จางเจิ้นอันก้าวออกจากสำนักศึกษาช้าๆพอถึงหน้าประตูก็หยุดยืนถอนหายใจ หันกลับไปมองสำนักศึกษาอีกสองสามครั้งก่อนจะมุ่งหน้าไปยังบ้านผู้ใหญ่บ้าน
แม้จะคาดว่าผู้ใหญ่บ้านอาจมีแผนสำรองในใจอยู่แล้วแต่เรื่องนี้เขาก็ยังต้องเป็นฝ่ายแจ้งให้ทราบก่อน
เมื่อมาถึงบ้านผู้ใหญ่บ้านคราวนี้กลับได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นผิดกับครั้งแรกที่มาลิบลับ
แม้ท่าทีของผู้ใหญ่บ้านจะเป็นอย่างไรเขาไม่ได้ใส่ใจนักแต่พอเห็นอีกฝ่ายลุกขึ้นมารินน้ำชาให้ด้วยตนเอง ก็อดรู้สึกบางอย่างในใจไม่ได้
หลังทักทายกันพอเป็นพิธีจางเจิ้นอันก็เข้าเรื่องทันที "ช่วงนี้อากาศร้อนอบอ้าวขึ้นทุกวันข้าจึงให้เด็กๆ ปิดภาคเรียนฤดูร้อนแล้ว และที่มาวันนี้ก็เพื่อจะขอเรียนท่านผู้ใหญ่บ้านว่า ข้าประสงค์จะขอลาออกจากการเป็นอาจารย์ขอรับ"
"เหตุใดกัน?" ผู้ใหญ่บ้านที่กำลังพยักหน้ารับฟังอยู่ถึงกับขมวดคิ้วเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย
"ท่านผู้ใหญ่บ้านคงทราบดีว่าข้าไม่ได้มีวุฒิซิ่วไฉ"จางเจิ้นอันกล่าวตามตรง "การไม่มีวุฒิซิ่วไฉหมายความว่านักเรียนที่ต้องการสอบเคอจวี่ในอนาคตจะต้องหาผู้รับรองคนอื่นแต่พวกเขาเป็นเพียงลูกหลานชาวบ้านแถบนี้ตัวข้าเองก็ไม่รู้จักบัณฑิตระดับจวี่เหรินที่ไหน การจะหาคนมาช่วยรับรองย่อมลำบากข้าคิดดูแล้ว หลังการสอบระดับเมืองปีนี้ น่าจะมีบัณฑิตกลับมาบ้านเกิดไม่น้อยท่านผู้ใหญ่บ้านน่าจะถือโอกาสนี้หาผู้มีความรู้ความสามารถจริงๆ มาแทนที่ข้าซึ่งเป็นเพียงคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าจะดีกว่า" [1]
"ท่านอาจารย์จาง อย่าพูดเช่นนั้นเลยที่ผ่านมาต้องขอบคุณท่านมากต่างหาก สำนักศึกษาของเรายังต้องการท่านอยู่นะ"
พอได้ยินเหตุผลของจางเจิ้นอันผู้ใหญ่บ้านก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้ เอ่ยขึ้นว่า "ลูกชายข้าบอกว่า ถึงท่านจะดูเข้มงวดไปบ้าง แต่จริงๆ แล้วใจดีไม่เหมือนอาจารย์คนอื่นที่มักวางตัวสูงส่ง ท่านตั้งใจอธิบายบทเรียนให้เด็กๆฟังอย่างละเอียด ซึ่งอาจารย์หลายท่านก็ทำไม่ได้"
"เรื่องการอธิบายเนื้อหาในตำราหากท่านผู้ใหญ่บ้านเอ่ยปาก อาจารย์ท่านใหม่ก็คงยินดีทำตาม" จางเจิ้นอันยิ้มบางๆ กล่าวต่อ "แต่บัณฑิตที่แท้จริงมักให้ความสำคัญกับการตีความใคร่ครวญ บางทีวิธีอธิบายของข้าอาจไม่เป็นที่ยอมรับในหมู่พวกเขาก็ได้"
"เฮ้อ..." ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ ไม่กล่าวอะไรต่อ
