู้วิเศษชั้นสูงกับเหนือมนุษย์ ถึงจะต่างกันเพียงขั้นเดียว แต่ในแง่ของปริมาณและคุณภาพนั้น กลับต่างกันอย่างเทียบไม่ติด แค่ฝืนยื้อหนีเอาชีวิตรอดได้ก็นับว่าประเสริฐแล้ว แต่สิ่งที่เด็กหนุ่มทำ กลับค้านกับหลักความเป็นจริงโดยทั่วไป
หากกล่าวว่าเหล่าอัจฉริยะสามารถหนีเอาตัวรอดได้ เมื่อต้องปะทะกับผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ถ้าอย่างนั้นมิเนอร์วาที่สามารถสู้ได้อย่างสูสี ถึงจะเสียเปรียบไปบ้างในตอนต้น ก็คงถูกเรียกว่าสัตว์ประหลาดแล้ว เหล่าผู้ชมมองต่างก็ยังคงไม่รู้ว่า แท้จริงแล้วมิเนอร์วานั้นมีเศษแก่นอยู่ก่อนแล้ว เป็นเศษแก่นที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าคืออะไรถึงสองเศษ รู้เพียงแค่ว่ามีพื้นฐานมาจากมืดและไม้ โดยมีแก่นแห่งพิษพิสดารและแก่นสวรรค์อนธการเป็นแหล่งที่มา
การตระหนักรู้ค่อยๆ เพิ่มพูนตามระยะเวลาที่ต่อสู้ ยิ่งยืดเยื้อยิ่งนานเด็กหนุ่มยิ่งได้ประโยชน์ ในความเป็นจริงหากเด็กหนุ่มฝืนใช้หมอกสวรรค์อนธการอย่างเต็มกำลัง การต่อสู้นี้ก็จะยิ่งง่ายดายขึ้น สามารถสู้ได้อย่างสบายๆ โดยที่ไม่เสียเปรียบ แต่มิเนอร์วากลับเลือกที่จะกดดันตัวเอง ใช้อีกฝ่ายเป็นหินลับมีดที่ฝนหินลงไปทีละน้อย
สรรพศาสตรานับร้อยพันที่ถูกลับเพียงหนึ่งครั้ง หรือจะสู้เอกศาสตราที่ฝนลับนับหมื่นครา ราวกับได้ล่วงรู้ความลับฟ้า เกิดการรู้แจ้งขึ้นมาหลังจากการจ้องมองศึกษา พันธนาการแห่งชีวิตชั้นที่สามที่เป็นประตูสู่การเป็นเหนือมนุษย์ได้เกิดรอยแตกร้าวเล็กๆ แล้ว
"วิญญาณประจำตัวหาใช่ของผู้ใด กำเนิดจากวิญญาณของข้าเอง พื้นฐานของข้าทั้งสองสิ่งรวมเป็นหนึ่ง หากแต่หนึ่งวิญญาณนี้ ก็นับได้ว่าเป็นร่างจำแลงที่สองของวิญญาณข้าเอง"
มิเนอร์วาเกิดการรู้แจ้ง มังกรอนธการภายในร่างที่นอนหลับตามาโดยตลอดพลันลืมตาตื่น ลวดลายสีเขียวบนเกล็ดสีนิลกำลังส่องสว่างขึ้น แสงมรกตอาบย้อมไปทั่วทะเลมืด และบงกชสามสี
"หากตัวข้าหลอมรวมกับตัวข้า ก็จะสามารถอัญเชิญเขาผู้เป็นวิญญาณพิทักษ์แก่น สาเหตุที่บางเผ่าพันธุ์เรียกเหนือมนุษย์ว่าผู้พิทักษ์ ก็คงเป็นเพราะในระดับชีวิตช่วงชั้นนี้ มีตัวตนที่เรียกว่าวิญญาณพิทักษ์แก่นอยู่…"
