“แม่ ่นี้ที่หมู่บ้านของเรามีข่าวลืออะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าครับ” ซูซ่างจิ่นกลับมาก็รีบเดินเข้าบ้านไปหาแม่ของเขาทันที
“ข่าวลือ?” หูเสี่ยวเถานึกได้ก็ถอนหายใจ “ข่าวลือของลูกกับฉินซิ่วหลานน่ะเหรอ”
“มีข่าวลือว่าสะใภ้บ้านเราจะเปลี่ยนเป็ฉินซิ่วหลานจริงๆ เหรอครับ” ซูซ่างจิ่นขมวดคิ้ว “ข่าวลือนี้มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง แล้วซูเม่ยว่ายังไงบ้างครับ”
“เมื่อกลางวันแม่เจอกับหนูซูเม่ย แม่ก็เลยลองถามเธอว่าเธอได้ยินข่าวลืออะไรมาหรือเปล่า”
“แล้วเธอตอบว่ายังไงครับ” ซูซ่างจิ่นถามอย่างร้อนใจ เขาไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษกับฉินซูเม่ย แต่เขาก็ไม่อยากให้เธอเข้าใจผิด
“เธอบอกว่าเธอไม่ได้ยินข่าวลืออะไรเลย แม่ก็เลยบอกกับเธอไปว่าถ้าเธอได้ยินข่าวลือหรือมีข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับแกก็ให้เธอมาหาแม่ก่อน แม่จะอธิบายความจริงให้เธอฟังเอง แล้วเธอก็รับปากกับแม่ว่าถ้าเธอได้ยินอะไรมา เธอก็จะมาหาแม่ ว่าแต่แกเถอะ แกไปได้ยินข่าวลือนี้มาได้ยังไง”
“ก็ยุวชนเหอน่ะสิครับ เธอพูดเื่นี้ตอนที่ผมกับซิ่วหลานยืนอยู่หน้าโรงฉายภาพยนตร์”
“โรงฉายภาพยนตร์? นี่แกไปดูหนังกับฉินซิ่วหลานมาอย่างนั้นเหรอ?” หูเสี่ยวเถาตบหลังลูกชายแรงๆ ไปหนึ่งที “ก็แกเป็อย่างนี้แล้วจะไม่ให้เกิดข่าวลือขึ้นได้ยังไง แกไม่พาคู่หมั้นของแกไปดูหนัง แต่แกกลับพาน้องสาวของเธอไปดูหนังแทน ลูกชายฉันทำไมถึงได้โง่อย่างนี้”
“ผมไม่เคยคิดอะไรกับซิ่วหลาน อีกอย่างที่ผมไปดูหนังกับเธอวันนี้ก็เพราะเธออยากจะขอบคุณผมที่ผมให้เธอนั่งรถจักรยานไปกลับโรงเรียนพร้อมกัน”
“ข้ออ้างชัดๆ ต่อไปนี้แกไม่ต้องให้ฉินซิ่วหลานนั่งรถจักรยานกับแกอีกแล้ว ต่อให้เธอจะขาหักหรือพิการเดินไม่ได้ แกก็ไม่ต้องให้หล่อนมาเข้าใกล้แกอีก”
“แต่เื่ที่ฉินซิ่วหลานนั่งจักรยานกับผมก็เป็ฉินซูเม่ยที่มาขอร้องผมเอง มันไม่ใช่ความคิดของผมเสียหน่อย”
“เอาเถอะ ไหนๆ เื่มันก็ผ่านมาแล้ว ต่อไปแกอย่าให้ฉินซิ่วหลานเข้าใกล้แกก็พอ อ้อ...ไม่สิ ไม่ใช่แค่ฉินซิ่วหลาน แต่ยังรวมถึงยุวชนเหอเจียวเจียวนั่นก็ด้วย เพราะหล่อนก็เป็หนึ่งในต้นตอเื่รักสามเส้าของแกอีกคน”
