บทที่ 11 สุดยอดกำแพงแห่งมหานครซาเร็ม
กำแพงเมืองที่ดูเหมือนกำแพงเขื่อนทำมาจากคอนกรีตเสริมเหล็กสีเทาผสมกับเงาดำจากทิศทางย้อนแสงทำให้ดูแล้วก็อดรู้สึกเกรงขามในความยิ่งใหญ่ของมันไม่ได้ ผมคิดเองเออเองไปว่าไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตใดบุกมาทำลายเ้ากำแพงั์นี้ให้พักลงได้แน่ๆ เพราะต่อให้มันมีขนาดใหญ่แค่ไหนก็คงถูกป้อมปืนที่ติดตั้งอยู่เรียงรายยิงจนร่างแหลกกระจายก่อนที่มันจเดินเข้ามาถึงระยะโจมตีของมันซะอีก
ความสูงของมันตั้งตระหง่านยาวไปตลอดแนวของเมืองที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด เป็ราวกับเข็มขัดเส้นใหญ่ที่พาดผ่านไปบนพื้นโลกเมื่อมองจากชั้นบรรยากาศที่สูงออกไปหลายกิโลเมตร
ภาพป้อมปืนเลเซอร์ขนาดสี่ลำกล้องขนาดจริงใหญ่เท่ารถสิบล้อ ที่มองจากด้านล่างแล้วเห็นเพียงขนาดเล็กเท่าฝ่ามือตอกย้ำความสูงของมันว่าต่อให้เป็ไททั่นห้าสิบเมตรก็ไม่อาจโผล่พ้นหัวเลยกำแพงนี้ไปได้
ความหนาของมันว่ากันว่าหนาถึงเกือบสี่ร้อยเมตร สามารถรองรับแรงกระแทกของะเิปรัมณูได้อย่างสะบายหายห่วง ไม่รู้ว่าพวกเขาสร้างมันมาั้แ่สมัยไหน เพราะเท่าที่จำความได้ กำแพงแห่งนี้ก็มีอยู่ในความทรงจำของผมในโลกนี้ั้แ่เกิดแล้ว
ท่ามกลางความคิดที่สับสนวุ่นวายเกี่ยวกับกำแพงจนลืมเหล่สาวๆ ที่อยู่แถวนี้ ผมก็เริ่มสังเกตุเห็นผู้คนมากมายทะยอยออกมาจากประตูขนาดใหญ่ที่สูงเกือบสามสิบเมตร ราวร้อยกว่าประตูที่เปิดให้เป็ทางออก พวกเขาต้องเดินเท้าออกมาอีกราวหนึ่งกิโลกว่าจะผ่านโซนเฝ้าระวังจนมาถึงที่จอดรถ ที่แบ่งแยกเป็โซนไว้ชัดเจน บรรยากาศของมันแทบไม่ต่างอะไรเลยที่รอยต่อชายแดนระหว่างประเทศที่เจริญแล้วกับประเทศที่กำลังพัฒนา
หรือมองให้เล็กลงมาเฉพาะโซนประตูห้าเอส นี่มัน..บรรยากาศหลังเลิกงานของพนักงานโรงงานในนิคมอุสาหกรรมชัดๆ เพราะนอกจากเวสป้าคันจิ๋วของผมแล้ว ก็มีพวกรถบรรทุกสองแถว รถบัสอีกมากมายที่จอดรอคนในหมู่บ้านของตัวเองอยู่
ไม่นานนักเมื่อฝูงชนทะยอยหลังไหลออกมาจากประตูเสียงคุยกันจอแจและความวุ่นวายก็เริ่มดังขึ้น
ผมพยายามกวาดสายตาหาผู้หญิงผมดำยาวรูปร่างอรชรที่สูงประมาณร้อยหกสิบเิเ จากความทรงจำปัจจุบันของผมวันนี้เธอน่าจะใส่เสื้อคลุมผ้ายีนส์สีฟ้าชุดเดรสสีเหลืองและกางเกงในสีขาวออกมาจากบ้าน # ฮืม..นี่นายสังเกตุถึงกางเกงในที่เธอใส่เลยรึ หื่นได้ใจจริงๆ
“จ๊ะเอ๋..”
