เช้าวันต่อมา ดีมิเทอร์ได้กลับลงมายังผืนป่าที่นางได้ใช้เวทย์ป้องกันไว้เพื่อความปลอดภัยของบุตรสาว นางััได้ถึงความวังเวงของผืนป่าที่เดิมทีจะต้องมีเสียงดนตรีของเพอเซโฟนีและเสียงของสัตว์ป่าน้อยใหญ่ที่เข้ามาลุมร้อมหน้าล้อมหลังเทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิ
“เพอเซโฟนี”
ดีมิเทอร์ร้องเรียกหาธิดาของตนเอง แต่ไร้วี่แววการตอบรับ มีเพียงเสียงก้องของตนเองที่สะท้อนกลับมา
“เพอเซโฟนี” เทพีแห่งการเก็บเกี่ยวเรียกชื่อลูกสาวสุดที่รักของนางอีกครั้ง แต่เช่นเดียวกันกับครั้งที่แล้ว ทั่วทั้งป่าไร้ซึ่งเสียงตอบกลับจากเพอเซโฟนี
นางเดินไปรอบๆ เพื่อตามหาเพอเซโฟนี จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ริมแม่น้ำที่ซึ่งธิดาของตนมักจะมาร้องเพลงและเล่นไลร์อยู่กับนางนิมฟ์ไซยานี
ดีมิเทอร์สังเกตเห็นไลร์และมงกุฎดอกไม้ที่บุตรสาวของตนมักจะนำติดตัวไว้เมื่ออยู่ในป่าเวทมนต์กองอยู่ที่พื้นก็คิดขึ้นได้ว่านางอาจจะไปเที่ยวเล่นอย่างเช่นเคยจึงคลายความกังวล
“เ้าเทพีตัวร้ายแอบหนีเที่ยวโดยไม่บอกกล่าวข้าอีกแล้วหรือนี่ ครั้งนี่ข้าจะต้องดุนางเสียให้เข็ด”
ดีมิเทอร์บ่นกับตัวเองก่อนจะเดินออกจากป่าเพื่อเตรียมความพร้อมในส่วนอื่นๆ ต้อนรับฤดูการเก็บเกี่ยวที่แม้ว่าจะมีเวลาถึง 6 เดือน แต่เมล็ดพันธุ์และต้นกล้าย่อมต้องใช้เวลาในการเพาะปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตที่สุกงอม ดีมิเทอร์จึงรีรอไม่ได้ นางต้องให้พรแก่มนุษย์เพื่อความอุดมสมบูรณ์และความสมดุลของผืนโลก
เพอเซโฟนีกำลังกรีดร้องและเอามือทุบตีข้าอย่างไม่ลดละหลังจากที่ข้านำตัวนางเดินทางมาสู่แดนใต้พิภพ ในโลกที่มืดมนและหนาวเหน็บแห่งนี้ช่างต่างจากแผ่นดินที่นางจากมานัก แต่ข้ามั่นใจว่านางจะต้องชอบที่นี่และปรับตัวเข้ากับมันได้อย่างแน่แท้
“ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้ ท่านเฮดีส!”
นางออกคำสั่งกับข้าให้ปล่อยตัวนางลงไป แต่ข้าปฏิเสธที่จะฟังคำของนาง ด้วยพิษจากศรของเอียรอส ทำให้ข้าลุ่มหลงนางเกินกว่าที่จะปล่อยตัวนางไป
“ข้าจะพาเ้าไปยลโฉมใต้พิภพแห่งนี้ พอเซโฟนี ว่าที่องค์ราชินีของข้า”
“ใครบอกว่าข้ายินยอมจะอยู่บนบัลลังก์เคียงกับท่าน ท่านจงส่งข้ากลับไปหาท่านแม่เดี๋ยวนี้!”