มังกรอนธการแหงนหน้ากู่ร้องคำรามก้อง ร่างกายของมันเริ่มพร่ามัว ทะเลสีดำจำนวนมหาศาล ที่เป็นแหล่งที่มาของพื้นฐานมืด ได้ถูกดูดกลืนเข้าปากมังกรวัยเยาว์ บงกชสามสีเองก็เริ่มพร่าเลือนกิ่ง ก้าน ใบ และรากถูกดอกบงกชสามสีดูดซับจนสลายไปทีละน้อย ขนาดของมังกรอนธการ และบงกชสามสีกำลังขยายขนาดขึ้น
เศษแก่นขนาดเล็กจ้อยขยายตัวทีละน้อย ตามการเพิ่มพูนพลังของวิญญาณทั้งสองพื้นฐาน รอยร้าวปรากฏมากขึ้นลุกลามไปทั่ว นี่คือสัญญาณของการสะสมพลัง เพื่อรอคอยการระเบิดออกอย่างรุนแรงในคราเดียว เมฆดำจากบูรพาทิศขยายตัวใหญ่มากขึ้นตามเวลาที่ผันผ่าน สายลมแรงพัดปะทะทั่วลานพิธีแต่ก็ไม่สามารถฝ่ากรงอัสนีออกมาได้
เหล่าขุมอำนาจมากมาย โดยเฉพาะเฟรเกียที่นั่งอยู่ต่างพากันลุกขึ้นยืนมอง พวกมันเคยผ่านมาก่อน ย่อมรู้ดีว่านี่คือการเตรียมทะลวง ก้าวเข้าสู่การเป็นเหนือมนุษย์ สาเหตุที่ถูกเรียกว่าเหนือมนุษย์เป็นเพราะในช่วงชั้นนี้ พวกมันสามารถอัญเชิญวิญญาณพิทักษ์ออกมาได้ การมองเห็นวิญญาณร้ายที่มีพลังงานด้านลบจำนวนมาก นับเป็นเรื่องปกติ
แต่ทว่าการจะมองเห็นวิญญาณปกติ หรือวิญญาณที่ตั้งใจหลบซ่อนตัวตนนั้น ถ้าไม่ได้มีพื้นฐานวิญญาณเฉกเช่นมิเนอร์วา ก็ต้องเป็นครึ่งเทพเท่านั้นที่พอจะสัมผัสได้ และต่อให้เป็นถึงครึ่งเทพ พวกเขาก็ไม่สามารถก้าวเข้าไปข้องแวะกับโลกคนตายได้มากนัก ต่างจากบุคคลที่มีพื้นฐานวิญญาณ ซึ่งมีกลเม็ดมากมายในการใช้กับโลกคนตาย ถึงจะไม่สามารถควบคุมได้ แต่ก็รับประกันได้เลยว่าจะปลอดภัย ต่อให้เป็นวิญญาณร้ายระดับครึ่งเทพ มิเนอร์วาก็ย่อมมีวิธีปกป้องตัวเอง
เหนือมนุษย์ที่ตามหาเศษแก่นของตนเองเจอ ย่อมสามารถควบคุมพลังที่มีได้อย่างไม่ติดขัด ราวกับเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง เฉกเช่นชายผู้นี้ที่สามารถหลอมรวมตัวเองเข้ากับสายลม ใช้พลังเพิ่มความว่องไวมาโผล่ตรงนู้นที ตรงนี้ที วิญญาณพิทักษ์ของอีกฝ่ายก็น่ารำคาญอยู่ไม่น้อย ตัวมันในตอนนี้ที่อยู่ใกล้กับมิเนอร์วาที่สุด มีหรือจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอ่านหวังกระทำสิ่งใด
