ตอนที่ 4
“นี่ ไป๋เอ๋อ... รู้หรือไม่ว่าเ้าเป็อาชาตัวที่สามแล้วสำหรับอาชาสองตัวแรก มันอ่อนล้าเกินกว่าที่พวกเราจะร่วมเดินทางกันท่านปู่ไม่ยอมเสียเวลาให้พวกมันพักฟื้น แต่เลือกที่จะเปลี่ยนม้าไปเรื่อย ๆตลอดการเดินทาง... ไม่รู้ว่า เวลานี้ ปิงเอ๋อ และ อิงเอ๋อ จะเป็ยังไงกันบ้างข้ารู้สึกผิดยิ่งนักที่ต้องทิ้งพวกมัน...” เด็กสาวยืนพูดคุยกับอาชาของนางเป็วรรคเป็เวร ประหนึ่งว่าอาชาฟังความนางรู้เื่
ซุน ที่บังเอิญเดินผ่านมาเห็น ถึงกับมิอาจกลั้นขำ...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าเ้าจะกำลังคุยกับม้า!!”
หญิงสาว หน้าแดงก่ำขึ้นทันทีด้วยความอับอาย...ในตอนที่ปู่ของนางว่ากล่าวนางยังไม่รู้สึกอับอายเทียบเท่ากับการถูกเด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันค่อนแคะเช่นนี้...
“จะ...เ้าคนชั่วร้าย!!ข้าคุยกับม้าแล้วอย่างไรเล่า!!ดีกว่าไปคอยติเตียนผู้อื่นเช่นที่เ้ากระทำ”
ซุน กลับหัวร่อหนักข้อขึ้นอย่างไร้เหตุผล...
ยิ่งสร้างความเดือดดาลให้กับเด็กสาวอย่างมาก...
“ซุน... อย่าเสียมารยาทกับแขก...” เหยาิ เค้นเสียงดุมาแต่ไกล
ซุน ใบหน้าซีดเซียวลงเล็กน้อย...
“ขออภัย เหล่าซือ... ข้าบังเอิญเห็นว่านางทำตัวประหลาดจึงอดไม่ได้ที่จะยุแหย่เล็กน้อย หาได้มีเจตนาเสียมารยาท...”
“หึหึ... หลานสาวข้าออกจากแปลกไปเสียบ้างเพราะนางถูกชุบเลี้ยงมาโดยยายเฒ่าประหลาดั้แ่แบเบาะข้ากำลังพาตัวนางกลับไปที่สำนักบุปผาประจิม เพื่อเรียนรู้สภาพแวดล้อมของโลกภายนอก...”เตียมู่หยง กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มชรา
“ซุน... มาหา เหล่าซือ...” เหยาิ เค้นเสียงขึ้นอีกครั้ง
ซุน ให้ความสำคัญกับคำสั่งของ เหล่าซือผู้เป็คนชุบเลี้ยงตนอย่างเคร่งครัด เต็มไปด้วยความเคารพยิ่ง เพราะหากไม่มี เหล่าซือเด็กหนุ่มก็คงอดตายดังสุนัขข้างถนนภายในสลัม... เด็กหนุ่ม เดินตรงเข้ามาประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพ...
“มีสิ่งใดหรือ... เหล่าซือ?”
“อืม... อันที่จริงข้าก็ไม่มีอะไร หากแต่สหายข้าสนใจเื่บางอย่างจึงอยากรบกวนเ้าเล็กน้อย...” เหยาิ กล่าวตามตรงพลางหันมองไปยัง เตียมู่หยง
ชายชราเผยรอยยิ้มขึ้น...
“ข้าได้ยิน เหล่าซือ ของเ้า บอกว่าเ้ามีพร์ในด้านการเรียนรู้และจดจำตำรา จึงสงสัยว่ามันจริงแท้เพียงใดเท่านั้นเอง... แต่ว่าข้าจะไม่ทดสอบเ้าด้วยตำราแต่้าทดสอบเ้าด้วยกระบวนท่าเพลงกระบี่ หากเ้ามีพร์จริงข้าอาจชักนำเ้าสู่อนาคตที่เปิดกว้าง สนใจหรือไม่เล่า?”
ซุน แสดงสีหน้าฉงนเล็กน้อย...