“อะจ๊าก...เล่นอะไรของเธอเนี้ยใหมด” ร่างของผมสะดุ้งขึ้นอย่างแรง จนเกือบจะตกลงจากที่นั่ง
ภาพสาวสวยที่คิดไว้แต่แรก อยู่ดีๆ ก็โผล่มาจากทางด้านหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำเอาตกอกใหมดเลย
“รอนานมั๊ย..” มิกิในชุดเดรสสีเหลืองที่สวมทับด้วยเสื้อแจ๊คเก็ตยีนส์สีฟ้าอ่อน พร้อมกับกระเป็าเป้สะพายหลังขนาดกระทัดรัด กล่าวด้วยสีหน้าร่าเริง
ไม่ใช้เพราะเธอเจอผมหรอกนะ แต่เป็เพราะวันนี้เป็วันเกิดของเธอต่างหาก ในช่องเก็บของของเธอตอนนี้คงจะเต็มไปด้วยของขวัญจากหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ในที่ทำงานเป็แน่
ถึงตรงนี้คุณอาจจะสงสัยนะครับว่า..ในเมื่อมีเครื่องย่ออานุภาคกันทุกคนแล้ว จะมีกระเป๋าไว้ทำไม จริงๆ มันก็ไม่จำเป็ต้องมีก็ได้ แต่ขนาดช่องเก็บของ เริ่มต้นมีให้แค่ยี่สิบช่องเท่านั้น พวกเราหลายคนจึงนิยมเก็บแต่ของสำคัญไว้ในกำไลย่ออานุภาค พวกของจุกจิกเล็กๆ น้อยๆ ก็จะหากระเป๋ามาใส่แยกไว้ต่างหากเพื่อให้สะดวกแก่การใช้งาน
“รถเธอเป็อะไรเหรอ..” ผมเอ่ยถามเธอที่กำลังเดินวนมายืนอยู่ข้างๆ แม้เธอจะมีอายุเยอะกว่า แต่โครงสร้างของเธอนั้นเป็ผู้หญิงตัวเล็ก(แต่ก็ไม่ถึงขั้นโลลิ) ทำให้ความสูงของเราเกือบเท่ากันแม้เธอจะเตี้ยกว่าผมอยู่นิดหน่อยก็ตาม
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ดีๆ ขับมาตอนเช้า มันก็ดับไปเฉยๆ พยายามสตาร์ยังไงก็ไม่ติด ดีนะที่มาเสียเอาตอนที่เกือบจะถึงแล้ว ไม่งั้นคงไปทำงานสายโดนหักเงินค่าจ้างอีก”
เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุดแสนจะน่ารัก และท่าทางที่ร่าเริง ดูแล้วช่างเป็ผู้หญิงตัวเล็กอกโตที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตที่งดงามเสียจริงๆ
“เธอช่วยดูให้ฉันหน่อยสิ.” เธอวาดมือเป็รูปสี่เหลี่ยมกลางอากาศ เกิดเป็แผ่นแสงสีขาวขนาดเท่ากระดาษเอสี่ขึ้นมาลอยอยู่กลางอากาศจากนั้นก็เลื่อนมันมาให้ผม
ผมใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้แตะ เ้าแผ่นแสงสีขาวนั่นก่อนจะถ่างขยายมันออก รูปโฮโลแกรมรถโฟล์คเต่าสีชมพูสามมิติขนาดเท่าของจริง ก็เกิดเป็ภาพลอยอยู่ตรงหน้าผมทันที
ผมยืนดูสถานะแบตและแกนมอร์เตอร์ไฟฟ้าของมันอยู่ครู่หนึ่ง ก็พบว่าฟิวที่ใช้ควบคุมการไหลเวียนของกระแสไฟฟ้าได้เกิดการลัดวงจร เป็เหตุให้มันไม่สามารถใช้การได้
“แค่ฟิวขาดนะ..กลับไปเดี๋ยวซ่อมให้” ผมหุบนิ้วทั้งห้าเก็บเ้าแผ่นแสงนั้นเข้าเก็บที่สายรัดข้ามือย่ออานุภาคของตัวเอง
“เธอจะแวะที่ไหนอีกมั๊ยมิกิ” ผมหันไปเอ่ยถามขณะที่กำลังกดติดเครื่องรถและส่งหมวกกันน๊อคให้เธอ
“พาชั้นไปเดินตลาดหน่อยสิ” เธอพูดพลางส่งยิ้มมาให้
นั่นไง คิดไว้แล้วเชียว วันนี้เป็วันเกิดของเธอคงจะอยากไปใช้เงินที่อุส่าห์หามาสินะ
“ได้ไม่มีปัญหา”
เมื่อกล่าวจบ เราสองคนก็นั่งซ้อนมอเตอร์ไซเวสป้าออกไป อย่างนิ่มนวล แม้เ้าควันตินมันจะพยายามร้องแหกปากะโว่าน้ำหนักเกินอยู่ตลอดทั้งการเดินทาง แต่ผมกับเธอก็ไม่ได้ยินหรอกเพราะผมกดปิดเสียงพูดของมันไว้...หึๆๆๆ
โอกาสที่มิกิจะได้มาซ้อนท้ายรถของผมแบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก นับได้ในความทรงจำก็ประมาณห้าครั้งเห็นจะได้ แต่น่าเสียดายชิปหาย ไอ้รถคันนี้กลับไม่มีล้อซะงั้น..ปัดโถ่โว้ย..กะจะให้ตกหลุมบ่อยๆ ซะหน่อย ยิงตอนขึ้นลูกระนาดด้วยแล้วไม่อยากจะคิดถึงความนุ่มที่เข้ามากระแทกตรงแผ่นหลังเลย งื้ออ...