“หา! มีข่าวลือเื่รักสามเส้าของผมด้วยเหรอครับ นี่มันหมายความว่ายังไงครับแม่ มีข่าวลือกับฉินซิ่วหลานก็แล้วไปเถอะ แต่ข่าวลือเื่ผมกับเหอเจียวเจียวเนี่ยนะ มันจะเป็ไปได้ยังไง ผมกับหล่อนเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว แถมตอนนั้นฉินซูเม่ยก็อยู่ด้วย”
“ฉันจะไปรู้ไหมล่ะว่าข่าวลือมันเกิดขึ้นมาได้ยังไง เอาเป็ว่าแกห้ามไปสนิทสนมกับผู้หญิงคนไหนอีก สะใภ้บ้านซูของเรา ฉันยอมรับแค่หนูซูเม่ยคนเดียวเท่านั้น” หูเสี่ยวเถาเดินไปหยิบตะกร้าไข่ใบเล็กมาให้ลูกชาย “แกเอาไข่ไปให้หนูซูเม่ยแล้วก็อธิบายความจริงให้เธอฟังซะ”
ซูซ่างจิ่นรับตะกร้าไข่มาถือไว้ ก่อนที่เขาจะปั่นจักรยานไปหาฉินซูเม่ยที่บ้าน เขาปั่นจักรยานไปและคิดไปด้วยว่าจะอธิบายเื่นี้ให้ฉินซูเม่ยฟังอย่างไร โดยที่เขาไม่ได้สังเกตเห็นนายทหารหนุ่มที่เดินอยู่ข้างทาง จักรยานของเขาเกือบจะชนเข้ากับนายทหารคนนั้นแล้วถ้านายทหารคนนั้นไม่ะโหลบ
“พี่ซ่างจิ่น พี่มาบ้านฉันทำไมเหรอคะ” ฉินซิ่วหลานกำลังหงุดหงิดที่วันนี้เธอไม่ได้ดูหนังกับซูซ่างจิ่นอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่พอเธอเดินมาเปิดประตูแล้วเห็นเขายืนอยู่ เธอก็ยิ้มกว้างอย่างดีใจ “พี่มาหาฉันเื่ที่พี่ไม่ดูหนังกับฉันวันนี้ใช่ไหมคะ ไม่เป็ไรนะคะ ฉันไม่โกรธพี่หรอก”
เวลานี้เป็เวลาเลิกงาน ชาวบ้านที่ทำงานในนาเสร็จต่างก็กำลังเดินกลับบ้าน อีกทั้ง่นี้ข่าวลือเื่รักสามเส้าของซูซ่างจิ่น ฉินซิ่วหลาน และเหอเจียวเจียวก็กำลังเป็ที่พูดถึง เมื่อชาวบ้านเห็นซูซ่างจิ่นจอดรถจักรยานอยู่หน้าบ้านฉิน พวกเขาก็ปักหลักรอดูเหตุการณ์อย่างสนใจ แล้วยิ่งได้ยินคำพูดของฉินซิ่วหลาน พวกเขาก็รู้สึกว่าเื่นี้มันต้องมีความจริงอยู่หลายส่วน
ซูซ่างจิ่นเห็นชาวบ้านเริ่มหันมามองที่ตนอย่างไม่พอใจ เขาจึงรีบอธิบาย “ฉันไม่ได้มาหาเธอ ฉันมาหาซูเม่ย”
“พี่มาหาพี่ซูเม่ย พี่มาหาพี่สาวฉันทำไมเหรอคะ”
“ยัยหนูซิ่วหลาน เ้าหนุ่มซูจะมาหาหนูซูเม่ยแล้วมันแปลกต้องไหน ก็ในเมื่อเขากับพี่สาวของหนูเป็คู่หมั้นกัน แต่หนูต่างหากที่ทำให้เราสงสัย ทำไมหนูกับว่าที่พี่เขยถึงได้ดูสนิทสนมกันขนาดนั้น ถึงขั้นไปดูหนังกันตามลำพังเลยเชียว”
ชาวบ้านที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ก็พูดแทรกขึ้น
