บ้านปูนสองชั้น
ตอนนี้เป็เวลาเกือบสองทุ่ม หลิวเฟยที่ขับรถติดไฟแดงครั้งแล้วครั้งเล่าถึงได้ขับรถมาถึงหน้าบ้านเสียที ดวงตาคู่นั่นมองผ่านกระจกหมวกกันน็อกเข้าไปภายในรั้วผ่านอารมณ์ต่าง ๆ ที่จู่โจมเข้ามา ทำให้เขาเลือกจอดรถทิ้งไว้ที่หน้าประตูรั้ว
หลังจากลงมายืนข้างรถที่ถูกจอดทิ้งไว้ ขาเรียวยาวคู่หนึ่งนำพาเขาเดินตรงไปทีละก้าวจนมาหยุดชะงักนิ่งจนแทบชิดประตูรั้ว
ดวงตาสั่นไหวภายใต้หมวกกันน็อกของหลิวเฟยจ้องมองภาพต่าง ๆ ที่ไหลผ่านเข้าในหัว จนเขาเลือกที่จะหลับตาลงเพื่อซึมซับอย่างช้า ๆ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วหลิวเฟยลืมตาขึ้นมามองอีกครั้ง ครั้งนี้อารมณ์ต่าง ๆ ตีตื้นขึ้นมาจนร่างกายของเขาสั่นเทา แม้จะทำความเข้าใจก่อนมาถึงแล้วว่า บ้านหลังนี้คือบ้านหลังเดียวกันกับที่อยู่ในความทรงจำของเขา
“นี่มัน…”
สองมือสั่นเทาเกาะไปที่ประตูรั้วตรงหน้าจนมองเห็นแผลเป็ที่นูนขึ้นบนหลังมือ ท่ามกลางความมืดภาพตรงหน้าก็ยังเหมือนเดิม แน่นอนว่าคือบ้านปูนสองชั้นหลังหนึ่ง
“ฟู่!”
เสียงพ่นลมหายใจดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ สองมือประคองถอดหมวกกันน็อกออกอย่าช้า ๆ ทำให้บรรดาเส้นผมใต้หมวกที่ถูกถอดออกยุ่งเหยิงจนไร้รูปทรง
“ยังเหมือนเดิม”
ดวงตาสีน้ำตาลอมทองเริ่มปรากฏหยดน้ำตาเอ่อคลอ ยิ่งมองเข้าไปยังบ้านหลังด้านหน้านานขึ้น หัวใจของเขาจึงยิ่งสั่นะเืด้วยความโหยหา
หลิวเฟยสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ตัดสินใจใช้แขนข้างหนึ่งของเขาผลักประตูรั้วเดินเข้าไป ท่าทางเหม่อลอยของเขาทำให้ไม่รู้ตัวว่าเผลอใช้แรงแขนอีกข้างเขาอุ้มหมวกกันน็อกเอาไว้แน่น
นั่นเพราะ้าสิ่งที่พอมาปลอบโยนจิตใจที่ยุ่งเหยิงของเขาได้
“...” ทุกก้าวที่เดินเข้าไป ภาพความทรงจำมากมายก่อนหน้านี้วิ่งวนอยู่ในหัวของเขาอีกครั้ง บ้านปูนสองชั้นหลังนี้ไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป มีพื้นที่เพียงพอสำหรับปลูกต้นไม้และดอกไม้เพื่อช่วยเพิ่มความร่มรื่น
ยิ่งเดินเข้าบ้านไปตามพื้นถนนสั้นเรื่อยๆ หลิวเฟยยิ่งมองเห็นภาพความทรงจำที่แสนอบอุ่นจนหัวใจของเขาอุ่นร้อนขึ้นมา
ตรงนั้นเคยมีกระถางต้นไม้มากมายที่เพิ่งปลูก มีเด็กหญิงเด็กชายสามคนอายุแตกต่างกันและหญิงสาวใบหน้าอ่อนโยนที่สุดคนหนึ่งกำลังช่วยกันรดน้ำต้นไม้ ทั้งสี่ยิ้มหัวเราะด้วยกันอย่างมีความสุข ห่างออกไปไม่ไกลมีชายหนุ่มท่าทางแข็งแรงยืนกอดอกมองมาด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
ในตอนที่เดินมาถึงประตูหน้าบ้าน ภาพต่าง ๆ ที่มองเคยเห็นค่อย ๆ เลือนหายไปหลงเหลือเพียงภาพปัจจุบัน
หมวกกันน็อคถูกเขาวางลงพื้นบันไดทางเข้าบ้าน หลิวเฟยสูดลมหายใจเพื่อเพิ่มกำลังใจให้ตนเองอีกครั้ง ครั้นแล้วผลักประตูเปิดออกด้วยสองแขนจนมันส่งเสียงดังจนบ้านสั่นะเื ส่งผลให้ทั่วใบหน้าที่เคยมีอารมณ์โหยหาเหงื่อแตกพลั่กเพราะความใ
ปัง!