มันกระโดดถอยหลังสร้างระยะอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนตลอดการต่อสู้ ตั้งท่าโดยใช้ปลายดาบชี้ลงพื้นโน้มตัวลง จนด้ามดาบยกขึ้นสูงระดับแก้ม โดยมีเหยี่ยววายุเกาะที่ปลายด้ามดาบ ในเวลาเดียวกับที่อีกฝ่ายกระโดดถอยไปนั้นเอง มังกรหนุ่ม และบงกชสามสีก็ดูดซับพื้นฐานวิญญาณมืด และไม้เข้าไปจนหมดเกลี้ยง เศษแก่นขนาดเล็กในอดีตทั้งสองขยายขนาดขึ้น จนเทียบเท่าได้กับครึ่งหนึ่งของเศษแก่นระดับเหนือมนุษย์ที่พึ่งทะลวงขั้น รอยร้าวที่เพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ ราวกับได้มาถึงจุดสิ้นสุด มันหยุดลงพร้อมกับคลื่นลมที่เงียบหายไป
ผู้นำจากขุมอำนาจต่างๆ ได้แต่ทอดถอนใจอย่างเสียดาย ที่เด็กหนุ่มทำได้ดีแล้ว แต่ยังดีไม่เพียงพอที่จะทะลวงขั้น เหนือมนุษย์วัยเยาว์เช่นนี้ ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่เคยถูกบันทึกเอาไว้นั้นมีน้อยเป็นอย่างมาก แต่กลับมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังไม่ถอดใจ หวังอยากจะเห็นเด็กหนุ่มแสดงอภินิหาร สร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมา
โดยเฉพาะเฟรเกียประมุขแห่งวังมรณะสาบสูญผู้นั้น ตัวมันเองย่อมต้องพอจะสืบทราบรู้นิสัยบุตรบุญธรรมของมันเองอยู่บ้าง และมันไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่มีแผนรับมือกับเหตุการณ์นี้ การฝืนทะลวงแต่ไม่อาจทำสำเร็จ ผลที่ตามมาย่อมร้ายแรงพอสมควร แรงสะท้อนกลับจากการฝืนทะลวงนั้น ย่อมทำให้บาดเจ็บหนัก ถึงจะไม่ตาย แต่ก็มีผลกับการต่อสู้เป็นตายในครั้งนี้ ต้องอย่าลืมว่าจะออกจากกรงอัสนีได้ ย่อมต้องมีหนึ่งคนที่ดับสูญ
เป็นดังเช่นแผ่นหนังเหนียวบางที่ถูกยืดออกจนสุด แล้วดีดสะท้อนกลับมาอย่างรุนแรง ผลกระทบย่อมต้องเจ็บแสบสะท้านถึงทรวงเป็นแน่แท้ บนเวทีชายผู้นั้นแสยะยิ้มเย็น เมื่อเห็นว่าสัญญาณการทะลวงขั้นของเด็กหนุ่มได้หยุดลง มันหัวเราะอย่างเหยียดหยันปนดูแคลน
"สุดท้ายก็แพ้ภัยตัวเอง… โง่เง่า! ตอบแทนที่ให้ข้าได้เห็นอะไรดีๆ รับท่านี้แล้วตายไปซะ"
สายลมคลั่งที่เงียบหายไปปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ต่างกันตรงที่ครานี้กำเนิดขึ้นมาจากพลังของศัตรู
"เพลงดาบวายุถล่มนภา กระบวนท่าสุดท้าย วายุจ้าวเวหา!"
กล่าวจบวายุโหมหอบม้วนรอบใบดาบยาว และปกคลุมไปทั่วกายหยาบ ก่อนที่ชายผู้นั้นจะพุ่งเข้ามาอย่างเต็มแรง รวดเร็วเห็นเพียงภาพติดตา มันเตรียมตวัดดาบเพื่อฟาดฟัน ส่งเสียงคำรามอย่างกึกก้องสะเทือนนภา อากาศสั่นสะเทือน
"ตาย!"