ฉินซิ่วหลานถึงได้รู้ตัวว่าตัวเองพูดผิดไป “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ คือฉันกับพี่ซ่างจิ่นเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ฉันก็นึกว่าพี่เขาจะมาหาฉันเกี่ยวกับงานที่โรงเรียน”
ชาวบ้านต่างก็หันไปแลกสายตากัน นี่มันเป็ข้ออ้างแบบไหนกัน มันฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด และสายตาของชาวบ้านบางคนก็หันไปเห็นเหอเจียวเจียวกับเพื่อนยุวชนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังจะเดินกลับบ้านพัก และบังเอิญที่บ้านพักของยุวชนต้องเดินผ่านหน้าบ้านฉินพอดี “ซ่างจิ่น มีผู้หญิงอีกคนหนึ่งกำลังเดินมาหานายแน่ะ”
ซูซ่างจิ่นหันไปตามมือที่มีคนชี้บอกก็เห็นว่าเป็เหอเจียวเจียวที่เดินมา “ผมกับยุวชนเหอไม่ได้รู้จักกันเป็การส่วนตัว อีกอย่างบ้านพักยุวชนก็ต้องเดินผ่านทางนี้ เธอไม่ได้มาหาผมหรอกครับ”
“สงสัยคงมีคนหนึ่งที่ต้องอกหักเสียแล้ว” ชาวบ้านบางคนจงใจพูดขึ้น “ยุวชนเหอ ซ่างจิ่นบอกว่าไม่รู้จักเธอเป็การส่วนตัว แล้วข่าวลือที่ว่าเธอเป็รักสามเส้าของเขามันหมายความว่ายังไง หรือว่าที่เธอไปยืนทำหน้าเศร้าอยู่หน้าบ้านเขาทุกวันก็เพราะเขาไม่รับรักเธอ”
เสียงหัวเราะของชาวบ้านดังขึ้นทันที
เหอเจียวเจียวไม่ได้ยินว่าก่อนหน้านี้มีคนกำลังพูดถึงตัวเองอยู่ พอเธอมองเห็นซูซ่างจิ่นยืนอยู่ เธอจึงเดินเข้าไปทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม “คุณซู คุณกลับมาตอนไหนเหรอคะ ฉันยืนรอคุณอยู่ที่หน้าโรงฉายภาพยนตร์แต่ก็ไม่เป็คุณเดินออกมา”
“โอ้โห...เ้าหนุ่มซู ที่นายไม่ได้พาฉินซิ่วหลานอยู่ดูหนังก็เพราะยุวชนเหอก็อยู่ที่นั่นด้วยเหรอ นายนี่ก็เก่งไม่เบาเลยนะที่คบกับผู้หญิงทีเดียวถึงสองคน นี่ยังไม่รวมหนูซูเม่ยที่เป็คู่หมั้นของนายอีก”
ชาวบ้านยังพูดแซวซูซ่างจิ่นไม่หยุด จนตอนนี้ซูซ่างจิ่นแทบจะหัวะเิอยู่แล้ว เขาเป็คนพูดไม่เก่ง เวลาถูกคนรบกวนสมาธิก็ยิ่งพูดไม่ออก อีกทั้งเื่ที่เขากับฉินซิ่วหลานไปดูหนังและเจอเหอเจียวเจียวอยู่ที่หน้าโรงฉายภาพยนตร์ก็เป็เื่จริง เขาไม่รู้ว่าจะเริ่มอธิบายให้คนอื่นฟังอย่างไรว่ามันไม่ใช่อย่างที่พวกเขาคิดกัน