“...” เขาผลักแรงไปจนประตูพังหรือเปล่า?
หลิวเฟยรีบวิ่งเข้าไปดูบานประตูที่ถูกเขาผลักจนมันสั่นะเื โชคดีที่มันยังไม่มีตะปูตัวไหนหลุดลงมา จึงยืนซบไปที่บานประตูแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก ไม่นานก็ทรุดลงไปนั่งหน้าซีดบนพื้นบ้านแทน
“ใครน่ะ?” หลิวหลินรีบวิ่งออกมาด้วยอารามใ ก่อนจะพบภาพที่ทำให้เธอใยิ่งกว่าเดิม เพราะร่างที่นั่งอยู่หน้าประตูบ้าน
"เฟย ทำไมถึงเดินทางกลับมาค่ำมืดแบบนี้ รู้ไหมว่ามันอันตราย? เฟย!? น้องไหวไหม?"
ไม่คิดว่าคนที่เธอเห็นจะเป็น้องชายคนโตที่มีใบหน้าซีดเซียวจนน่าเป็ห่วง จึงรีบก้าวขาเดินเข้าไปหาร่างสูงโปร่งของน้องชายที่นั่งทรุดอยู่บนพื้น แต่กระนั้นคนก็ยังจ้องมองมาที่เธอตลอดเวลากลับมองนิ่งไม่ขยับ
“...”
“เฟย น้องไม่สบายหรือเปล่า?” น้ำเสียงถามขึ้นด้วยความห่วงใย
“...” ทำให้คนที่อดทนมาตลอดทางแทบจะกลั้นความรู้สึกเอาไว้ไม่ได้
หมับ!
"พี่หลิน อึ่ก..ผมปวดหัว"
ภาพหญิงสาวใบหน้าอ่อนโยนที่เดินตรงเข้ามาหาจากด้านหน้า ทั้งความคิดถึงมากมายเอ่อล้นมาจากส่วนหนึ่งของจิตใจ แม้กระทั่งความเหนื่อยล้าทุกอย่างกำลังจู่โจมเข้ามาพร้อมกัน
โดยไม่รู้ตัว
หลิวเฟยยื่นสองแขนเข้าไปกอดร่างนุ่มนิ่มของพี่สาวเอาไว้แ่า ปลายคางวางลงบนไหล่ของพี่สาวอย่างอ่อนล้า ขอเวลาเขานิดเดียว นิดก็พอ
“...” ท่าทางนี้ทำให้พี่สาวที่ไม่เคยเห็นน้องชายอ่อนแอมาก่อนรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที
"ปวดมากเหรอ งั้นลุกขึ้นไปนั่งบนโซฟาก่อน เดี๋ยวพี่ไปหายามาให้นะตกลงไหม?" ฝ่ามือเนียนนุ่มข้างหนึ่งลูบเส้นผมของน้องชาย อีกข้างจับหน้าผากเนียนละเอียดเพื่อลองวัดอุณหภูมิไปด้วย
"อือ"
ทั้งสองคนเดินจับจูงกันไปที่ห้องรับแขกของบ้าน ใบหน้าของหลิวเฟยเริ่มซีดขาวแม้แค่สองตาที่ก้าวออกไปยังรู้สึกไร้เรี่ยวแรง
“ไม่สบายขนาดนี้ ขับรถมอเตอร์ไซค์มาคนเดียวได้ที่ไหน? กินยาก่อน” หลังจากที่ไปเดินหายาแก้ปวด เธอจึงเดินมาพร้อมกับแก้วน้ำอีกหนึ่งแก้ว แต่เพราะความเป็แม่ในตัวค่อนข้างสูงเธอจึงอดตำหนิน้องชายไม่ได้ที่ไม่ดูแลตนเอง
“ตอนที่ผมขับมา ก็ไม่ได้ปวดมากเหมือนตอนนี้เสียหน่อย” หลิวเฟยที่พยายามแก้ตัวต่อหน้าพี่สาว แต่เพราะสบตาเข้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วงเป็ใย เขาจึงได้แต่เงียบปากที่กำลังจะเอ่ยต่อ แล้วกลืนยาตามด้วยน้ำอีกครึ่งแก้ว