“กระบวนท่าเพลงกระบี่?ตลอดชีวิตข้ามิเคยจับกระบี่ เนื่องด้วยมันเป็ของแพงที่มีราคาในสลัมหมู่บ้าน...ดูท่าข้าคงทำให้ท่านต้องผิดหวังเสียแล้ว...”
“อะไรกัน... เ้าจะยอมแพ้ั้แ่ยังไม่เริ่มเลยงั้นหรือ?!เช่นนั้นหากข้าให้เ้า 10 เหรียญทองเล่า… จะพอทำให้เ้าตั้งใจมากยิ่งขึ้นได้หรือไม่?และหากเ้าแสดงท่วงท่าเพลงกระบี่ได้เหมือนกับข้าจริง ๆ เอาไปเลย 100เหรียญทอง...” เตียมู่หยง แสยะยิ้มเล็กน้อย
ซุน ดวงตาเบิกโพรงทันที... จำนวนเงิน 100 เหรียญทอง เพียงพอจะทำให้เหล่าคนเถื่อนฆ่ากันในสลัมได้แล้วจากความอดอยากที่มี แน่นอนว่ามันเป็จำนวนเงินที่มากยิ่งสำหรับ ซุน ในตอนนี้...
“ในเมื่อผลลัพธ์มีแต่ได้ เช่นนั้นผู้เยาว์ขอทดสอบดู...”น้ำเสียงของ เด็กหนุ่ม แน่นหนักขึ้นในพลัน
เตียมู่หลง พาทุกคนมายังแนวป่าข้าง สถานศึกษาศาสตร์อักษร...บริเวณลานทุ่งหญ้า มีต้นไม้ใหญ่ตนหนึ่งตั้งตระหง่านเด่นชัด... ชายชราถือกระบี่สืบเท้าไปยังเบื้องหน้าต้นไม้ดังกล่าว...
“จับตาดูให้ดี... นี่คือเพลงกระบี่พื้นฐาน สำนักสายลมประจิม...”
ทันทีที่มือัักระบี่ข้างเอว... สายตาของ เตียมู่หยงก็แข็งกร้าวขึ้นจนทำให้ ซุน ขนลุกชูชันโดยไร้คำอธิบาย...ย่างก้าวของชายชราพลิ้วไหวต่อเนื่อง วางเท้า 6 ครั้งก่อนจะตวัดปลายกระบี่แน่นอนว่า เตียมู่หยง มิได้ใช้ลมปราณขับเคลื่อนท่วงท่า หาไม่แล้ว ซุนจะไม่มีทางมองตามได้ทัน...
ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ!
ซุน มองเห็นกระบี่ถูกตวัด 3 ครั้ง แต่กลับทิ้งร่องรอย 9 รอยไว้บนต้นไม้อย่างน่าอัศจรรย์!!รู้ตัวอีกครั้งกระบี่ก็กลับเข้าไปในฝักเสียแล้ว...
เหยาิ เผยรอยยิ้ม พร้อมพยักหน้าเบา ๆ
“เพลงกระบี่สายลมคิมหันต์ งั้นหรือ? เ้าแก่เ้าเล่ห์ไหนบอกว่าเป็เพลงกระบี่พื้นฐาน?”
“หึหึ... ก็พื้นฐานของศิษย์สายในยังไงเล่า? ข้าไม่ได้พูดสักคำว่าเป็พื้นฐานแรกเริ่ม... อีกทั้งหากเป็การทดสอบง่ายๆ จะเรียกว่าเป็การทดสอบได้อย่างไร?” เตียมู่หยง กล่าวขึ้นทั้งรอยยิ้มชรา
ซุน แสดงสีหน้าครุ่นคิด พิจารณาทั้งการวางเท้าและรอยกระบี่บนต้นไม้อย่างละเอียด ใช้ปลายนิ้วลูบเบา ๆ สังเกตแม้กระทั่งความลึกของรอยที่ปรากฏนั้น...หญิงสาว เฝ้ามองดูการกระทำของเด็กหนุ่ม พร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน...
“อย่าได้ลองให้อับอายเลย ยอมแพ้ไปเสียเถอะ เหล่าซือจะได้มิต้องอับอาย...” นางกล่าวค่อนแคะเอาคืนเื่เมื่อครู่
ทว่า...ราวกับสมาธิของ เด็กหนุ่ม จดจ่อกับสิ่งอื่น
เสียงค่อนแคะที่นางกล่าว ไม่ได้เข้าหูเด็กหนุ่มสักนิด...
