กลับมาเวลาปัจจุบัน
" เช้านี้ลู่เอ๋อร์ทำน้ำแกงผักรวมกับผัดผักที่ท่านพ่อกับท่านแม่ชอบด้วยนะเ้าคะ "
เด็กสาวตักข้าวต้มใส่ถ้วยใบเล็กให้ชิงผิงอันและชิงหลันฮวาอย่างเอาอกเอาใจแล้วค่อยจัดแจงตักให้ตัวเองทีหลัง
" ลำบากเ้าจริงๆ ลู่เอ๋อร์ " ชิงหลันฮวากล่าวออกมาอย่างปลื้มใจ
ั้แ่บุตรสาวหายดี อาหารการกินของพวกตนนางล้วนเป็ผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น และที่สำคัญอาหารที่บุตรสาวทำออกมานั้นมีรสชาติดีอย่างยิ่ง แม้แต่เมนูง่ายๆ อย่างน้ำแกงผักนี้นางก็ยังรังสรรค์ออกมาได้อย่างเลิศรส
" ท่านแม่อย่าได้เอ่ยเช่นนี้อีกนะเ้าคะ ลู่เอ๋อร์ไม่ได้ลำบากอันใดเลย ลูกชอบทำอาหารให้ท่านพ่อท่านแม่ที่สุดแล้ว " เด็กสาวว่าพลางส่งยิ้มประจบ
" เอาล่ะๆ สองแม่ลูก มากินข้าวกันเถอะ ลู่เอ๋อร์บ่ายนี้พ่อจะเอาสมุนไพรที่เก็บได้ไปขายในตัวเมือง เ้าอยากจะไปกับพ่อหรือไม่ " ชิงผิงอันเอ่ยถามบุตรสาวด้วยความเอ็นดู
" เสียดายจังเ้าค่ะท่านพ่อ ลูกว่าจะไปดูที่ดินท้ายหมู่บ้านเสียหน่อย "
" ไปดูทำไมหรือ? แม่ไม่เห็นว่าจะมีสิ่งใดนอกจากที่ดินรกร้างไร้ประโยชน์ "
" ลูกแค่อยากเดินดูรอบๆ เท่านั้นเ้าค่ะท่านแม่ บางทีเราอาจจะใช้ประโยชน์จากที่ดินแถวๆ นั้นได้บ้างก็ได้นะเ้าคะ "
" เช่นนั้นก็แล้วแต่เ้าเถอะ แต่เ้าต้องระมัดระวังตัวให้ดีรู้หรือไม่ "
" เ้าค่ะท่านพ่อ "
" อย่ากลับค่ำมืดล่ะ "
" เ้าค่ะท่านแม่ "
ชิงลู่ลู่เพ่งมองก้อนดินเหนียวสีเทาอมส้มที่อยู่บนฝ่ามือของตัวเองเขม็ง คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างพยายามใช้ความคิดอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วลุกขึ้นเดินสำรวจพื้นที่รอบๆ ต่อไป
ตลอด่เช้าที่ผ่านมาสองข้างทางที่นางเดินผ่านมักจะเห็นบ่อน้ำที่ถูกทิ้งร้างอยู่หลายบ่อ เพราะแต่ละบ่อต่างมีน้ำสีขุ่นเข้ม ทั้งยังเหม็นกลิ่นดินกลิ่นโคลนจนไม่สามารถนำมาใช้สอยหรือบริโภคได้
ทุกวันนี้ชาวบ้านต้องเดินเท้าไปตักน้ำในแม่น้ำสายหลักที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายหลี่ (1) เพื่อนำมาใช้สอยในชีวิตประจำวันสร้างความลำบากให้ชาวบ้านอยู่ไม่น้อยเลย
ชิงลู่ลู่ใช้เวลาเดินสำรวจสิ่งรอบตัวภายในหมู่บ้านอยู่เกือบครึ่งค่อนวัน ตลอดทางนางจะแวะเข้าไปทักทายชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้นด้วยเสมอ เหล่าลุง ป้า น้า อา พี่สาว พี่ชายในหมู่บ้านเองก็มักจะแบ่งปันอาหารและขนมเล็กๆ น้อยๆ ให้เด็กสาวอยู่เสมอ บ้างก็ถามไถ่ด้วยความห่วงใยเอ็นดู สร้างความอบอุ่นใจให้แก่เด็กสาวอย่างบอกไม่ถูก