ตึก ตึก
"พี่เฟย กลับมาแล้วเหรอ ผมคิดถึงพี่มากเลย"
ร่างของเด็กหนุ่มวัยมัธยมปลายคนหนึ่ง อีกฝ่ายตัวสูงใกล้เคียงกับเขาในตอนนี้หรืออาจจะสูงมากกว่า แต่ที่มากกว่านั้นคือตัวหนากว่าเขาแน่นอน
ร่างกำยำนั้นกำลังอ้าแขนเดินตรงเข้ามากอดพี่ชายให้หายคิดถึง
“หยาง..หยุด” เสียงหวานเอ่ยอย่างเร่งรีบ จนแทบกลายเป็การะโ เอ่ยห้ามน้องชายคนเล็กตัวใหญ่ด้วยท่าทางใ
“ครับ”
หลิวหยางที่ถูกสั่งห้ามเอาไว้หยุดนิ่งเหมือนหุ่นยนต์ เมื่อเห็นสายตาอนุญาตเขาจึงเปลี่ยนเป็เดินมานั่งข้าง ๆ พี่ชายของตนเองแทน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังดึงแขนพี่ชายข้างหนึ่งมากอดเอาไว้แน่น อีกนิดก็จะสิงร่างพี่ชายคนนี้อยู่แล้ว
“พี่ชายเราไม่สบายอยู่ นั่งดี ๆ หน่อย”
“พี่ไม่สบายเหรอ?” ยกฝ่ามือของพี่ชายมาจับแก้มของตนเพื่อทดสอบอุณหภูมิ ผลคือฝ่ามือข้างนั้นทั้งร้อน ทั้งชื้น เพราะมีเหงื่อที่ไหล่ออกมาเกาะเต็มฝ่ามือ
“จริงด้วย” หญิงสาวอุทานด้วยความใ ก่อนจะรีบวิ่งไปหาเครื่องมือวัดอุณหภูมิอีกครั้ง
หลังจากได้ของมาแล้ว เธอจึงรีบวัดอุณหภูมิคนป่วยอย่างระมัดระวัง ส่วนน้องชายคนเล็กกลับยังกอดแขนพี่ชายคนโต เพราะความเป็ห่วง
"อืม ขอลาหยุดมาสามวันนะ" น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยของหลิวเฟย รีบบอกว่าเขาว่างสามวันจึงกลับมาบ้าน
"อืม พรุ่งนี้ไปวัดกับพี่นะ ไปทำบุญให้ป๊ากับหม๊ากัน ที่สำคัญกว่านั้นตอนนี้พี่ว่าเราควรไปหาหมอที่โรงพยาบาลสักหน่อยเถอะ นี่มันเกือบสามสิบเก้าองศาเซลเซียสอยู่แล้วนะ เกิดช็อกขึ้นมาจะทำอย่างไร?"
“...” หลิวเฟยผู้นั่งมองคนทั้งสองด้วยการกะพริบไปมาด้วยสีหน้าอมยิ้ม
"ใช่ ผมเห็นด้วย พี่ควรไปหาหมอนะ ตัวร้อนมากเลย ดูสิเหงื่อออกจนแผ่นหลังของพี่เปียกไปหมดแล้ว"
“หยางไปหยิบกุญแจรถที่ห้องพี่มาหน่อย อ๋อ กระเป๋าที่วางอยู่ข้างกันมาด้วยนะ”
“ได้ครับ” ลุกขึ้นจากโซฟารีบวิ่งขึ้นไปที่ห้องนอนของพี่สาวอย่างรีบร้อน
“พี่หลินผมว่าแค่กินยาก็พอแล้ว พักสักหน่อยก็น่าจะดีขึ้นนะครับ ไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาล?”