ในสถานการณ์ตัดสินเป็นตายนี้เอง มิเนอร์วากลับยกยิ้มเจ้าเล่ห์ดีดตัวถอยหลัง ถึงจะช้ากว่าอีกฝ่ายเพียงเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอให้สร้างระยะห่าง เด็กหนุ่มรู้ตัวดีอยู่แล้ว ว่าตนเองนั้นจะอย่างไรก็ไม่อาจสามารถสร้างเศษแก่นที่สมบูรณ์ขึ้นมาจากพื้นฐานมืด และพื้นฐานไม้ เนื่องจากพื้นฐานดั้งเดิมของตนเอง แท้จริงแล้วคือพื้นฐานวิญญาณที่น้อยคนนักจะรู้จัก
หากเผ่ามายาเจริญรุ่งเรืองผู้อื่นจะรู้จักก็ไม่แปลก แต่เผ่ามายาในทุกวันนี้นั้นต่างไป แม้แต่ทวยเทพรุ่นหลังบางองค์ยังไม่ทราบว่าเคยมีอยู่ แล้วจะนับประสาอะไรกับมนุษย์โสมมทั่วไปเบื้องหน้า ที่ไม่เคยได้รู้ตัว ชั่วขณะที่อีกฝ่ายพุ่งเข้ามา เศษแก่นมืดและไม้ทั้งสองก็หลอมรวมเข้าด้วยกัน หนึ่งเขียวหนึ่งดำผสานรวมเป็นหนึ่ง บนเกล็ดหนากลางหน้าผากของมังกรสวรรค์อนธการภายในร่าง ปรากฏรอยประทับรูปบงกชเขียวสว่างไสว ตัวบงกชสามสีเองก็ราวกับได้รับการเติมเต็ม มันขยายกลีบดอก และแกนกลางที่มีเมล็ดสามสีมากมายอยู่ภายในออก จนมีขนาดมหึมา
เมื่อเศษแก่นทั้งสองหลอมรวมจนเกือบสมบูรณ์ ก็ได้กระจายตัวแตกสลายหายไปเป็นละอองอณูขนาดเล็ก แทรกซึมกระจายผสานไปทั่วร่าง ก่อนจะถูกดึงกลับมาควบรวม ก่อกำเนิดเป็นเศษแก่นสีเขียวอมดำที่สมบูรณ์เสี้ยวผลึกหนึ่ง กระบวนการทั้งหมดอาจดูยาวนานแต่แท้จริงแล้วเหตุการณ์นี้กลับเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น
ร่างกายของศัตรูที่พุ่งเข้ามาในตอนนี้ได้ถูกห่อหุ้มด้วยสายลม จนผู้คนสามารถมองเห็นได้ว่ามีเหยี่ยวสีขาวตาแดงตัวหนึ่ง กำลังพุ่งเข้าไปหามิเนอร์วาพร้อมกับปากที่กรีดร้องไร้เสียง เด็กหนุ่มที่ดีดตัวถอยลอยอยู่กลางอากาศ ทันทีที่เท้าทั้งสองสัมผัสพื้นก็ไม่ได้ถอยหลังอีกต่อไป จ้องมองอีกฝ่ายอย่างดูถูกพร้อมกับยกปืนขึ้น เล็งไปยังเหยี่ยวตาแดงตัวนั้นที่พุ่งเข้ามาอย่างเย็นชา
"หากนกกะปูดเช่นเจ้า เรียกขานตนเป็นวายุจ้าวเวหา เช่นนั้นกระสุนนัดนี้ของข้า ก็เป็นดั่งมังกรครองโลกาแล้ว!"
ปัง!...