จวบจนกระทั่งตะวันตรงหัวแล้วนางจึงเดินออกมาสำรวจพื้นที่บริเวณรอบนอกเขตหมู่บ้าน ซึ่งบริเวณรอบนอกก็ไม่ได้แตกต่างจากภายในหมู่บ้านมากนัก ทั้งผืนดินที่แห้งแตกระแหง ซากต้นไม้ยืนต้นแห้งเหี่ยว ข้างทางมีแต่พงหญ้ารกทึบสูงเกือบท่วมหัว อากาศหรือก็ร้อนอบอ้าวไร้สิ่งมีชีวิตให้พบเห็น แต่ถ้าหากมองไปอีกฟากฝั่งหนึ่งที่อยู่ไกลลิบๆ จะเห็นเขตผืนป่าขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านอาศัยทำมาหากิน
ในขณะที่ชิงลู่ลู่กำลังมุ่งหน้าไปยังเขตผืนป่าด้านหน้า หูของนางพลันได้ยินเสียงพูดคุยแ่ๆ ดังเล็ดลอดออกมาจากพุ่มไม้รกทึบข้าง
เด็กสาวชะงักฝีเท้าหยุดยืนอยู่กับที่ด้วยความสงสัยก่อนจะตัดสินใจเดินตรงไปยังต้นเสียงที่ได้ยินอย่างระมัดระวัง แต่เท้าเ้ากรรมดันไปเผลอสะดุดเข้ากับรากไม้ขนาดเล็กที่ยื่นขวางทางออกมาเป็เหตุให้เด็กสาวเสียหลักกลิ้งหลุน ๆ ตกลงไปตามทางลาดชันเบื้องหน้าอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
" โอ้ย!! ก้นข้า "
เด็กสาวลูบสะโพกตัวเองปอยๆ ด้วยความเจ็บจากแรงกระแทกก่อนจะรีบก้มลงสำรวจเสื้อผ้าด้วยความกังวลโดยไม่ได้สนใจรอยถลอกที่หัวเข่าและข้อศอกของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นว่าไม่มีรอยฉีกขาดเสียหายจึงค่อยยิ้มออกมาได้อย่างโล่งใจ
นางก็แค่ไม่อยากให้เสื้อผ้าที่มารดาอุตส่าห์ตั้งใจตัดเย็บให้ต้องเสียหายไปเพียงเพราะความซุ่มซ่ามของตัวเองเท่านั้น
" ซื่อบื้อเสียจริง "
" อิงอิงอย่าเสียมารยาท "
" ก็จริงนี่ ไม่สวยแล้วยังซื่อบื้อเช่นนี้ข้าเพิ่งเคยเห็นเป็คนแรก "
ชิงลู่ลู่หันขวับไปทางต้นเสียงทันทีอย่างใ เด็กสาวรีบเด็งตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วพร้อมกับกวาดสายตามองออกไปรอบๆ แต่นางกับไม่เห็นสิ่งใดนอกจากพื้นที่เวิ้งว้างว่างเปล่า ไม่ว่าจะพยายามเหลียวมองหาอย่างไรนางก็ไม่พบเ้าของเสียงนั้นแม้แต่เงา
หัวใจดวงน้อยเต้นถี่ขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ด้วยความวิตกและหวาดระแวง
" ใคร!! พวกเ้าเป็ใคร "
" เอ๋? นางคงไม่ได้ยินที่พวกเราคุยกันใช่หรือไม่มิงมิง "
ถึงเสียงแหลมเล็กนั้นจะทำเพียงกระซิบกระซาบกันแต่นางยังคงได้ยินชัดเจนเต็มสองรูหู แต่เมื่อเหลียวมองไปตามทิศทางของเสียงกับพบเพียงแค่ความว่างเปล่าเช่นเคย
นี่คงไม่ใช่ว่านางพบเจอเข้ากับพลังงานบางสิ่งบางอย่างหรอกนะ
ล้อกันเล่นหรือไม่ ทั้งชีวิตนี้ของนางหวาดกลัวเื่พวกนี้เป็ที่สุด
นางกลัวผี!!