“ไม่ได้ เราอย่าดื้อได้ไหม? พี่เป็พยาบาลนะ สภาพเราตอนนี้กินแค่ยาคงไม่ดีขึ้นหรอก”
“..ก็ได้ครับ”
หลิวหยางวิ่งกลับลงมาหลังจากได้ของทั้งสองอย่างมาแล้ว จึงรีบยื่นของทั้งสองให้พี่สาว ส่วนตนเองเข้าไปจับแขนพี่ชายเพื่อจะได้ให้ขี่หลังของตน เหมือนที่อีกฝ่ายทำเวลาเขาไม่สบาย
"พี่ไหวไหม? เดี๋ยวผมให้ขี่หลังไปขึ้นรถน่ะ"
"ไม่ต้องหรอก แค่พยุงก็พอแล้ว" ให้น้องชายมาเป็ห่วงแบบนี้ เขานี่ไม่ได้เื่เลยจริง ๆ ยิ่งไปกว่านั้นให้เป็ที่หลังเนี่ยนะ ไม่มีทางแน่นอน
"เร็ว ๆ เดี๋ยวจะดึกไปมากกว่านี้"
รถยนต์สีขาวถูกขับออกจากบ้านตรงไปที่โรงพยาบาลทันที
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
ภายในห้องรับแขก
ตุบ
“ผมบอกแล้ว ไม่เห็นต้องนั่งรถไปที่โรงพยาบาลเลย” หลิวเฟยตักข้าวต้มเข้าปากไป ปากก็บ่นเบา ๆ พอให้คนได้ยิน
“ก็พี่เป็ห่วง งั้นก็ขึ้นไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้หากดีขึ้นแล้วเราจะได้ไปทำบุญด้วยกัน” หญิงสาวถอนหายใจออกมา ต้องชายของเธอก็ดื้อเป็เหมือนกัน ส่วนในมือก็เตรียมยาไว้รอคนป่วยกินข้าว ก่อนที่จะขึ้นไปนอน
“ครับ”
“หลังกินข้าวเสร็จให้หยางพาไปที่ห้องแล้วกัน”
“ได้ เดี๋ยวผมพยุงพี่ไปที่ห้องเอง"
“...” หลิวเฟยที่คัดค้านไม่ได้จึงพยักหน้าตอบตกลง จนใบหน้าแทบจุ่มลงไปบนถ้วยข้าวต้มอุ่น ๆ
เมื่อมาถึงห้องที่ไม่ได้กลับมานานแม้ว่าในสมองจะคิดว่าเมื่อเช้ายังนอนอ่านนิยายอยู่เลยก็ตาม แต่ก็ต้องหยุดคิดเพราะตอนนี้ค่อนข้างปวดหัวเลยทีเดียว
"พี่นอนไปก่อนนะ ถ้ามีอะไรก็โทรหาผมก็ได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยนะ ถ้าพี่ไม่ไหว อย่าลืมนะ"
"อืม ไปทำการบ้านเถอะ"
"ครับ"
ความทรงจำในตอนที่เดินเข้ามาในบ้าน รวมถึงตอนที่นั่งรถไปกลับจากโรงพยาบาล ข้อมูลกับความทรงจำทั้งสองชาติกำลังไหลเข้ามา ทำให้สมองรับไม่ค่อยไหว จนกระทั่งปวดหัวจนแทบหน้ามืดแบบนี้
โรงแรมเอส
่เวลาใกล้หนึ่งทุ่มก่อนหน้านี้ สิรภพเดินออกจากประตูรถด้วยบริการของบริกรทางโรงแรม ร่างสูงใหญ่เพียงมองตรงไปด้านหน้า ห่างออกไปไม่ไกลมีบริกรหนุ่มคนหนึ่งเดินตรงมาหาเขาอย่างรีบร้อน
"สวัสดีครับ คุณสิรภพใช่ไหมครับ?"