แต่ก็รู้สึกดีเหมือนกันนะ เพราะระหว่างการเดินทางที่นิ่มนวลและราบรื่น อย่างน้อยก็มีมือนิ่มๆ ของเธอจับตรงหลังและหัวไหล่ให้พอรู้สึกจั๊กจี๋และชื่นใจอยู่บ้าง
“ถึงแล้ว..”
ผมพารถมาจอดที่บริเวณหน้าทางเข้าตรอกกังนำ ที่ตอนนี้เริ่มเต็มไปด้วยผู้คนที่หนาแน่นกว่าเมื่อตอนเย็นมาก เมื่อมิกิเดินลงจากรถหมวกกันน็อคของเธอก็ระเหยเป็ไปแสงเข้ามาในช่องเก็บของของรถ เธอยืนยิ้มและมองหน้าผมที่นั่งอยู่บนเบาะอยู่นานด้วยสายตาเปล่งประกาย
เมื่อเห็นผมนิ่งเงียบอยู่ หน้าเธอก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็โหมดคิ้วขมวดทันที
“ไม่ไปด้วยกันเหรอ..?”
“…” อ้าวเห้ย! ต้องให้ไปด้วยงั้นเหรอ นึกว่าจะออกไปใช้เวลาซื้อของคนเดียวซะอีก อุส่ากะไว้แล้วว่าจะนั่งเหล่สาวๆ แถวนี้รอสักหน่อย
“ให้ฉันไปด้วย..จริงอะ..”
ผมกล่าวตอบออกไปแบบนั้น เพราะเราสองคนไม่ใช่แฟนกัน ไปเดินตลาดกลางคืนกันสองต่อสองแบบนี้มันจะไม่โรแมนติกเกินสถานะพี่น้องต่างพ่อต่างแม่ผู้ต้องแชร์ค่าเช่าบ้านด้วยกันไปหน่อยเหรอ
“มาเถอะน่า..เดินตลาดกลางคืนคนเดียว..ใครที่ไหนเขาทำแบบนี้กันละ”
เออมันก็จริงของเธอ คงมีแต่หนุ่มโสดโลกส่วนตัวสูงอย่างผมละมั้งที่ในชีวิตทั้งสองโลกที่ผ่านมาอย่างโดดเดี่ยว ในเมื่ออุส่าห์ชวนขนาดนี้แล้ว ไปก็ไปวะ..
“โอเคร..งั้นขอเก็บรถแป๊บ..ฟื๊ด..” ผมโบกมือไปยังตำแหน่งของรถเวสป้าสีครีม มันก็ไหลเป็ละอองแสงเข้ามาที่ข้อมือผมทันที พร้อมกับรูปไอค่อนเป็ภาพสุดท้ายของสายตาผมที่มองมันปรากฏขึ้นในช่องเก็บของที่ว่างอยู่
“^^ ไปกันเถอะเลโอคุง ฉันรอจะไปเดินซื้อของไม่ไหวแล้ว..หมับ”
“…” อื้อ…
เธอยื่นมือมาดึงมือผมไปในแทบจะทันทีเมื่อกระบวนการเก็บรถนั้นจบลง ทำเอาหัวใจผมเต้นแรงขึ้นมาอีกหลายเท่าเลยทีเดียว เพราะมือนั้นช่างให้ััที่อุ่นนุ่มเสียเหลือเกิน ตกลงที่ทำแบบนี้อยยากจะเป็พี่สาวหรือเป็แฟนกับผมกันแน่เนี้ย..