" ใคร!! ข้าถามว่าพวกเ้าเป็ใคร " พูดจบน้ำตาที่เอ่อคลอั์ตาอยู่ก็หยดแหมะลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
" นางได้ยินพวกเราจริงๆ ด้วย "
" ข้าถามว่าพวกเ้าเป็ใคร "
" จะะโทำไมกันหนวกหูชะมัดเลย อ๊ะๆ อย่าร้องไห้เชียวนะเ้ามนุษย์ซื่อบื้อ พวกข้ายังไม่ได้ทำอะไรเ้าเลยนะ " เสียงแหลมเล็กเอ่ยแทรกออกมาเมื่อเห็นว่ามนุษย์ตัวน้อยทำท่าจะแหกปากร้องไห้ออกมาจริงๆ
" พวกเ้าก็ออกมาสิจะมัวหลบซ่อนกันอยู่ทำไม "
" เ้าก็ก้มหน้าลงมาสิ พวกข้ายืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้ว "
ชิงลู่ลู่ก้มลงมองตามเสียงที่บอกก่อนจะผงะถอยหลังไปสองสามก้าวด้วยความใระคนประหลาดใจในเวลาเดียวกัน
" กบ? " ล้อกันเล่นหรือไม่?
" ก็ใช่น่ะสิ "
" ข้าต้องฝันไปแน่ๆ โอ๊ย!! เจ็บนะเ้าขว้างหินใส่ข้าทำไมเนี่ย " เด็กสาวลูบแขนตนเองไปมาพลางจ้องมองเ้ากบตัวสีเขียวอ่อนที่ใช้ลิ้นของมันตวัดหินก้อนเล็กโยนใส่ท่อนแขนของนาง
" ช่วยเ้าพิสูจน์อย่างไรเล่าว่าไม่ได้ฝันไป เอาอีกทีหรือไม่ล่ะเผื่อเ้ายังไม่แน่ใจ "
" พอแล้วๆ โล่งอกไปทีตอนแรกก็นึกว่าเจอผีเสียแล้ว ดีนะที่เป็แค่กบเท่านั้น " ชิงลู่ลู่คลี่ยิ้มอย่างโล่งอกก่อนจะทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกับพื้นอย่างผ่อนคลายมากกว่าเมื่อครู่ ขอแค่ไม่ใช่ผีสางนางไม้เื่อื่นก็ไม่ถือว่าเป็เื่ใหญ่โตอะไรแล้ว
" เ้านี่แปลกคนดีแท้ ว่าแต่เ้าฟังที่พวกข้าพูดรู้เื่ได้อย่างไร หรือว่าเ้าเป็นักพรต " เ้ากบตัวเดิมเอ่ยถามด้วยความสงสัย อย่าว่าแต่นักพรตเลยขนาดผู้ฝึกวิชาเซียนบนหุบเขาเซียนยังไม่แน่ว่าจะฟังภาษาของมันออกเลย
" ข้าไม่ใช่นักพรต แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าข้าเข้าใจที่พวกเ้าสื่อสารกันได้อย่างไร "
" ยุ่งยากเสียจริง ไม่รู้ก็ช่างมันเถิด "
" จริงสิว่าแต่พวกเ้าชื่ออะไรกันบ้างหรือ ข้าได้ยินที่พวกเ้าเรียกขานกันเมื่อครู่ เ้าคงชื่อมิงมิงใช่หรือไม่ "
ชิงลู่ลู่ชี้กบตัวสีเขียวเข้มที่ยืนนิ่งอยู่ข้างตัวกบสีเขียวอ่อนที่พูดเจื้อยแจ้วเมื่อครู่ เพราะดูแล้วกบตัวนี้ออกจะขี้อายและมีมารยาทมากเลยทีเดียว
" อืม ข้าชื่อว่า มิงมิง เป็พี่สาวของ อิงอิง "
กบตัวสีเขียวเข้มอ้อมแอ้มตอบด้วยน้ำเสียงเอียงอายเมื่อมองเห็นรอยยิ้มกระจ่างใสชวนให้รู้สึกสบายใจของเด็กสาวตรงหน้า
" ยินดีที่ได้รู้จักนะมิงมิง อิงอิง ส่วนข้าชื่อชิงลู่ลู่ ลู่ลู่ที่แปลว่าน้ำค้างยามเช้า "
แม้เื่ที่เกิดขึ้นออกจะดูเหนือธรรมชาติไปสักหน่อย แต่นางไม่ได้นึกประหลาดใจอะไรมากมายนัก ขนาดตัวนางเองยังสามารถข้ามมิติย้อนเวลากลับมายังโลกโบราณแห่งนี้ได้เลย กับอีแค่เพิ่มทักษะความสามารถในการรับรู้ภาษาสัตว์เข้ามาอีกเล็กน้อยจะนับเป็อะไรได้