"ครับ"
"เช่นนั้นรบกวนคุณผู้ชายตามผมมาได้เลยนะครับ ห้องถูกที่จองไว้อยู่ทางด้านนี้ครับ"
"อืม"
ชายหนุ่มจัดระเบียบเสื้อผ้าให้เรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนสองขาจะก้าวเดินตามบริกรหนุ่มไปด้วยมาดของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
และวันนี้ที่เขาเดินทางมาคล้ายกับว่าจะมาต่อรองพูดคุยเื่ธุรกิจสำคัญ ไม่เหมือนคนมานั่งทานอาหารเพื่อทำความรู้จักกับว่าที่คู่หมั้นเลยสักนิด
ประตูทางเข้าโรงแรมเอส
ชายหนุ่มสองคนรูปร่างสูงใหญ่ไม่ต่างกันนัก ทั้งสองมีใบหน้าดูดีในแบบฉบับของตนเอง แต่ชายหนุ่มที่สวมชุดสูทสีน้ำตาลอ่อนกลับมีบุคลิกองอาจมากกว่าหลายเท่าตัว
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังผ่านห้องอาหารไปขึ้นลิฟต์
"นั่นไม่ใช่ คุณชายสิรภพเหรอ?" น้ำเสียงตื่นเต้นเอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"..." เ้าของดวงตาว่างเปล่าเดินห่างออกไปโดยไร้คำพูด
ห้องอาหารโรงแรมระดับห้าดาว
สิบนาทีต่อมา
เสียงเดินแต่ละก้าวดังขึ้นเบา ๆ เป็จังหวะเพราะพื้นรองเท้า เรียวขาขาวภายใต้ชุดกางเกงสูทขาจั๊มที่ทันสมัยเดินตรงเข้ามาภายในห้องอาหารอย่างช้า ๆ ด้วยท่าทางมั่นใจ เหมือนกับทุกที่คือการเดินอยู่บนรันเวย์
เ้าของเสียงรองเท้านี้ คือร่างบอบบางของโอเมก้าหนุ่มไฮโซผู้มีใบหน้าเอกลักษณ์โดดเด่น ชายหนุ่มเดินมาพร้อมกลิ่นกายที่หอมหวานชวนให้ผู้คนใจเต้นแรง นอกจากนั้นยังมีฟีโรโมนกลิ่นวนิลาอ่อน ๆ ที่ทำให้คนที่ไม่ชอบของหวาน เริ่มอยากลิ้มลองของหวานขึ้นมา จึงเริ่มหันไปสั่งเหล่าบริกรให้รีบนำมาของหวานออกมาเสิร์ฟเดี๋ยวนี้
คนคนนี้คือข้าวหอมนายแบบของห้องเสื้อแบรนด์ดังสำหรับโอเมก้าโดยเฉพาะ เ้าของกลิ่นวนิลาแสนหอมหวานที่ลอยออกมาอ่อน ๆ ให้ผู้คนได้แอบสูดดม
วันนี้เขามานัดดูตัวกับชายหนุ่มอัลฟ่ายีนเด่นคนหนึ่ง ครอบครัวของอีกฝ่ายมีฐานะทางการเงินไม่ต่างจากครอบครัวของเขา จึงถูกจับคู่ให้มาดูตัวกันในวันนี้
ทุกครั้งที่ก้าวเท้าเดินผ่านไปเหล่าลูกค้าเศรษฐีทั้งเ้าของบริษัทหรือเ้าของแบรนด์ต่าง ๆ ที่มารับประทานอาหารวันนี้ ต่างคนต่างคอยชะเง้อคอจ้องมองคนที่เดินมาด้วยสายตาหลงใหล
ขาเรียวสวยในกางเกงขายาวสูทจั๊มเดินมาหยุดอยู่ที่บริเวณหน้าโต๊ะอาหารริมหน้าต่าง ดวงตามีเสน่ห์มองชายหนุ่มนักธุรกิจชื่อดังตรงหน้าที่นั่งมองออกไปที่ด้านนอกกระจกอยู่เพียงลำพัง
ข้าวหอมมองบรรยากาศรอบโต๊ะอาหารที่ดูมีความเป็ส่วนตัวและยังสามารถมองภาพทิวทัศน์ยามกลางคืนได้ดีที่สุด จึงรู้สึกว่าการมานัดดูตัวในวันนี้ก็คงจะไม่เลวร้ายนัก
"สวัสดีครับ คุณสิรภพใช่ไหมครับ?" น้ำเสียงแสนไพเราะกล่าวทักทายคนที่นั่งนิ่งด้วยใบหน้ายิ้มแย้มฉบับคุณหนู โดยที่ไม่ได้สนใจเหล่าชายหนุ่มที่แอบเมียงมองมาที่ตน เพราะสำหรับเขาแล้วอัลฟ่าพวกนั้นไม่เหมาะสมกับตนเองแม้แต่น้อย