“หึ เ้าคิดว่าดีมิเทอร์จะทำอะไรข้าได้รึ ข้ารับประกันเลยว่านางไม่มีทางรู้แน่ว่าข้าเป็ผู้พาเ้าลงมาในดินแดนแห่งนี้ และนอกจากซูสแล้วก็ไม่มีเทพองค์ใดสามารถรุกล้ำมาที่นี่ได้ด้วยเช่นกัน”
ข้าไม่้าจะเสียเวลาไปมากกว่านี้จึงพานางบินไปยังแม่น้ำที่แบ่งโลกความเป็และความตายไว้โดยมีผู้เฒ่าแครอนพายเรือเพื่อส่งดวงิญญาที่วอดวายข้ามฝั่งไปยังโลกแห่งความตาย แต่มีเพียงิญญาที่มีเหรียญทองอยู่ใต้ลิ้นเท่านั้นที่สามารถจ้างเขาไปส่งได้ทันที พวกที่ไม่มีเหรียญจึงต้องวนเวียนอยู่ถึงร้อยปีเพื่อรอให้ถึงคิวของตน
เพอร์เซโฟนีไม่อาจทนดูเหล่าดวงิญญาที่แก่งแย่งกันขึ้นไปบนเรือของแครอนได้ นางได้แต่เพียงเบือนหน้าหนีภาพที่น่าเวทนาตรงหน้า
“ท่านเฮดีส ใยท่านจึงกล้าพาบุตรีของดีมิเทอร์ลงมายังใต้พิภพแห่งนี้”
หนึ่งในสามผู้พิพากษาแห่งโลกความตายเอ่ยกับเฮดีสด้วยน้ำเสียงตกตะลึง
“ข้าเป็ถึงเ้าแห่งนรก เหตุใดจะทำไม่ได้เล่า”
“หากดีมิเทอร์รู้เื่นี้ โลกมนุษย์ต้องวุ่นวายเป็แน่ ท่านควรนำนางกลับไป ท่านลอร์ด” ผู้พิพากษาอีกตนเอ่ย
“ข้าไม่กลัวว่าโลกมนุษย์จะวุ่นวายหรือไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว พวกมันก็ต้องลงมายังใต้พิภพแห่งนี้อยู่ดี”
“แต่ท่าน...”
ยังไม่ทันที่พวกผู้พิพากษาจะได้พูดอะไรต่อ ข้าก็พาเพอเซโฟนีบินไปทางขุมนรกทั้งสามแล้ว เหล่าผู้ตัดสินคดีความแห่งแดนความตายััได้ถึงความวุ่นวายที่จะมาเยือน ณ ที่แห่งนี้ในไม่ช้า แต่ข้าไม่สน ขอเพียงแค่นางมาอยู่ข้างกายข้า ต่อให้ต้องนำ
ซูสลงมาจากบัลลังก์ข้าก็จะทำ
“นี่คือแอสโฟเดล ผู้ใดที่ไม่ได้ทำความชั่วหากแต่ก็ไม่ได้ก่อคุณงามความดีให้เป็ที่ยกย่อง จะต้องเดินทางมายังดินแดนแห่งนี้แล้วรอการเกิดใหม่”
เพอเซโฟนีมองลงไปดินแดนเขียวขจีสวยงามที่ซึ่งเหล่าดวงิญญากำลังรอการเวียนว่ายตายเกิด
“ส่วนนี่คืออีลิเซียม เหล่าวีรบุรุษและกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ต่างมาอยู่ในแดนนี้กันทั้งสิ้น พวกเขาเลือกได้ว่าจะอยู่ในที่แห่งนี้ไปตลอดกาลหรือจะจุติอีกครั้ง แต่คนเหล่านี้หัวสูงเกินกว่าจะไปเกิดเป็มนุษย์ต่ำต้อยอีกครั้งจึงยืนกรานที่จะอยู่ในที่แห่งนี้ต่อ”
“ส่วนนี้คือขุมนรกที่ลึกที่สุด ทาร์ทารัส พวกมนุษย์ที่ต่อต้านเทพเ้าและทำชั่วจะถูกส่งมายังดินแดนแห่งนี้ ดินแดนที่ข้าเป็ผู้ลงโทษพวกมันด้วยตัวข้าเอง”