กบทั้งสองตัวััได้ถึงความเป็มิตรที่ชิงลู่ลู่มอบให้ แม้จะประหลาดใจ แต่พวกมันก็ตัดสินใจะโขึ้นไปบนฝ่ามือเล็กที่ยื่นออกมารออยู่ด้วยความเต็มใจ
" ซื่อบื้อ เป็มนุษย์ซื่อบื้ออย่างที่คิดจริงๆ เสียด้วย " กบอิงอิงแสร้งเชิดหน้าไปอีกทาง ตรงข้ามกับตัวเล็กๆ ของมันที่นั่งสงบนิ่งบนฝ่ามืออย่างว่าง่าย
ท่าทางเช่นนี้ของมันทำให้ชิงลู่ลู่อดหัวเราะออกมาไม่ได้
กบน้อยตัวนี้ช่างปากไม่ตรงกับใจเอาเสียเลย
" อิงอิงอย่าเสียมารยาทสิ ว่าแต่ลู่ลู่เ้ามาทำอันใดที่บึงน้ำเก่าแห่งนี่หรือ "
" บึงเก่าหรือ? มิน่าเล่ามันถึงดูกว้างและลึกนัก เดิมทีข้ากำลังเดินดูพื้นที่รอบๆ หมู่บ้านของข้า บังเอิญเดินผ่านมาทางนี้แล้วได้ยินเสียงพูดคุยของพวกเ้าเข้าจึงนึกสงสัยเลยเข้ามาดู แต่ซุ่มซ่ามไปหน่อยจึงพลัดตกลงมาอย่างที่พวกเ้าเห็นเนี่ยแหละ แล้วพวกเ้าเล่าอาศัยอยู่ที่นี่หรือ? "
" ใครจะไปอยู่ได้กันเล่าเ้าไม่เห็นหรือว่าที่นี่ทั้งแห้งแล้งทั้งไม่มีอาหาร บ้านของพวกข้าอยู่อีกที่หนึ่ง วันนี้แค่ออกมาเที่ยวเล่นกันเท่านั้น อีกเดี๋ยวก็จะกลับกันแล้ว "
กบอิงอิงยืดตัวขึ้นแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
" ที่บ้านของพวกข้าน่ะนะทั้งอุดมสมบูรณ์ ทั้งสวยงาม อากาศก็บริสุทธิ์กว่าภายนอกนี้อักโข อยู่ถัดออกไปจากที่นี่ไม่ไกลเองนะ "
" จริงหรือแล้วพวกชาวบ้านรู้หรือไม่ "
" ไม่รู้หรอกลู่ลู่ ท่านซือจือ ร่ายเวทย์อาคมพรางตาอาณาเขตทั้งหมดเอาไว้ ตราบใดที่ไม่ได้รับอนุญาตมนุษย์คนใดก็ไม่สามารถย่างกายเข้าไปได้ "
" ท่านซือจือ? "
" อืม ท่านซือจือคือเ้าป่าของพวกข้า คงเหมือนกับจักรพรรดิของพวกมนุษย์อย่างเ้ากระมัง สัตว์อย่างพวกข้ามีท่านซือจือปกครองดูแล จริงสิเ้าอยากลองไปเที่ยวบ้านพวกข้าหรือไม่เล่าเ้ามนุษย์ซื่อบื้อ "
" ข้าไปได้หรือ? "
" ทำไมจะไปไม่ได้ล่ะ ท่านซือจือใจดีมากนะ ชอบเด็กๆ ท่านไม่ว่าหรอก แต่เ้าต้องสัญญาว่าจะไม่เอาเื่นี้ไปบอกใครทั้งนั้นแม้แต่คนในครอบครัวเ้าก็ไม่ได้ "
" ได้สิ!! ข้าสัญญา ข้าจะไม่บอกใครทั้งนั้นแม้แต่ท่านพ่อท่านแม่ก็จะไม่ ปริปากพูดออกไปแม้เพียงครึ่งคำ พวกเ้าเชื่อใจข้าได้เลย ข้ารักษาสัญญาที่ให้กับสหายเสมอ "
สิ้นคำของชิงลู่ลู่สายลมบางเบาสายหนึ่งพลันพัดผ่านไปวูบหนึ่งคล้ายกับเป็สักขีพยานให้กับคำพูดของนาง
เ้ากบน้อยทั้งสองยิ้มกว้างพยักหน้าขึ้นลงด้วยความพึงพอใจ พวกมันรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณของตนเองว่าสามารถเชื่อถือคำพูดของเด็กสาวผู้นี้ได้ อีกทั้งนางยังสามารถเข้าใจภาษาของพวกมันได้ นี่ไม่เป็การพิสูจน์แล้วหรือว่านางกับพวกมันเป็พวกเดียวกัน
" ข้าบอกแล้วหรือว่าจะเป็สหายกับเ้าน่ะ " กบอิงอิงเบี่ยงหน้าหลบสายตาของชิงลู่ลู่ที่มองมาด้วยความเขินอาย
สหายอันใดกัน มันก็แค่ชวนไปเที่ยวบ้านเท่านั้นไม่ได้คิดอะไรเสียหน่อย