“ขอกระบี่...” ซุน ยื่นมือออกมา
เตียมู่หยง จึงหยิบกระบี่ของหลานสาวมอบให้กับ ซุน เนื่องด้วยกระบี่ประจำกายของชายชรามิใช่สิ่งที่ ซุน จะสามารถใช้งานได้... ััแรกที่ ซุน จับต้อง ก็เริ่มพิจารณาทั้งน้ำหนักความยาว ดึงออกจากฝักเนื่องช้า ตวัดกวัดแกว่งสร้างความคุ้นชิน
เตี่ยมู่หยง หดั์ตาแคบเล็กน้อย... การจับกระบี่แม้มิใช่เื่ยากที่ต้องฝึกฝนหากแต่ตำแหน่งการจับที่ดีที่สุดนั้น ขึ้นอยู่กับความถนัดและสัญชาตญาณ ซึ่ง ซุนจับถูกตำแหน่งที่สมบูรณ์ได้ในทันที...
“เ้าไม่เคยจับกระบี่จริง ๆ หรือ?!”
“ผู้เยาว์เคยจับมีดจับพร้ามาบ้างตามประสา... แต่ไม่เคยจับกระบี่มาก่อน...”เด็กหนุ่ม กล่าวขึ้นตามตรง
ซุน ยืนตั้งสมาธิ หันปลายกระบี่ชี้เข้าหาต้นไม้... ภาพการเคลื่อนไหวของชายชราทับซ้อนกันในหัวจากหนึ่งเป็สองจากสองเป็สี่ เป็แปด เป็สิบ เป็ร้อยครั้งในไม่กี่อึดใจ พลังสมาธิและการจดจำของซุน ราวกับผิดปกติไปจากผู้คนสามัญ...
เด็กหนุ่ม เริ่มเคลื่อนไหว!! วางเท้า 6ก้าวแม่นยำไม่ผิดเพี้ยน ทำเอา เตียมู่หย่ง ถึงกับตกตะลึง... ก่อนที่ ซุนจะตวัดกระบี่ 3 ครั้ง ในถ่วงท่าที่ทับซ้อนกับชายชราทุกกระเบียดนิ้ว...
ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ!
“!!!!!!!!!!” ทุกคนเบิกตากว้างขึ้น เมื่อเห็นรอยกระบี่บนต้นไม้...
มันเด่นชัดที่ 3 รอยกระบี่... มิใช่ 9 รอยกระบี่ เฉกเช่น เตียมู่หยง...เหล่าซือ ถอนหายใจเบา ๆ ออกมา ส่วนด้าน เตียมู่หยง กลับแผดเสียงหัวเราะชอบใจ...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ไม่เลว ไม่เลวจริง ๆ เ้าสามารถลอกเลียนท่วงท่าของข้าได้อย่างน่าอัศจรรย์!! แต่น่าเสียดายที่เ้ายังไม่อาจเข้าถึงแก่นแท้แห่งเพลงกระบี่ จึงไม่อาจแสดงอานุภาพของเพลงกระบี่สายลมคิมหันต์ออกมาได้...เอาเถอะ!! อย่างไรก็นับว่าเ้าทำได้ไม่เลวแล้วเห็นเพียงครั้งเดียวยังเลียนแบบได้ถึงเพียงนี้...”
เตียมู่หยง ตบไหล่ของ ซุน เบา ๆ หากแต่มันก็ชัดเจนว่าเป็เพียงคำปลอมใจ...ด้านหญิงสาวหัวเราะขบขันตามประสานาง จะมีก็แต่ เหล่าซือ ที่เผยรอยยิ้มเจือจาง พลางพยักหน้าให้กับซุน... เด็กหนุ่ม ไม่มีท่าทีก้าวร้าวหรือเขินอายใด ๆ ในความพลั้งพลาด
ประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพ...
“ขออภัยที่ผู้เยาว์ทำให้ผู้าุโผิดหวัง”
“ไม่เลย... ไม่เลย... ข้าเสียอีกที่ไปคาดคั้นเ้า ทั้งที่รู้ว่าเ้ามิได้ร่ำเรียนวรยุทธ...เอานี่รางวัลของเ้าตามสัญญา ข้าตั้งใจจะให้เ้า 100 เหรียญทองแต่แรกแล้วไม่ว่าเ้าจะทำได้หรือไม่ได้...” เตียมู่หยง เผยรอยยิ้มชราที่ดูใจดี
ซุน จึงรับไว้อย่างไม่เกรงใจ...
