(กลางป่าทึบ)
...หวังอี้ถือดาบไม้ป่าของเขาจ้องตากับอสูรงูเหลือมั์ มันชูคอจ้องมองหวังอี้ตรงๆ
เหตุที่เขาลังเลเพราะงูตัวนั้นาเ็มาก่อนมันจึงดุร้าย ด้วยความเมตตาเขาจึงลังเลใจที่จะใช้กระบี่ปราณฟ้าดินฆ่ามัน
แต่แล้วหวังอี้ก็รู้สึกตัวแข็งๆ ใจสั่น แขนขาชาๆขยับตัวได้ช้าลง เ้างูค่อยๆเอาหน้ามาใกล้ๆมันจ้องมองตาหวังอี้ที่มึนๆ
แล้วมันก็เอาลำตัวรัดร่างกายหวังอี้หลายรอบ แล้วมันค่อยๆบีบรัดแน่นขึ้นๆช้าๆ
หวังอี้พยายามใช้สติเท่าที่ยังมีเอากระบี่ไม้ไผ่ไว้ตรงอกเพื่อไม่ให้งูกรัดจนหายใจไม่ได้ เขาเงยศรีษะเพื่อยืดคอขึ้น(ดีว่าหวังอี้คอยาว)แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเอนตัวไปพิงต้นไม้ใหญ่เพื่อไม่ให้ตัวเองนอนลงกับพื้น
พอออกซิเจนเข้าในปอดและส่งเลี้ยงสมองมากขึ้นหวังอี้รีบรวมปราณธาตุไฟสร้างลูกไฟเล็กๆพุ่งใส่ปากงู มันดิ้นไปมาส่ายหัว ระหว่างนั้นหวังอี้จึงธาตุไม้สร้างกิ่งไม้หลายกิ่งแทรกบริเวณปลายมือถึงขาแล้วรวมปราณธาตุดินได้ก้อนหินแหลมๆเล็กๆหลายอันพุ่งแทงที่หางงูๆเจ็บเอาหอออกเล็กน้อย หวังอี้ก็รีบใช้กิ่งไม้ที่รวมกันหลายกิ่งนั้นดันออกเรื่อยๆเริ่มจากหางงู พอเริ่มแกะออกได้ เขารีบสร้างปราณน้ำเป็น้ำมันออกมาให้ร่างกายลื่นแล้วรีบหมุนตัวออกจากการถูกรัดทันที
เ้างูโกรธมากพุ่งเข้าโจมตีหวังอี้ๆลอยขึ้นสูงพอหลบได้แล้วรวมปราณฟ้าดินฟันงูขาดสิ้นใจตายทันที
“ฟู่! เกือบไปแล้ว”
“ความเมตตาที่ไร้ปัญญา ย่อมนำอันตรายหรือความตายมาสู่ตน”
“ใต้หล้าใช่ว่าสรรพชีวิตทุกตนจะตอบแทนความอ่อนโยนด้วยความกตัญญู”
เขามองศพเ้าอสูรงูเหลือมตัวใหญ่
“อืม งูเหลือมไม่มีพิษกินได้นี่ ข้าไม่ควรให้เสียเปล่า”
แล้วหวังอี้ก็แล่เนื้องูออกมาตากทำเนื้อแห้งเก็บไว้กินระหว่างเดินทาง
แต่พอเขาลุกขึ้นขยับตัวมากๆเขาก็รู้สึกเจ็บชายโครง ตรงที่งูรัดเมื่อกี้
“อึ่ก! ซี่โครงร้าว”
หวังอี้ลงนั่งสมาธิเข้าฌานทันทีเพื่อสำรวจร่างกาย
“ฟู่! ยังดีที่แค่ร้าวไม่มาก ตำราแพทย์ที่ศิษยืพี่ให้อ่านบอกว่าราวๆ 4 – 6 สัปดาห์ก็หายได้เอง”
เขามองซากศพเ้างูั์ และมองสภาพร่างกายที่บอบช้ำของตัวเอง หวังอี้รู้ดีว่ากลิ่นเืจะดึงดูดสัตว์อสูรตัวอื่นมา ทางรอดเดียวของเขาคือการลากสังขารที่โซซัดโซเซ สวนรอยทางเข้าไปซ่อนตัวในรังงูเหลือมั์ที่เพิ่งฆ่าไป เพราะกลิ่นอายและอาณาเขตของมันจะทำให้สัตว์ป่าอื่นไม่กล้าเข้าใกล้
ภายในถ้ำงูที่มืดมิดและหนาวเหน็บ หวังอี้ทิ้งตัวลงอย่างหมดสภาพ ท่ามกลางความเ็ปแสนสาหัสที่แล่นริ้วไปทั่วร่าง เขาหลับตาลงและเข้าสู่สภาวะทิ้งตัว ซ่อนอยู่ที่นั้น