" แต่ข้าอยากเป็สหายกับพวกเ้านะ "
" นางแค่เขินอายเท่านั้นลู่ลู่ ที่จริงแล้วดีใจมากเลยต่างหากล่ะ "
" มิงมิง!! ข้าไม่ได้เขินนะ "
" เช่นนั้นพวกเรามาเป็สหายกันเถอะ นะอิงอิง มิงมิง "
" ในเมื่อเ้าขอร้องถึงขนาดนี้แล้วถ้าข้าเอาแต่ปฏิเสธอยู่อีกก็คงจะดูเป็กบใจจืดใจดำน่ะสิ เอาเถอะข้ายอมเป็สหายกับมนุษย์ซื่อบื้ออย่างเ้าก็ได้ "
" ขอบใจนะที่ยอมเป็สหายกับข้า " ชิงลู่ลู่ยิ้มทั้งปากทั้งตา
จริงอยู่ที่ั้แ่นางทะลุมิติมาที่แห่งนี้ แม้พวกชาวบ้านจะให้ความรักใคร่เอ็นดูนางเสมือนบุตรหลาน แต่เหล่าสหายในวัยเดียวกันกับนางนั้นมีเหลืออยู่ภายในหมู่บ้านแทบจะนับนิ้วได้ อีกทั้งเด็กๆ เ่าั้เมื่อได้ยินเสียงไก่ขันก็ลุกขึ้นมาทำงานกันหมดแล้ว ได้พักอีกทีก็เป็เวลาเย็นย่ำ จะมีใครว่างมาเที่ยวเล่นเป็เพื่อนนางได้กัน
" เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ "
กบอิงอิงะโลงพื้นแล้วทำหน้าที่เป็ผู้นำทางอย่างกระตือรือร้นโดยที่กบมิงมิงยังคงเกาะอยู่บนไหล่ของชิงลู่ลู่เหมือนเดิม
กบอิงอิงะโนำทางไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงขอบบึงอีกด้านหนึ่ง บริเวณนั้นมีเถาวัลย์รกทึบปกคลุมเอาไว้อย่างแ่า หากไม่สังเกตให้ดีจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามีถ้ำขนาดเล็กซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง เมื่อเดินทะลุเข้าไปภายในถ้ำเพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบเหงาจนเกินไปกบมิงมิงจึงเล่าเื่ราวความเป็มาเป็ไปที่เคยได้ยินได้ฟังมาให้เด็กสาวได้รับรู้คร่าวๆ
เช่นเหล่าสิงสาราสัตว์ที่อาศัยอยู่ในผืนป่าทั่วทุกมุมภายใต้พื้นพิภพนี้จะมี 'ท่านเ้าป่า' หรือที่เรียกขานกันว่า 'ท่านซือจือ' เป็ผู้ปกครองดูแล
สัตว์ทุกตัวมีอิสรเสรีในการดำรงชีวิตอย่างที่ใจปรารถนา แต่นั่นต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตที่ว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้มนุษย์หรือสัตว์ตัวอื่นๆ หากฝ่าฝืนจะถูกลงโทษและไม่ได้รับความคุ้มครองจากท่านซือจืออีก
" เช่นนั้นทำไมถึงยังมีสัตว์ที่ถูกไล่ล่าอีกเล่า หรือสัตว์พวกนั้นฝ่าฝืนกฎ? "
" ไม่ใช่หรอกลู่ลู่ สัตว์ก็เหมือนกับมนุษย์ หากชะตาถึงฆาตแล้วไม่ว่าผู้ใดก็ช่วยอะไรไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นเท่านั้น "
" เช่นนี้นี่เอง ว่าแต่เ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดบึงแห่งนั้นถึงมีสภาพแห้งแล้งเช่นนี้ จากที่ข้าสังเกตดูบึงนั้นมีขนาดใหญ่พอสมควรเลยเมื่อก่อนจะต้องอุดมสมบูรณ์มากแน่ๆ เลยใช่หรือไม่ "
“ข้าพอรู้มาบ้างเพราะเื่พวกนี้ไม่ใช่ความลับอะไร”
“พวกชาวบ้านก็รู้หรือ”