เสียงปืนดังลั่นขึ้นเพียงหนึ่งนัด เด็กหนุ่มไม่ถอยหนีไม่ทำสิ่งใดต่อ จ้องมองดูผลลัพธ์อย่างใจเย็น หัวกระสุนที่พุ่งออกจากลำกล้องหมุนควงจนเห็นสายลมสีดำ ที่กระจายออกมาตลอดทาง แหวกฝ่าอากาศไปหมายเจาะทะลวงทุกสิ่งที่ขวางทางอยู่ พันธนาการแห่งชีวิตชั้นที่ 3 เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวอยู่ก่อนแล้ว เพียงได้รับแรงเสริมกระทำอีกสักเล็กน้อย ก็ไม่อาจคงสภาพต่อไปได้อีก แตกกระจายลงทันที เมฆดำจากบูรพาทิศกำลังปลดปล่อยหยดน้ำให้ตกลงมาทีละหยดสองหยด สายลมทมิฬที่ปรากฏขึ้นตรงหัวกระสุนได้รวมตัวกันเป็นดวงตาขนาดใหญ่ ที่มีเส้นนัยน์ตาสีเขียวยาวรีคู่หนึ่ง อำนาจสยบกดดันทางจิตนั้น มีมากกว่านกเหยี่ยวตาแดงของอีกฝ่ายมากมายนัก
สายลมทมิฬที่ระเบิดออกยามกำแพงแห่งชีวิตพังทลาย ได้หอบม้วนจนอีกฝ่ายชะงักขาไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับสามารถลดความเร็วที่พุ่งเข้ามาทั้งหมดได้ แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเวลาในการก่อร่างของวิญญาณพิทักษ์ ในสายตามรกตของเด็กหนุ่มยามนี้มองไม่เห็นหัวกระสุนอีกต่อไป แต่เป็นร่างของมังกรทมิฬสี่ขาสองปีกขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง ที่อ้าปากกว้างหมายจะกัดกระชากร่างอริศัตรูตรงหน้าเท่านั้น ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะเข้าถึงตัว ก็ต้องฝืนตวัดดาบฟันเพื่อต้านรับ เปลี่ยนจากผู้โจมตีเป็นผู้ถูกกระทำ
ฝูงชนที่ชมดูมองเห็นว่าเป็นการปะทะกันของวิญญาณพิทักษ์ หนึ่งปักษา หนึ่งมังกร ผลลัพธ์ช่างออกมาอย่างรวดเร็ว จังหวะที่ใบดาบ และหัวกระสุนกระทบกัน กลับกลายเป็นปักษาตาแดงตัวนั้น ที่ถูกมังกรสวรรค์อนธการฉีกกระชาก พุ่งทะลุผ่านลำคอไป ใบดาบยาวถูกยิงจนหักกระเด็น หัวกระสุนพุ่งพรวดกระทบใบดาบ มันสะท้อนกระเด็นทะลุลำคอของชายผู้นี้ สลายการคุกคามทั้งหมดลง
มันยืนตะลึงจนตาค้างปากก็อ้าออกพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่มีเสียงดังออกมา มีเพียงเลือดที่พุ่งกระจายออกมาจากลำคอจนเจิ่งนอน มันละทิ้งอาวุธที่ถืออยู่ ใช้สองมือกุมลำคอ เรี่ยวแรงที่มีค่อยๆ หายไป อาจเป็นเพราะสูญเสียเลือดจำนวนมากอย่างกะทันหัน มันอ่อนแรงจนต้องคุกเข่าลง ฝืนยื้อให้ร่างกายท่อนบนไม่ล้มลงไป
มิเนอร์วาไม่ได้แปลกใจ เพราะเคยศึกษาทางด้านการแพทย์มาก่อนแล้ว มนุษย์เราจะไม่ตายในทันทีหากสมองยังคงไม่หยุดทำงาน เด็กหนุ่มเดินไปหยุดอยู่ด้านข้างอีกฝ่ายที่คุกเข่าเสียใจ และกำลังมองไปยังพลายัตตรงมุมหนึ่งของงานพิธี ชายผู้นี้ไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่จะหันหน้าขึ้นมามองมิเนอร์วา มันรู้ตัวว่ามัจจุราชจากซัลวาโตเรแฟมิลี่ผู้นี้กำลังยืนอยู่ที่ด้านข้าง แต่สมองกลับไม่อาจสั่งการร่างกายได้อีกต่อไป ใบหน้าของมันขาวซีด แววตาราวกับปลาใกล้ตายยังคงมองขอความช่วยเหลือ ไปยังพลายัตด้วยหวาดกลัวความตาย เด็กหนุ่มจ้องมองไปตามสายตาของอีกฝ่าย สบตาเข้ากับพลายัตจ้องมองตาไม่กะพริบ และเอ่ยขึ้นราวกับเอ่ยต่อทุกคน
"สำหรับข้า… การตายอย่างรวดเร็วโดยไม่ทรมาน ถือเป็นการให้พร หินรองเท้าของข้า… จงหลับตาสำนึกเสียเถอะ ที่ข้ายังปรานีไม่ลงทัณฑ์ทรมานเจ้า จงสวดภาวนาต่อพระเจ้า… แล้วรับพรแห่งข้าไปซะ!"