"สวัสดีครับ คุณข้าวหอมใช่ไหมครับ? "
สิรภพที่ได้ยินเสียงทักขึ้นจึงได้ยืนขึ้นมา ชายหนุ่มมองคนตรงหน้าเพียงเล็กน้อยแล้วกล่าวทักทายออกมาตามมารยาทด้วยน้ำเสียงออกไปค่อนข้างทางการเล็กน้อย ซึ่งทำให้คนได้ยินรู้สึกไม่ดีอย่างประหลาด
"ผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่ผมมาสาย" น้ำเสียงไพเราะกล่าวออกมาเพื่อแสดงความขอโทษ
"ไม่หรอกครับ เชิญคุณข้าวหอมนั่งก่อนสิครับ" บริกรรีบเดินมาทำหน้าที่ดึงเก้าอี้ให้แขกอย่างรวดเร็ว
"ขอบคุณมากครับ คุณสิรภพมาถึงนานหรือยังครับ?” ข้าวหอมเอ่ยขอบคุณบริกรชายไปหนึ่งคำที่เลื่อนเก้าอี้ให้เขาได้นั่งอย่างสะดวก สองมือของเขาถึงนำขึ้นมาบนโต๊ะด้วยท่าทางเป็ธรรมชาติ
“ไม่นานครับ คุณข้าวหอมหิวหรือยังครับ?” ดวงตาของสิรภพยกมือส่งสัญญาณให้บริกรรีบนำเมนูมาให้พวกเขาทั้งสอง
“ไม่ค่อยหิวครับ ว่าแต่ตัวจริงของคุณสิรภพดูดีกว่าในรูปอีกนะครับ"
ท่าทางหยอกล้อของโอเมก้าตัวน้อยที่เอ่ยสัพยอกคนออกมาอย่างมีเสน่ห์
"ขอบคุณครับ คุณเองก็เช่นกัน เราสั่งอะไรทานกันก่อนไหมครับ ถึงคุณจะไม่หิวก็ควรกินอะไรรองท้องหน่อย?"
สิรภพที่ได้เมนูอาหารจากบริกรจึงมีสีหน้าที่ผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย เพราะหลายเดือนมานี้เขายุ่งอยู่กับโปรเจคงานที่ทำอยู่มากจนเกินไป
"ได้ครับ อืม..เช่นนั้นผมคงต้องรบกวนคุณสิรภพเป็คนสั่งให้สักเมนูน่ะครับ"
“ได้ครับ ผมขอเมนูนี้ อันนี้ด้วยรบกวนด้วยครับ คุณข้าวหอมรับเครื่องดื่มอะไรดีครับ?”
“น้ำส้มแล้วกันครับ”
“ครับ ขอน้ำเปล่าหนึ่ง น้ำส้มหนึ่งครับ”
“ได้โปรดรอสักครู่นะครับ”
บริกรหนุ่มทำหน้าที่รับรายการอาหารเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะเดินออกไปยืนรออยู่มุมห้องอย่างรู้หน้าที่
"ไหน ๆ ในระหว่างที่รออาหารเข้ามาเสิร์ฟ คุณสิรภพคิดยังไงกับการที่เรามานัดดูตัวในวันนี้เหรอครับ?"
"ผมยังไงก็ได้ ว่าแต่คุณข้าวหอมคงไม่ได้มีคนรักอยู่แล้วใช่ไหมครับ?"
"ผมเหรอครับ ยังไม่มีหรอกครับ แต่สำหรับผม..คุณตรงสเปคผมมากเลยนะ" รอยยิ้มงดงามถูกส่งมาให้คนที่อยู่ตรงข้ามพร้อมกับแผ่ฟีโรโมนออกไปด้วยเล็กน้อย แต่อัลฟ่าตรงหน้าที่ได้ยินกลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเพิ่มเติมนอกจากริมฝีปากที่ยิ้มออกมาตามมารยาท
"คุณข้าวหอมอย่าล้อเล่นสิครับ”
"ขออนุญาต เสิร์ฟอาหารครับ”
รอไม่ถึงห้านาทีอาหารก็ถูกนำมาเสิร์ฟโดยบริกรชายหญิงสองคน บริกรทั้งสองเริ่มกำลังทยอยจัดวางจานอาหารจนแทบไร้เสียง
“คุณคิดว่าผมล้อเล่นเหรอครับ ผมพูดจริงนะ เพราะคุณมีใบหน้าที่ดูดีมากเลยครับ” ข้าวหอมเท้าค้างด้วยมือข้างเดียวอย่างมีเสน่ห์ แม้จะดูเสียมารยาทไปบ้างแต่เพราะชายตรงหน้าไม่มีท่าทางอะไรเข้าจึงพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“อาหารมาเสิร์ฟแล้ว เราควรเริ่มทานอาหารกันดีกว่าไหมครับ?"