“ไม่หรอก เื่นี้มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่ยังจดจำได้ พวกมนุษย์มีอายุขัยแสนสั้น ผ่านไปสิบปียี่สิบปีก็ลืมเลือนเื่ราวไปจนหมดสิ้นแล้ว”
กบมิงมิงมองออกไปเบื้องหน้าคล้ายกำลังเรียบเรียงเื่ราวในความทรงจำที่เคยได้รับฟังมาจากเหล่าผู้าุโทั้งหลายให้ชิงลู่ลู่ฟังต่อ
เมื่อหลายร้อยปีก่อน
เดิมทีบึงน้ำแห่งนั้นถือเป็หัวใจหลักของผืนป่า ทั้งมนุษย์และสัตว์ต่างมีความเชื่อกันว่าน้ำในบึงเป็น้ำศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดได้ดื่มกินจะมีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ถ้าเจ็บป่วยก็จะหายเป็ปลิดทิ้ง รวมถึงอาณาบริเวณโดยรอบก็สงบร่มรื่นสวยงามราวกับอยู่แดน์ มนุษย์และสัตว์ต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน ทุกคืนวันมีเพียงรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ นับเป็่เวลาที่สงบสุขอย่างยิ่ง
จวบจนกระทั่งมีมนุษย์ผู้หนึ่งอ้างตนว่าเป็จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลิ่งนามว่า 'เหลิ่งจงต้าเหริ่น' ได้เข้ามายึดครองผืนป่าแล้วเริ่มก่อสร้างตำหนักทองคำให้แก่ราชวงศ์ของตนเอง จากนั้นก็กะเกณฑ์เหล่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่บริเวณโดยรอบและภายในตัวเมืองมากมายมาก่อสร้างตำหนักกันทั้งวันทั้งคืน สัตว์น้อยใหญ่เริ่มถูกล่าเป็อาหาร บ้างถูกจับไปเป็สัตว์เลี้ยงในเมืองหลวง บ้างหลบลี้หนีหาย ต้นไม้ถูกโค่นลงต้นแล้วต้นเล่ากระทั่งรุกล้ำเข้าไปในเขตแดนของแคว้นฉิง
เื่ราวลุกลามใหญ่โตจนก่อเกิดเป็าระหว่างแคว้น มนุษย์และสัตว์ต่างเดือดร้อนทุกข์เข็ญ พื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์ถูกทำลายลงเพียงระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ทุกหย่อมหญ้าถูกชโลมไปด้วยเืและคราบน้ำตามากมายไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงโดยง่าย
ครานั้นท่านซือจือเพิ่งจะออกจากการจำศีล เมื่อได้รับรู้เื่ราวที่เกิดขึ้นก็ทั้งโกรธเกรี้ยวทั้งโศกเศร้าเสียใจจึงสาปจักรพรรดิเหลิ่งจงต้าเหริ่นด้วย 'วาจาสิทธิ์' แห่งเ้าป่าว่า
' ตลอดกาลจวบจนชั่วลูกชั่วหลานของจักรพรรดิเหลิ่งจงต้าเหริ่น จงจมอยู่ในความทุกข์ทรมานจากการพรากจากและสูญเสียบุคคลอันเป็ที่รักยิ่งกว่าชีวิตของตน จงมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตายเฉกเช่นเดียวกันกับที่จักรพรรดิได้พรากชีวิตผู้บริสุทธิ์มากมายไปเพียงเพราะความเห็นแก่ตัวของตนเอง '
จากนั้นจึงบันดาลสายฝนโปรยปรายลงมาชะล้างคราบเืและคราบน้ำตาเพื่อปลอบประโลมความเศร้าโศกของมนุษย์และสัตว์ที่รอดชีวิตมาได้ถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน
ต่อมาท่านซือจือได้สร้างผืนป่าขึ้นมาใหม่แล้วปิดกั้นออกจากโลกที่โหดร้ายป่าเถื่อนพร้อมทั้งร่ายเวทย์อาคมกางอาณาเขตป้องกันการรุกรานจากพวกมนุษย์ เหล่าสิงสาราสัตว์จึงได้กลับมาดำรงชีวิตด้วยความสงบสุขเฉกเช่นกาลก่อนอีกครั้งตรงข้ามกับโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
เพราะสายฝนที่ตกหนักนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนส่งผลให้เขตผืนป่าที่อยู่ระหว่างทั้งสองแคว้นกินอาณาเขตยาวไปถึงสองในสามส่วนจมอยู่ภายใต้บาดาลนานถึงสิบปี แต่พอน้ำแห้งเหือดไปแล้วพื้นดินกับแห้งแล้งไม่อาจเพาะปลูกพืชพันธุ์หรือทำประโยชน์ใดๆ ได้ดังเดิมอีก
" เช่นนั้นหากเดาไม่ผิดผืนป่าที่เกิดาก็คือหมู่บ้านของข้า แต่เท่าที่ข้าสำรวจดูหมู่บ้านลู่เว่ยไม่ได้มีอาณาเขตกว้างใหญ่ถึงเพียงนั้นนี่ "
" ท่านแม่บอกว่าในเวลาต่อมาเหล่ามนุษย์ทนทุกข์ทรมานจากเคราะห์กรรมครั้งนี้ไม่ไหวเลยสวดภาวนาต่อเทพเซียนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ลงมาช่วยเหลือ "
" แล้วจักรพรรดิทั้งสองแคว้นเล่าไม่ได้ทำอันใดเลยหรือพวกชาวบ้านถึงได้หันหน้าไปพึ่งพาเทพเซียนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๆ ที่เคราะห์กรรมครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาแท้ๆ "
" จะไปช่วยอะไรเล่า ท่านแม่บอกว่าหลังจากเกิดเื่ทุกอย่างขึ้นพวกจักรพรรดิก็โทษกันไปโทษกันมาไม่ยอมรับผิด ปิดหูปิดตาเสวยสุขอยู่บนบัลลังก์ทองของตัวเองต่อไปจนหมดอายุขัย " กบอิงอิงเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อนพ่นลมออกปากอย่างนึกรังเกียจ พวกมนุษย์ล้วนแล้วแต่เป็พวกเห็นแก่ตัวน่ารังเกียจสิ้นดี
" น่าสงสารชาวเมืองในเวลานั้นนัก แล้วเื่เป็อย่างไรต่อหรือมิงมิง "
กบมิงมิงหลับตาลงแล้วเล่าเื่ราวต่อ
เมื่อนั้นจักรพรรดิเหลิ่งจงต้าเหริ่นไม่ได้ทุกข์ร้อนต่อความยากลำบากของชาวเมืองเช่นเดียวกันกับ 'จักรพรรดิฉิงเผ่ยเฉิน' จักรพรรดิแคว้นฉิง แต่เพราะจักรพรรดิฉิงเผ่ยเฉินไม่ได้ต้องคำสาปของท่านซือจือ จักรพรรดิฉิงเผ่ยเฉินจึงใช้ชีวิตไปตามวิถีทางของตนจวบจนสิ้นอายุขัยอย่างเช่นจักรพรรดิองค์อื่นๆ
ตรงข้ามกับจักรพรรดิเหลิ่งจงต้าเหริ่นที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็ที่รักยิ่งไปดังเช่นคำสาป แม้จักรพรรดิเหลิ่งจงต้าเหริ่นจะเพียรร้องขอความตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแต่ก็ไม่เป็ผลจำต้องทนดำรงชีวิตอยู่ต่อไปด้วยความทุกข์ทรมานอย่างที่สุดจวบจนเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึงจึงสำนึกถึงความผิดบาปที่ตนก่อได้
เมื่อถึงคราวผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน 'องค์ชายสี่เหลิ่งจือโหย่ว' ขึ้นครองบัลลังก์แคว้นเหลิงแผ่นดินจึงกลับมาร่มเย็นอีกครั้งเพราะเหลิ่งจือโหย่วนั้นแตกต่างจากจักรพรรดิเหลิ่งจงต้าเหริ่นผู้เป็บิดาโดยสิ้นเชิง