ปัง!...
น้ำเสียงเยือกเย็น และท่าทางไร้ความปรานีของเด็กหนุ่ม มาพร้อมกับเสียงแผดร้องของมัจจุราชสีดำกระบอกใหม่ ที่ยัดกระสุนเข้าเต็มขมับของอีกฝ่าย หยดโลหิตกระเซ็นเปรอะเปื้อนไปทั่วลานพิธี ผู้คนต่างพากันนิ่งเงียบไม่กล้าส่งเสียง ผู้ใดจะคาดคิดกันเด็กหนุ่มผู้หนึ่งจะใจกล้าบ้าบิ่น เลือดเย็นสังหารคนไม่กะพริบตา เป็นความอหังการเย้ยฟ้าท้าความตาย
ไร้เสียงร้อง… ไร้การอ้อนวอน… มีเพียงร่างไร้ลมหายใจที่กระเด็นเซไปด้านข้างตามแรงปะทะ นอนจมกองเลือดอยู่บนลานพิธี มิเนอร์วายังคงยืนอยู่ในท่าเดิม สายตาไม่ได้เปลี่ยนเป้าหมาย ทำตาโตพูดขึ้นมาเพียงหนึ่งคำ
"ตาย!"
เพียงประโยคเดียวเท่านั้น ทำให้ลูดอฟที่มองอยู่ก่อนถึงกับขนหัวลุก นึกไปถึงช่วงที่โดนหัวหน้าตนทรมาน ได้แต่นึกขอบคุณในใจที่วันนั้นไม่ได้ลงมือฆ่าคน ไม่เช่นนั้นจุดจบคนไม่ต่างจากชายคนนี้เป็นแน่ มันสบถสาบานกับตัวเองในใจ ว่าชาตินี้ต่อให้ฟ้าจะถล่มหรือถูกข่มโดยปีศาจ มันก็จะไม่ยอมทรยศอีกฝ่ายเป็นแน่ ชั่วชีวิตของมันทำเรื่องเลวทรามมาก็มากมาย หากแต่ไม่เคยเจอผู้ใดโหดอำมหิตเช่นนี้ ลงมือฆ่าคนตาไม่กะพริบไม่ไยดีชีวิตศัตรูเช่นเด็กหนุ่มมาก่อน พลายัตหรี่ตามอง… มีหรือที่ตัวมันจะไม่รู้ว่ามิเนอร์วารู้ตัวแล้ว ว่าชายผู้นั้นเกี่ยวข้องกับตนเอง แต่ด้วยสถานะและสภาพแวดล้อมไม่เหมาะแก่การลงมือ ตัวมันจึงได้แต่อัดอั้นเก็บเอาไว้ภายในใจ หยาดฝนเริ่มโปรยปรายลงมา กรงอัสนีได้คลายออก เวอร์โนพยักหน้ายกยิ้มให้แก่เด็กหนุ่ม ราวกับอยากจะชมเชย
"แม้แต่ฟ้าก็ยังอยากชำระล้างเลือดชั่วนี้…"
มิเนอร์วาแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เอ่ยพึมพำกับตัวเอง ก่อนที่จะไม่ลืมก้มตัวเพื่อปลดทรัพย์ทั้งหมดบนตัวอีกฝ่าย เมื่อเห็นบุตรบุญธรรมเสร็จสิ้นกิจ เฟรเกียก็โบกมือกวาดส่งๆ ไปด้านหน้าหนึ่งที กลุ่มเมฆดำพลันหายไป