ข้ามองดูเหล่าิญญาบาปที่กำลังรับกรรมของตนเองอย่างเหยียดหยามและไร้ความปราณี ส่วนเทพีผู้งดงามกำลังร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวอยู่ในอ้อมแขนของข้า
“ไม่ต้องกลัวไป เมื่อเ้ามาเป็ราชินีของข้าแล้ว ดินแดนแห่งนี้ก็จะเป็ของเ้าเช่นกัน เ้ามีสิทธิ์ที่จะลงโทษพวกมันทุกอย่างตามใจเ้า เพอเซโฟนี”
“ฮึก เหตุใดท่านจึงพาข้ามาดูสิ่งที่โหดร้ายทารุณเช่นนี้
ได้โปรด ท่านเทพ พาข้ากลับไปหาท่านแม่เถิด ฮึก ฮือ”
ข้าเห็นเพอเซโฟนีร้องไห้จึงไม่อาจทนต่อความเศร้าของนางได้อีกต่อไป ข้าตัดสินใจบินลงมายังปราสาทของที่อยู่ลึกลงไปกว่านรกทั้งสามขุมของข้า สุนัขสามหัวที่เฝ้าอยู่หน้าปราสาทลุกขึ้นมาขู่จากการได้กลิ่นของผู้บุกรุก
“เซอร์บีรอส อย่าเสียมารยาทกับราชินีของเ้า”
ข้าออกคำสั่งให้พวกมันรู้จักนอบน้อมกับว่าที่ราชินี
เซอร์บีรอสฟังคำของข้า มันก้าวไปข้างหลังแล้วค่อยๆ โน้มหัวลงมาจนถึงปลายเท้าของเทพีของข้า ข้ารู้ว่านางรักสัตว์มาก นางค่อยๆ เหยียดแขนออกไปเพื่อัักับขนหยาบกร้านของเซอร์บีรอสอย่างหวาดหวั่น แต่เมื่อมือของนางได้ัักับสัตว์แห่งนรกนี้แล้ว นางก็เข้าไปกอดพวกมันด้วยความเมตตา และดูเหมือนพวกมันจะชอบนางมากกว่าข้า เซอร์บีรอสใช้หัวถูไถกับใบหน้าของเพอร์เซโฟนี ข้ามองดูใบหน้าที่งดงามของนางฉีกยิ้มกว้างออกมาตามด้วยเสียงหัวเราะกังวาลใสที่ทำให้ข้าเผลอยิ้มตาม
“เ้าพักอยู่ที่นี่ก่อนเถิดเพอเซโฟนี ข้ายังมีงานที่ต้องสะสาง ข้าจะกลับมาทันทีเมื่อดวงจันทร์กลายเป็สีเื”
“ได้โปรดท่านเฮดีส ปล่อยข้าไปเถิด”
นางอ้อนวอนข้าอีกครั้ง แต่ข้าไม่สนใจ
“เบลโลนา! เ้าจงดูแลนางให้ดี นางคือผู้ที่จะนั่งบัลลังก์เคียงกับข้า”
ข้าตามสาวใช้มาไว้ให้เพอเซโฟนี เผื่อว่านาง้าอะไรจะได้เรียกใช้อย่างสะดวก
เมื่อจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้วข้าก็จูบแหวนที่นิ้วของนางแสดงความภักดีและจุมพิตซับคราบน้ำตาที่อยู่บนใบหน้าอ่อนหวานแล้วบินออกไปยังทาร์ทารัส ที่ซึ่งพวกิญญาชั่วรอให้ข้าไปกำราบอยู่ แต่แม้ในขณะที่ข้ากำลังทรมานพวกมันเ่าั้ ใจข้าก็เอาแต่คิดถึงเพอเซโฟนี ข้าหมายมั่นจะอภิเษกกับนางทันทีที่นางเริ่มใจอ่อนให้กับข้า แม้ว่าถึงตอนนั้นซูสจะขัดขวาง ข้าก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้นางมาครอง