2 สัปดาห์แรกหวังอี้เจ็บแปลบปวด ตอนที่หายใจลึก, ไอ, พลิกตัว และลุกนั่ง
ความเ็ปนั้นกลับกลายเป็กุญแจที่ทำให้จิตของเขาสงบนิ่งอย่างประหลาด เขาััได้ถึงกระแสปราณบางเบาในถ้ำที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่าง ฟื้นฟูเส้นลมปราณต่างๆอย่างช้าๆ
หวังอี้ไม่เอาผ้ามาพันหน้าอก เพราะศิษย์พี่บอกว่าเป็ความเ้าใจผิดของหลายๆคน การพันอกแน่นๆจะยิ่งทำให้หายใจไม่เต็มที่ เสี่ยงปอดอักเสบ ตำราว่าให้หายใจลึกเบาๆ เป็ระยะ เพื่อป้องกันปอดแฟบ
ถือว่าข้าโชคดีที่ถ้ำนี้ค่อนจ้างเย็นเพราะมันช่วยลดอาการปวดได้พอสมควร
ระหว่างพักฟื้นเขาสร้างปราณไฟเล็กๆพอให้แสงสว่าง แล้วเอาตำราเต๋ามาอ่านซะเลย พอเข้าสัปดาห์ที่ 3 อาการปวดไม่มีแล้วเขาฝึกสมาธิเข้าฌานในถ้ำนั้น ที่นี่เงียบสงบดีปราศจากความวุ่นวายของมนุษย์ หวังอี้คิดเช่นนั้น
ครบ 6 สัปดาห์กระดูกที่ร้าวหายดีแล้ว เขาออกมาจากถ้ำและมองกระบี่ไม้ไผ่ในมือที่แตกเยินไปหมดจากการถูกงูรัด
“มีกระบี่จริงๆไปเลยก็คงดีเหมือนกันนะ”
แล้วหวังอี้ก็ไปหาลำธารเพื่อเติมน้ำใส่กระบอกไม้เก็บไว้ดื่ม เขามองไปไกลๆเมฆฝนดำครึ้มลมพัดแรงอยู่เทือกเขาไกลออกไปราวๆ 20 ลี้(10 กม.) พอถึงกลับพบว่าเป็แม่น้ำใหญ่ที่มีกระแสน้ำเชี่ยวกราดแถมน้ำที่มาเป็น้ำโคลนมีท่อนซุงกิ่งไม้ไหลมาเต็มไปหมด
“ดูจากน้ำป่าที่ไหลลงมาอย่างนี้ เทือกเขาต้นน้ำนั่นน่าจะฝฝนตกหนักมา”
แล้วหวีงอี้ก็รู้สึกถึงบางอย่างอยู่ด้านหลัง เขาหันไปแต่ไม่ทันแล้วเ้าเสือโคร่งชรากระโจนมาจับงับเขาด้วยท่าทางหิวโหย หวังอี้ถอยหลังสะดุดล้มตกแม่น้ำไปทั้งเสือทั้งคน น้ำไหลแรงมาก ท่อนซุงมากระแทกจนเ้าเสือหลุดจากเขาไหลตามน้ำไป
ส่วนตัวเขารีบตั้งสติ สูดลมหายใจลึก ปล่อยให้ตัวลอยไม่กดตัวลงน้ำ
พลิกตัวเป็นอนหงาย เท้าชี้ไปตามน้ำช่วยรับแรงกระแทกแทนศรีษะเพื่อป้องกันศรีษะชนหินหรือไม้ และให้สราะลอยเหนือน้ำ กางแขนช่วยทรงตัว
หวังอี้ใช้แรงน้ำช่วยให้ค่อยๆ ใช้แรงถีบเฉียงออกด้านข้างว่ายเฉียงประมาณ 45 องศาเข้าหาฝั่ง สายตาพยายามเล็งหาโขดหิน และกิ่งไม้ใหญ่ ซึ่งเป็จุดที่น้ำไหลช้ากว่า เพื่อคัวเองจะได้ขยับตัวได้สะดวก หรืออย่างน้อยก็รวมสมาธิรับพลังปราณธรรมชาติให้ตัวเองลอยได้ (ตอนนี้น้ำมันพัดแรง และใจเขาไม่สงบเลย) แต่น่าเสียดายม่มีก้อนหินใหญ่นั่นเลย ท่อนไม้ใหญ่ก็ไหลเร็วและอยู่ไกลเขาคว้าไม่ถึง
หวังอี้ค่อยๆฌอียงมาจนใกล้จะถึงฝั่ง เขายิ้มดีใจข้ารอดแล้ว แต่แล้วเสียงดังซู่ๆก้องไปทั่ว
“แย่แล้ว หน้าผา!”