“ถึงกับพูดไม่ออกเลยเหรอ สงสารหนูซูเม่ยจริงๆ ที่มีคู่หมั้นใจโลเลแบบนี้ เฮ้อ...เสียดายฉันไม่มีลูกชาย ไม่งั้นฉันสู่ขอหนูซูเม่ยไปเป็ลูกสะใภ้นานแล้ว ไม่ปล่อยให้เธอต้องมาหมั้นกับคนแบบนี้หรอก”
“พวกคุณหยุดพูดเสียที!” ในที่สุดซูซ่างจิ่นก็ทนไม่ไหว เขาจึงะโขึ้น “ผมกับฉินซิ่วหลานไม่ได้มีอะไรกัน กับยุวชนเหอ ผมก็ไม่ได้รู้จักกับเธอ และผมไม่ได้นอกใจฉินซูเม่ย มันไม่ใช่อย่างที่พวกคุณคิด”
ฉินซิ่วหลานกับเหอเจียวเจียวถึงกับหน้าเสีย เพราะไม่คิดว่าซูซ่างจิ่นจะะโออกไปแบบนั้น รวมถึงชาวบ้านที่ยืนอยู่บริเวณนั้นก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรขึ้นมาอีก
ซูต้าจู้ที่ยืนดูลูกชายมาได้สักพักแล้ว เมื่อเห็นว่าลูกชายคงจะแก้ไขสถานการณ์ไม่ได้ เขาจึงเดินเข้าไปหาลูกชาย “กลับบ้านกันก่อนเถอะ เดี๋ยวเราค่อยกลับมาหาหนูซูเม่ยอีกที”
“แต่พ่อครับ มันไม่ใช่อย่างที่คนอื่นเขาพูดกันนะครับ”
“ฉันบอกให้แกกลับบ้าน!” ซูต้าจู้พูดเสียงเข้ม
ซูซ่างจิ่นกลัวพ่อของเขามากเหมือนกัน นานแล้วที่เขาไม่ได้ยินพ่อพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแบบนี้ เขาทำได้แค่จูงจักรยานแล้วเดินกลับบ้านไปกับพ่อ
ชาวบ้านที่ยืนอยู่ก่อนหน้านี้ก็สลายตัวไปแล้วเช่นกัน เหลือเพียงฉินซิ่วหลานกับเหอเจียวเจียวที่ยืนจ้องหน้ากันอยู่
“ข่าวลือทั้งหมดเป็ฝีมือของเธอใช่ไหม” ฉินซิ่วหลานถาม
“ใช่หรือไม่ใช่แล้วจะยังไง ในเมื่อเธอจ้องที่จะแย่งคู่หมั้นของพี่สาวตัวเองจริงๆ” เหอเจียวเจียวพูดพลางยิ้มเยาะ “คิดว่าที่เธอเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกับเขา และยังได้นั่งรถไปกลับกับเขาทุกวันแล้วเธอจะได้เปรียบฉันอย่างนั้นเหรอ ฉันมีร้อยแปดวิธีที่จะทำให้เขามาเป็ของฉัน ผู้หญิงบ้านนอกอย่างเธอเทียบกับฉันไม่ได้หรอก”
“ผู้หญิงบ้านนอกแล้วยังไง คนเมืองไร้ประโยชน์อย่างเธอก็ถูกส่งให้มาอยู่บ้านนอกเหมือนกันไม่ใช่เหรอ” ฉินซิ่วหลานเชิดหน้ายิ้ม “ฉันเทียบเธอไม่ได้จริงๆ นั่นล่ะ เพราะยังไงฉันก็เด็กกว่าและสาวกว่าเธอ ฉันเพิ่งอายุสิบเจ็ด พี่ซ่างจิ่นเพิ่งอายุสิบแปด ส่วนเธอ...ดูจากหน้าตาแล้วคงอายุยี่สิบกว่าแล้วใช่ไหม เธอคิดจริงๆ เหรอว่าพี่ซ่างจิ่นจะหันมาสนใจคนรุ่นน้าอย่างเธอ”
“แกว่าฉันแก่เหรอ”