“หากเ้ามีโอกาส เ้าสามารถแวะเวียนไปหาข้าได้เสมอ ที่ สำนักสายลมประจิมนามของข้าคือ เตียมู่หยง เอ่ยนามข้าออกไป ทุกคนในสำนักย่อมรู้จัก... เ้าเป็ศิษย์ของสหายข้าดังนั้นเมื่อมีโอกาสจงอย่าได้เกรงใจ...”
ซุน ประสานมือโค้งตัวสุภาพอีกครั้ง...
“ผู้เยาว์จะจดจำไว้...”
“เด็กดี... เด็กดี... หากหลานสาวข้า ซวงซวงว่านอนสอนง่ายเยี่ยงเ้า คงจะดีไม่น้อย...” เตียมู่หลง กล่าวพลางเหลือบมองไปยังหญิงสาว...
“ท่านปู่!!” นางกระฟัดกระเฟียดจนน่าเอ็นดูทำเอาทุกคนมิอาจกลั่นหัวเราะ
่บ่ายวันนั้น เตียมู่หลง และ หลานสาว ก็ออกเดินทางต่อในทันที...การแวะเวียนมาที่นี่ทำให้ทั้งคู่หลุดออกนอกเส้นทางมาไกล จึงไม่มีเวลามากนัก... สีหน้าของเหยาิ ที่เห็นสหายค่อย ๆ ลับตา ดูย่ำแย่ลง หวนนึกถึงเื่ในอดีตที่พยายามจะลืมเลือน...
“เหล่าซือ... เท่าที่ข้าจับใจความได้ ท่านตัดขาดจากยุทธภพ เพราะภรรยาของท่านถูกสังหารด้วยเหตุผลของการแก่งแย่งชิงชังงั้นหรือ?ขออภัยที่ข้าเสียมารยาทละลาบละล้วง แต่ท่านไม่เคยเล่าถึงอดีตให้ข้าได้ฟังเลย...”ซุน เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
เหยาิ ถอนหายใจหนักหน่วง...
“อืม... เป็เช่นนั้นแหละ ภรรยาข้านางมาจากตระกูลที่ยิ่งใหญ่ซึ่งแน่นอนว่าการที่นางละทิ้งตำแหน่งในตระกูลเพื่อมาอยู่กับข้า ย่อมทำให้นางถูกเพ่งเล็งจากศัตรูของตระกูลนางไปด้วย...ในอดีตข้าเองก็ใช่จะไร้ฝีมือ แต่เพราะข้ามักใช้ชีวิตสันโดษ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดสหายก็มีเพียงน้อยนิด จึงพลาดท่าถูกศัตรูเล่นงานเข้า จากจำนวนที่แตกต่าง...
วันที่ภรรยาข้าตายไป ข้าได้ให้สัตย์สาบานต่อหน้าหลุมศพของนาง ว่าจะขอออกจากยุทธภพ...ใช้ชีวิตเพื่อผู้คนที่ยังด้อยโอกาส ตามความตั้งใจดั้งเดิมของภรรยาข้า...”
ซุน มองเห็นดวงตาของ เหล่าซือ มีหยดน้ำตาเอ่อล้นขึ้น ทำให้เด็กหนุ่มไม่กล้าเอ่ยถามมากยิ่งไปกว่านั้น...หากเทียบกับก่อนหน้านี้ที่ เหล่าซือ ไม่เคยกล่าวเื่ราวในอดีตออกมาเลย ก็นับว่ามากเพียงพอแล้ว...
…………………………………..
กลางดึกคืนนั้น...
ซุน ออกมาจากเรือนนอนเพียงลำพัง... กลับมายืนอยู่เบื้องหน้าของต้นไม้ต้นเดิมซึ่งยังมีร่องรอยกระบี่เมื่อตอนกลางวันเด่นชัด... เด็กหนุ่ม หยิบเอากิ่งไม้ที่ดูถนัดมือขึ้นมาดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้า ก้าวย่างวางเท้า 6 ครั้ง ตวัดกิ่งไม้อย่างรวดเร็ว...
ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ!