"นั่นสิครับ อาหารหน้าตาน่าทานทุกเมนูเลย คุณสิรภพทานให้อร่อยนะครับ" ดวงตาเป็ประกายล้อแสงไฟ ทำให้คนที่แทบจะไร้ปฏิกิริยามาตลอดชะงักมือที่ถือช้อนกับมีดไปหนึ่งจังหวะ เพราะความสดใสอีกฝ่ายแสดงออกมา
"คุณก็เช่นกัน"
จากนั้นคนทั้งสองนั่งทานอาหารไปทำความรู้จักกันไป ด้วยความที่โอเมก้าคนนี้เป็คนอัธยาศัยดีพูดคุยเก่งทั้งสองจึงนั่งพูดคุยทำความรู้จักในวันนี้ได้อย่างราบรื่นแม้ว่าจะไม่มีเื่ความเสน่หามาเกี่ยวข้อง แต่ร่างบางของโอเมก้าคนสวยคนนี้รู้สึกว่าแม้ชายหนุ่มจะดูน่าเบื่อไปบ้าง แต่โดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสมจะเป็พ่อของลูกในอนาคตได้
ภายในห้องพักของโรงแรมเดียวกัน
ภายในห้องพักกว้างขวางมีร่างของชายหนุ่มสองคนนั่งอยู่บนโซฟาแต่อยู่คนละที่
หนึ่งในนั้นคือเ้าของโรงแรมแห่งนี้ที่ถูกสร้างมาด้วยเงินทุนมหาศาลอย่างเฟิ่งหวง ชายหนุ่มเป็อัลฟ่ายีนเด่นที่ค่อนข้างพิเศษเล็กน้อย
ตอนนี้ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาคมคาย กรามคมเด่นชัด ดวงตาทั้งสองข้างคมกริบน่าเกรงขาม ผมสีดำดั่งหมึกถูกตัดสั้นอย่างพอดี รูปร่างสูงใหญ่ไหล่หนากว้างแข็งแรง ประกอบกับเป็ลูกเสี้ยวของประเทศอาร์ทำให้คนยิ่งดูเหมือนชาวต่างชาติ ตอนนี้ฝ่ามือใหญ่และเรียวยาวดูสง่างามแข็งแรงของเขากำลังนั่งถือเอกสารอ่านด้วยใบหน้าเรียบเฉย
ส่วนชายหนุ่มอีกคนที่อยู่ในห้องมาคือสิงหราช ชายผู้มีใบหน้าเ้าเล่ห์แฝงไว้ความโหดร้าย ใบหน้าของเขามักยกยิ้มขึ้นเสมอไม่ว่าจะมีเื่อะไรก็ตาม ชายหนุ่มเองก็เป็อัลฟ่าแม้จะไม่ได้มียีนเด่นเหมือนเ้าของห้อง
ร่างสูงผู้มีผิวกายสีแทนคนนี้เป็คนไทยแท้โดยกำเนิด เขาชอบมาหาเหล้ากินฟรีที่ห้องของเพื่อนคนนี้ทุกครั้งที่หาเวลาว่างได้
และตอนนี้เขาก็กำลังนั่งดื่มด่ำอยู่กับเหล้านอกราคาแพงที่เก้าอี้ริมหน้าต่าง เขาชอบนั่งตรงนี้เพราะสามารถมองเห็นบรรยากาศยามค่ำคืนบนท้องถนนได้อย่างชัดเจน
"ธุรกิจที่เมืองเอ็มเป็ยังไงบ้าง?" อัลฟ่าผู้เป็เ้าของห้องพักเอ่ยถามขึ้นหลังจากนั่งเงียบอ่านเอกสาร
เหล้าที่กำลังจะกลืนลงคอเกือบสำลักออกมา เพราะถูกยิงคำถามออกมาจากชายที่นั่งเงียบ
"แน่นอน คนอย่างเสือเสียอย่างทำธุรกิจอะไรล้วนแล้วแต่ราบรื่นอยู่แล้ว" แก้วเหล้าถูกวางลงไปแล้ว สิงหราชถึงได้หาคำพูดที่ดูเหมาะสมออกมาได้