“แล้วแต่จะคิด” ฉินซิ่วหลานไม่ได้สนใจคู่สนทนา เธอเดินกลับเข้าบ้านแล้วปิดประตูรั้วเสียงดัง
ซูซ่างจิ่นจูงจักรยานกลับมาพร้อมพ่อของเขา แต่ระหว่างที่เดินผ่านทุ่งนา เขาก็มองเห็นฉินซูเม่ยนั่งถอนหญ้าอยู่ในแปลงนา เขาเอาจักรยานให้พ่อแล้วบอกให้พ่อกลับบ้านไปก่อน ส่วนเขาจะขอไปหาฉินซูเม่ยสักหน่อย ซึ่งซูต้าจู้ก็ไม่ได้คัดค้าน
“ฉินซูเม่ย!” ซูซ่างจิ่นะโเรียก
“ว้าย!” ฉินซูเม่ยใจนอุทานออกมา เธอก้มหน้าก้มตาถอนหญ้าในแปลงนาอย่างตั้งใจ จึงไม่ได้ยินเสียงเดินของซูซ่างจิ่น “เป็นายเหรอ มีธุระอะไร ทำไมถึงเดินมาเงียบๆ”
“ข่าวลือบ้าๆ พวกนั้นมันไม่ใช่ความจริง ฉินซิ่วหลานนั่งรถไปโรงเรียนกับฉันเพราะอะไรเธอก็รู้ ถ้าเธอไม่มาขอร้อง ฉันไม่มีทางยอมให้ใครมานั่งซ้อนท้ายจักรยานของฉัน ส่วนยุวชนเหอ ั้แ่วันที่ฉันเจอกับหล่อนที่หน้าบ้าน ฉันก็ไม่เคยพูดอะไรกับหล่อนอีกเลย”
“แล้วนายมาอธิบายให้ฉันฟังทำไม”
“ก็เพราะเธอเป็คู่หมั้นของฉัน ฉันถึงไม่อยากให้เธอเข้าใจผิด ถึงแม้เราจะหมั้นกันเพราะความเห็นของผู้ใหญ่ และฉันจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอเป็พิเศษ แต่ฉันก็ไม่เคยคิดที่จะทำอะไรลับหลังเธอ” ซูซ่างจิ่นถอนหายใจก่อนที่จะพูดกับฉินซูเม่ยด้วยท่าทางจริงจัง “ฉินซูเม่ย ถึงฉันจะเป็คนพูดไม่เก่งแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันเป็คนไม่มีความรับผิดชอบ อย่างที่ฉันบอก ถึงแม้เราจะหมั้นกันโดยที่เราไม่ได้รักกัน แต่ฉันก็ไม่เคยคิดที่จะทำผิดกับเธอ ครอบครัวของฉันั้แ่รุ่นปู่ย่าตายาย เราจะแต่งงานและมีสัมพันธ์กับผู้หญิงคนเดียวไปตลอดชีวิต”
“แล้วถ้านายเผลอไปมีอะไรกับคนอื่นก่อนที่เราจะแต่งงานกันล่ะ นายจะทำยังไง”
“ไม่มีทางที่เื่แบบนั้นจะเกิดขึ้น”
“นายตอบฉันมาก่อน ถ้ามันมีเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นมาจริงๆ ล่ะ นายจะทำยังไง”
“ฉัน...ฉันก็จะมีแค่ผู้หญิงคนนั้นเพียงคนเดียว”
“หมายความว่าถ้ามีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น นายก็จะถอนหมั้นกับฉันใช่ไหม”
“ใช่” ซูซ่างจิ่นตอบอย่างมั่นใจ
ฉินซูเม่ยขมวดคิ้ว ‘ถ้านายเป็คนดีมีคุณธรรมขนาดนั้นแล้วทำไมชาติที่แล้วนายถึงหักหลังฉัน จุดเปลี่ยนที่ทำให้นายเปลี่ยนไปมันอยู่ตรงไหนกัน’