ตูม! หวังอี้ปลิวตกลงในหน้าผาพร้อมกระแสน้ำมากมาย
คืนนี้หวังอี้ลุกขึ้นในสภาพาเ็ทั่วทั้งร่าง
“โอย กระดูกร้าวเพิ่งหายแท้ๆ โดนอีกแล้ว ข้านี่ช่างมีโชคเสียจริง”
เขาสร้างปราณลูกไฟเล็กๆส่องดูรอบๆเพื่อหาถ้ำ
“ในนิยายชอบเขียนให้พระเอกตกเหวแล้วเจอสุดยอดปรมาจารย์, อาวุธ หรือตำรา”
“ไม่รู้ชีวิตจริงจะมีแบบนั้นไหม?”
สักพักหวังอี้ก็เจอถ้ำจริงๆ แถมซ่อนอยู่หลังม่านน้ำตาซะด้วย โอ้! นี่เหมือนในนิยายเด๊ะๆเลย เขาเลยเดินไปที่ถ้ำด้วยร่างกายเปียกและโทรมสุดๆ
เข้าไปลึกนิดหน่อยภายในถ้ำก็ส่องประกายเรืองรอง หวังอี้เห็น โครงกระดูกในชุดเซียนสีขาวบริสุทธิ์นั่งสมาธิอยู่ บนตักมีม้วนคัมภีร์หยกที่เปล่งแสง และมีแหวนมิติสวมอยู่ที่นิ้ว
"นี่ไง วาสนามาแล้ว!"
แต่ก่อนที่จะเข้าไปหยิบหวังอี้ที่เพิ่งผ่านความเป็ความตายมา เขามองด้วยสายตาครุ่นคิดมองสมบัติเบื้องหน้าด้วยความไม่โลภ
แล้วเขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติวิสัย
“ตามหลักเต๋า ธรรมชาติคือการหมุนเวียน ถ้ำนี้อยู่หลังม่านน้ำตกที่ชื้นแฉะนับพันปี เหตุใดชุดเซียนนี้จึงไร้รอยตะไคร่? เหตุใดโครงกระดูกจึงสะอาดหมดจด?”
เขาค่อยๆก้าวถอยหลังออกห่างจากโครงการดูก
ทันใดนั้นเอง โครงกระดูกนั้นก็หัวเราะเบาๆ
“หึหึ ฉลาดนี่เ้าหนู แต่ข้าไม่ปล่อยเ้าไปหรอก จงมอบร่างอันเยาว์วัยของเ้าให้ข้าซะ!”
แล้วไอิญญาก้ออกมาจากโคงกระดูกแปรสภาพเป็มาร และใช้ปราณจับแขนและขาหวังอี้ไว้
โดยไม่รอช้าเขาเริ่มร่ายพิธีตั๋วเซ่อ(แย่งชิงร่าง)ทันที
หวังอี้กัดฟันกร่อด แต่เชือกปราณมารร้ายตนนี้แข็งแกร่งมากดิ้นไม่หลุด ก่อนตายเขาน่าจะระดับ 2 ปราณพื้นฐาน ไม่สิ! เขาน่าจะถึงระดับ 3 แกนปราณแล้ว!
หวังอี้ที่อยู่แค่ระดับ 1 รวมปราณ (แถมขั้นต้นด้วย) ไม่มีทางสู้จิติญญามารตนนี้ได้เลย มันกำลังเข้ามาหาเพื่อกลืนกิน ในเสี้ยววินาทีแห่งความตาย หวังอี้มองออกไปที่ม่านน้ำตกอันเชี่ยวกรากด้านนอก เขานึกถึงตำราเต๋าเฒ่าปริศนาบ้าของกินบทหนึ่งที่ว่า
"ยอดศาสตราที่คมคายที่สุด มิใช่กระบี่ที่หลอมจากเหล็กกล้า ทว่าเป็สายน้ำที่ตกลงมาจากที่สูง น้ำไหลสู่ที่ต่ำเสมอ ไร้ตัวตน ไร้การยึดติด ทว่าเมื่อถึงจุดต่ำสุด พลังทำลายล้างของมันกลับสามารถทลายได้แม้กระทั่งภูผา"
หวังอี้ใช้แรงเฮือกเท่าที่ตัวเองมี กระแทกชนใส่โครงกระดูกนั้นไว้ แล้วทิ้งตัวกลิ้งกระเด็นกลับเข้าไปในกระแสน้ำตกที่กำลังตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง
กระแสน้ำตกจากที่สูงลงมาปะทะร่างหวังอี้รุนแรงมากและหนักมหาศาล มันได้บดขยี้โครงกระดูกและชำระล้างอาคมของิญญามารจนเจือจางลง เชือกปราณนั้นอ่อนจนหวังอี้สลัดหลุดได้ แต่เขาไม่มีกระบี่ไม้ไผ่ ในวินาทีนั้นเขาะโลั่น
“วารีเอ๋ย ข้าขอยืมพลังเ้าเป็กระบี่ให้ข้า!”