"ได้ข่าวว่าถูกคนแอบนำของปลอมปะปนมากับสินค้าที่นำเข้ามาในรอบก่อน จัดการเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม"
โชคดีที่แก้วเหล้าถูกวางลงไปแล้ว จึงสำลักแค่น้ำลาย
" แค่ก ๆ ใครมันคาบข่าวมาคนบอกนายเนี่ย เื่นั้นฉันจัดการไปหมดแล้ว ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตหรอก" สิงหราชตอบกลับอย่างอารมณ์เสียที่ถูกจี้ปมเื่นี้ขึ้นมาจนสำลักน้ำลายตัวเอง
"เช่นนั้นก็ดี แต่ควรทำอะไรให้มันเด็ดขาดมากกว่านี้หน่อย"
“จริงสิ ก่อนที่เรากำลังจะออกมาเห็นคุณชายสิรภพมาที่ห้องอาหาร เหมือนกำลงมาเดท ไม่สิหรือจะมาดูตัว?” ใบหน้าสีแทนเกิดความสงสัยอย่างชัดเจนของสิงหราช ไม่ได้ทำให้คนที่นั่งอยู่เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นมาได้
"..." เฟิ่งหวงผู้ที่ไม่ตอบคำถามและทั้งไม่คิดสนใจเื่ของคนอื่น กำลังจัดการปิดเอกสารที่อยู่ในมือ
"หรือว่าแม่ของหมอนั่นจะเป็คนจัดการให้ เฮ้อ..โตขนาดนี้แล้วแต่โอเมก้าคนนั้นก็ดูเหมาะสมดีนะ"
"อย่ายุ่งเื่ของคนอื่น"
น้ำเสียงห้วนสั้นเอ่ยขึ้นก่อนเดินลุกออกจากโซฟาที่นั่งอยู่ไป การยุ่งเื่ของคนอื่นไม่ใช่นิสัยของเขา แล้วตอนนี้เขาก็ควรไปอาบน้ำได้แล้ว
"..โอเค" สองมือของสิงหราชยกขึ้นว่ายอมแพ้ สายตามองตามคนที่จู่ ๆ ก็ลงเดินไปที่ห้องนอน
"เื่ที่ฝากจัดการไปถึงไหนแล้ว" เสียงทุ้มต่ำของคนที่เดินออกมาจากห้องนอนถามขึ้นอย่างกะทันหัน
"ใกล้แล้วล่ะ เห็นคนของฉันบอกว่าคราวนี้พวกมันจะลักลอบนำเข้ามาปะปนบนสินค้าของนายอีกครั้ง"
"สงสัยพวกมันไม่อยากทำธุรกิจอย่างราบรื่น"
"..."
คนที่ลุกขึ้นยืนริมหน้าต่างได้ยินคำพูดของคนที่เดินไปยังห้องครัวขึ้น เสียงทุ้มต่ำที่กล่าวขึ้นแฝงไว้ด้วยอารมณ์คุกรุ่น ยามที่ได้ยินน้ำเสียงนี้จากปากคนที่มีเื้ัเป็มาเฟียเหมือนกันทีไร เขาที่เป็เพื่อนยังรู้สึกขนกายลุกขึ้นมาเต้นพร้อมกันไม่ได้
"โอ้ สงสัยฉันจะมีเื่สนุกให้ดูแล้วล่ะ"
"กลับไปห้องนายได้แล้ว ฉันจะได้ล็อกห้อง"
"ใช้งานเสร็จก็ถีบหัวส่งเลยนะ" ริมฝีปากพึมพำเ้าของใบหน้าสีแทนบ่นออกมาอย่างน้อยใจ
"ไปได้แล้ว"
"ครับ ครับ" ขาสองข้างรีบเดินไปที่ประตูห้อง เพื่อออกไปด้านนอกทันที
ปัง!!
เสียงประตูห้องถูกปิดลงจากฝีมือของสิงหราช แม้ว่าเขาจะอยากอยู่ดื่มเหล้าต่อ แต่เพราะวันนี้พึ่งนั่งเครื่องบินกลับมาถึง จึงเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียจากไปแต่โดยดี