ศพที่นอนจมกองเลือดก็สาบสูญ หยดโลหิตทุกหยดก็ราวกับไม่เคยมีอยู่ตรงนั้นมาก่อน เผยให้เห็นแสงตะวันที่ใกล้จะลาลับขอบฟ้า ท้องนภาพลันกลับมาปลอดโปร่ง สายลมเอื่อยพัดเย็นสบาย ประมุขวังมรณะสาบสูญยกยิ้มยินดี กวักมือเอ่ยเรียกเด็กหนุ่มอย่างเอ็นดู
"เด็กดี… มานี่สิ เจ้าเหนื่อยมาพอแล้ว เพียงพอแล้ว… หลังเสร็จพิธีข้าจะพาเจ้าไปยังอีกสถานที่หนึ่ง"
มิเนอร์วาย่อมไปขัดความต้องการของอีกฝ่าย เดินก้าวขาขึ้นหน้าท่ามกลางเสียงประกาศ ตามแบบฉบับพิธีของวังมรณะสาบสูญ เหล่าผู้คนบ้างก็จับกลุ่มพูดคุยเสียงเบา ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแต่งตั้งครั้งนี้
"บัดนี้สมควรแก่เวลาแล้ว… กราบครั้งที่หนึ่ง กราบอาจารย์ ฝากตัวเป็นศิษย์"
มิเนอร์วาในท่าคุกเข่าก้มกราบฝากตัวกับเฟรเกีย ที่นั่งจิบเครื่องดื่มอย่างมีความสุข
"กราบครั้งที่สอง กราบบิดา ฝากตัวเป็นบุตร"
เด็กหนุ่มที่พึ่งเงยหน้าขึ้นมาก็ก้มหัวลงไปกราบอีกคราหนึ่ง ท่ามกลางสายตามากมายหลากหลายอารมณ์ บ้างอิจฉาริษยา บ้างภาคภูมิใจ บ้างก็โกรธเคืองไม่พอใจ แต่ส่วนใหญ่ล้วนเต็มไปด้วยความปีติยินดี มีหลายคนที่ชื่นชมเชิดชู เฟรเกียยกยิ้มลุกขึ้นมาประคองเด็กหนุ่มให้ยืนขึ้น และหันไปกล่าวกับแขกทุกผู้ที่มาร่วมงานเพื่อปิดพิธี
"เชิญแขกทุกท่านสนุกกันให้เต็มที่… ตัวข้าและบุตรมีเรื่องราวต้องรีบไปสะสาง ขอตัว"
เฟรเกียโบกมือคราหนึ่งร่างของทั้งสองคนก็หายไป ราวกับไม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน ในมุมหนึ่งของงานเลี้ยง พลายัตยกขวดเหล้าขึ้นกระดกดื่มอย่างโมโห
"ดวงดีนักนะ… ไอ้เด็กอวดดี! อย่าให้เวลานั้นมาถึงก็แล้วกัน ข้าจะเก็บทั้งต้นทั้งดอกเลยคอยดู…"
ชายวัยกลางคนผู้นี้บ่มพึมพำเสียงเบา กระดกดื่มอย่างต่อเนื่องไม่สนใจใคร จนกระทั่งถึงดึกดื่น งานเลี้ยงได้เลิกรามันจึงจากออกไป