แน่นอนว่ากิ่งไม้ ย่อมไม่อาจทิ้งรอยกรีดลึกได้เฉกเช่นกระบี่...หากแต่ยังมองเห็นรอยตื้นเขินที่เปลือกไม้ปรากฏขึ้น 9 รอย!! ลักษณะแทบไม่ต่างอะไรกับที่ เตียมู่หยง ได้แสดงอานุภาพเมื่อ่กลางวัน...
ซุน ขมวดคิ้วเล็กน้อย จดจ้องไปที่รอยดังกล่าว...
“นี่น่ะหรือ?! กระบวนท่าเพลงกระบี่...ช่างล้ำลึก และแตกต่างไปจากการฟาดฟันมั่วซั่วด้วย มีดอาคม ยิ่งนัก...” เด็กหนุ่มกล่าวพึมพำขึ้นเบา ๆ
ก่อนที่สายตาของ ซุน จะเหลือมองขึ้นสูง...
“เ้านี่ท่าจะโรคจิต... เหตุใดจึงชอบเอาก้นเหี่ยว ๆ แสนสกปรกของเ้ามานั่งบนลงบนศีรษะข้า?!”
ผีชราชีเปลือยแสยะยิ้ม โดยที่มันยังคงนั่งอยู่บนศีรษะของเด็กหนุ่ม...
“จะบ่นอะไรมากมายกัน? ตัวข้าเป็ดวงิญญาก้นข้ามันจะสกปรกได้เยี่ยงไร? และเ้าก็ควรจะระวังปากระวังคำไว้บ้างหลงลืมไปแล้วหรือว่าข้าคือผู้ที่เคยช่วยชีวิตเ้าเอาไว้เมื่อ 2 ปีก่อน?!”
เด็กหนุ่ม พ่นลมหายใจแรงออกมาอย่างไม่สบอารมณ์...
“ช่วยชีวิตข้า? แต่พาข้ามาตกระกำลำบากในโลกที่แตกต่างไปจากเดิมเนี่ยนะ?!”
เฒ่าชีเปลือย อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ก็มันช่วยไม่ได้นี่หว่า ร่างกายของเ้าในวันนั้นมันหมดสภาพไปแล้ว!! กฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติในโลกเดิมของเ้ามันแข็งแกร่งเกินไป ต่อให้เป็ข้าก็ไม่สามารถฉีกกฎเกณฑ์ในโลกเดิมเพื่อทำการรักษาชีวิตของเ้าได้...
ข้าจึงต้องลำบากพาเ้า มายังสุริยะแห่งนี้!! สุริยะที่สามารถควบคุมกฎเกณฑ์ทุกอย่างได้ แม้แต่จะชุบชีวิตของผู้ที่เคยตกตายไปแล้วก็ยังทำได้ขอเพียงแค่มีอำนาจและพลังที่มากเพียงพอ!! เ้าเสียอีกที่ควรขอบคุณข้าเพราะข้าได้พาเ้ากลับมายังดินแดนบ้านเกิดของเ้า...”
“เหลวไหล... คิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดเ้าทั้งหมดงั้นหรือ?!เ้ามันก็แค่ผีชราโรคจิต ที่พูดจาไร้สาระไปเรื่อย...” ซุนกล่าวขึ้นพลางไม่สบอารมณ์นัก
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เชื่อไม่เชื่อมันก็เื่ของเ้า!! ข้าไม่สนใจอยู่แล้ว”เฒ่าชีเปลือย ล่องลอยไปในอากาศอย่างไม่ทุกข์ร้อน แม้ ซุน จะเอากิ่งไม้พยายามฟาดฟันผีตนนี้แต่ก็ไร้ความหมายเนื่องด้วยร่างกายของมันโปร่งใส ไม่อาจถูกแตะต้อง...
“ไม่อยากจะเชื่อเลย!!เคยได้ยินแต่ว่าการมายังต่างโลก จะต้องมาพร้อมอำนาจพิเศษ หรือเป็ผู้กล้าอะไรเช่นนั้น...แต่ข้ากลับต้องมาตัวเปล่า และยังต้องมาถูกเ้าผีชราชีเปลือยตนนี้สิงสู่อีก!!” ซุน ก่นด่าชะตากรรมของตนเอง พลางกุมขมับแแ่ ปวดหัวกับจิติญญาของเฒ่าชราชีเปลือยที่กำลังแหวกว่ายในอากาศเบื้องหน้า...
...........................................