แล้วก็ใช้ราดปัญญาเปิดรับพลังปราณแห่งกระแสน้ำตกเข้ามา มันรุนแรง กดทับ ต่างจากปราณฟ้าดินปกติที่ข้าเคยััมามาก
ิญญามารตกใขเห็นน้ำมากมายเริ่มกลายเป็กระบี่เหลวๆขนาดใหญ่ 1 เล่ม
“เป็ไปไม่ได้! ไอ้เด็กนี่แย่งปราณธรรมชาติ”
“ย๊าก!”
กระบี่วารีั์พุ่งไปแทงโคงกระดูกจนสลาย จิติญญามารเมื่อไร้กายสังขารแล้วมันก็สิ้นสภาพ ร้องโกรธอย่างไม่พอใจก่อนที่จะสลายหายไป
คัมภีร์หยกและแหวนมิติในถ้ำนั้นสลายกลายเป็ผุยผง เพราะมันเป็แค่ภาพลวงตา
หวังอี้หมดสติ ถูกกระแสน้ำพัดไปไกลพอสมควร ก่อนที่จะลืมตาตื่นในตอนเช้า ร่างเขามาเกยติดก้อนหินก้อนใหญ่ เขารีบปีนขึ้นบนก้อนหิน เขาเหนื่อยมาก พลังปราณก็หมดแล้ว กระแสน้ำนี่เชี่ยวมากข้าว่ายไปฝั่งไม่ไหว จะลอยตัวก็ไม่มีเชือกขว้างดึงให้เข้าฝั่ง(คือลอยได้เฉยๆ แต่เหาะไปมายังไม่ได้) ร่างกายก็เจ็บช้ำไปหมด กระดูกคนร้าวอีกแล้วมั้ง และน่าจะหลายจุดกว่าตอนที่โดนงูั์นั่นรัดด้วย
“ผู้เฒ่าตำราเต๋านั่นเขียนสอนไว้ว่าน้ำเชี่ยวมิไหลชั่วกาล ทุกพายุล้วนมีวันสงบ ผู้ฝืนสายน้ำย่อมจม ผู้เข้าใจสายน้ำย่อมรอด”
หวังอี้จึงนั่งสมาธิเข้าฌานบนก้อนหินนั้นอยู่หลายวันแทน
เมื่อฝนหยุดตกในเทือกเขา น้ำป่าก็เลิกไหลหลากลงมา น้ำกลับมาใสและไหลเอื่อยๆดังเดิม หวังอี้จึงค่อยๆว่ายกลับเข้าฝั่ง
เขามองหาเถาเอ็นอ่อน มาทำยาช่วยบรรเทาอาการเส้นเอ็น, กระดูก, ข้อ ถูกกระแทก และซี่โครงร้าว
และยังหาหญ้าหนวดเสือมาใช้พอกแผล, รอยฟกช้ำ เพื่อลดอักเสบอีกด้วย
หวังอี้เอาเนื้องูตากแห้งมากิน และครุ่นคิด
“ป่าก็มีอำนตรายของป่า เมืองก็มีอันตรายของมนษย์”
“ข้าคงต้องหาสถานที่ฝึกที่เหมาะสมกับข้า และปลอดภัยกว่านี้”
เขามองเงินในถุงสมบัติ และทองคำก้อนเล็ก 1 ก้อนที่ศิษย์พี่มอบให้
“แต่ก่อนอื่นหากระบี่สักเล่มดีกว่า เงินยังพอมี”
เขาสำรวจร่างกายตัวเอง
“ไม่ควรประมาท รอให้หายดีก่อนค่อยเข้าเมือง”
“เพื่อให้พร้อมรับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้”
แล้วหวังอี้ก็หากิ่งไม่ต่างๆสร้างที่พักง่ายๆบนต้นไม้...