จักรพรรดิพระองค์ใหม่ใส่ใจความทุกข์ยากของราษฎร ปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม มีเมตตากรุณามากผู้หนึ่ง เป็บุรุษที่เรียกได้เต็มปากว่าเป็ผู้ที่งดงามทั้งรูปกายและจิตใจ
จักรพรรดิเหลิ่งจือโหย่วเป็ที่รักยิ่งของราษฎรทั้งหลาย เหล่าเทพเซียนต่างอวยพรสรรเสริญ
แต่เพราะคำสาปนั้นไม่อาจลบล้างได้
จักรพรรดิเหลิ่งจือโหย่วยังคงสูญเสียบุคคลอันเป็ที่รักยิ่งไปในที่สุด พระองค์ทนทุกข์ทรมานไม่ต่างจากจักรพรรดิเหลิ่งจงต้าเหริ่นผู้เป็บิดา แต่ด้วยกุศลผลบุญที่พระองค์กระทำมาตลอดระยะเวลาในการครองราชย์ มหาเทพผู้ปกครอง์เก้าชั้นฟ้าจึงประทานความอุดมสมบูรณ์คืนสู่แผ่นดินแคว้นเหลิ่ง
นับแต่นั้นสืบมาแคว้นเหลิ่งกลับกลายเป็แคว้นที่มีมั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์มากที่สุดในสามแคว้นจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
ยกเว้นเพียงผืนดินที่เคยเป็ที่ตั้งของบึงใหญ่หรือที่ตั้งของหมู่บ้านลู่เว่ยในปัจจุบันแห่งเดียวเท่านั้นที่ยังคงแห้งแร้งอยู่เช่นเดิม
" ไม่ยุติธรรมเลยที่จักรพรรดิเหลิ่งจือโหย่วต้องมารับกรรมในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อไว้แบบนี้ " ชิงลู่ลู่ถอนหายใจอย่างนึกสงสารจับใจ
" จะทำอย่างไรได้ บรรพชนก่อคนรุ่นหลังก็ต้องรับกรรมไป มนุษย์เช่นพวกเ้าชอบพูดกันเช่นนี้ไม่ใช่หรือ " กบอิงอิงพูดเสริมขึ้นมาบ้าง
" กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอนะลู่ลู่ "
กบมิงมิงหันมายิ้มให้ชิงลู่ลู่ก่อนจะเล่าต่อ
โบราณว่า 'ทำสิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้น'
เช่นเดียวกับจักรพรรดิเหลิ่งจือโหย่ว แม้ต้องทนอยู่อย่างทุกข์ทรมานเพียงใดพระองค์ก็ไม่เคยละทิ้งหน้าที่ของตนจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ด้วยเหตุนี้ท่านซือจือจึงประทานพรเพื่อล้างคำสาปให้แก่ราชวงศ์เหลิ่งอีกครั้ง
' เมื่อใดที่เชื้อสายของจักรพรรดิเหลิ่งจือโหย่วได้รับการให้อภัยจากสายเืแห่งั เมื่อนั้นคำสาปจะสูญสิ้นไป '
จากนั้นเป็ต้นมาเชื้อสายของจักรพรรดิเหลิ่งจือโหย่วได้ออกตามหาผู้มีสายเืแห่งัมาโดยตลอด จวบจนกระทั่งวันเวลาล่วงเลยผ่านไปยาวนานเกือบเก้าร้อยกว่าปีแล้วแต่ก็ยังไร้วี่แวว
" แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าใครคือสายเืแห่งัที่ว่า "
" ท่านแม่บอกว่ามีเพียงเชื้อสายของจักรพรรดิเหลิ่งจือโหย่วเท่านั้นที่จะสามารถรับรู้ถึงตัวตนของสายเืแห่งัได้ "
ชิงลู่ลู่พยักหน้าเป็เชิงรับรู้ เพียงเพราะความเห็นแก่ตัวของคนคนหนึ่งแท้ๆ
" ช่วยด้วย!! ช่วยข้าด้วย "
หมายเหตุ
1) เป็หน่วยวัดของจีนมีความยาวเท่ากับ 500 เมตร
*หวังว่าทุกคนจะเอ็นจอยนะคะ (๑˙❥˙๑)