จางเจิ้นอันประสานมือคารวะ"ช่วงเวลาที่ผ่านมา รบกวนท่านผู้ใหญ่บ้านมากแล้วขอรับ"
คำพูดของเขามีความหมายสองนัยแต่ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้เอะใจ อันที่จริงหลายวันที่ผ่านมาเขาก็ปรึกษากับภรรยาอยู่ว่าจะหาอาจารย์คนใหม่ดีหรือไม่เพียงแต่เกรงว่าจางเจิ้นอันจะไม่เต็มใจสละตำแหน่งที่ดูดีมีหน้ามีตานี้ไปภรรยาแนะนำว่าให้เขาสอนไปก่อนสักสองปี เพราะอย่างไรช่วงนี้เด็กที่จะสอบย่วนซื่อได้ก็น้อยอยู่แล้วพอมาเห็นจางเจิ้นอันเป็นฝ่ายขอลาออกเองเช่นนี้ เขาก็รู้สึกซับซ้อนในใจกลายเป็นว่าเขาใช้ใจที่คับแคบของตนไปตัดสินผู้อื่นเสียแล้ว
"เรื่องเล็กน้อยน่าท่านต่างหากที่ช่วยข้าไว้มาก" ผู้ใหญ่บ้านโบกมือเรียกภรรยาให้นำถุงเงินส่งมาให้ แล้วยื่นให้จางเจิ้นอัน "นี่เป็นค่าตอบแทนสำหรับช่วงเวลาที่ผ่านมา ข้าต้องขอบคุณท่านจริงๆ"
จางเจิ้นอันไม่ได้กล่าวอะไรเพียงส่ายหน้าเล็กน้อย รับเงินมา แล้วปฏิเสธคำเชิญอยู่ทานอาหารของผู้ใหญ่บ้านกล่าวลาอีกสองสามคำจึงลุกขึ้นออกมา พอเดินพ้นประตูก็เจอเข้ากับบุตรชายของผู้ใหญ่บ้าน เด็กน้อยก้มศีรษะคารวะ เรียกเขาอย่างนอบน้อมว่า"ท่านอาจารย์" ในใจของจางเจิ้นอันพลันรู้สึกอบอุ่นวาบขึ้นมาเขายื่นมือไปลูบศีรษะเด็กน้อยเบาๆ "เด็กดีตั้งใจอ่านตำราที่บ้าน อาจารย์เอาใจช่วยเจ้า"
"ขอรับ!" ปกติจางเจิ้นอันไม่ค่อยชมใครการได้รับคำให้กำลังใจจากเขาทำให้เด็กน้อยรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันใดดวงตาเปล่งประกาย พอจางเจิ้นอันเดินจากไป เขาก็รีบวิ่งกลับห้องไปอ่านหนังสือทันที
จางเจิ้นอันเดินทอดน่องไปตามทางในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ ยามพลบค่ำ ควันสีขาวจากปล่องไฟลอยอ้อยอิ่งขึ้นจากหลังคาบ้านหลายหลังตัดกับสีสันของเมฆยามเย็น เด็กๆ วิ่งเล่นไล่จับกัน เสียงหัวเราะดังเจื้อยแจ้วสลับกับเสียงดุของมารดาและเสียงร้องไห้ของเด็ก ภาพและเสียงเหล่านี้ผสมผสานกันก่อเกิดเป็นความรู้สึกสงบงามในใจอย่างประหลาด
พอกลับถึงบ้าน เปิดประตูรั้วเก่าๆ เข้าไปกลิ่นหอมของอาหารก็ลอยอบอวลไปทั่ว เขาเดินเข้าครัวเห็นอันซิ่วเอ๋อร์กำลังสาละวนอยู่หน้าเตา พอได้ยินเสียงฝีเท้า นางก็หันมายิ้มหวานดวงตาหยีลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
"ท่านพี่กลับมาแล้วหรือเจ้าคะไปพักผ่อนก่อนเถอะเจ้าค่ะ อาหารใกล้เสร็จแล้ว"
"ขอบใจนะ" จางเจิ้นอันเอ่ยเบาๆ
"ข้าจะลำบากอะไรกันท่านพี่สิที่เหนื่อยมาทั้งวัน" อันซิ่วเอ๋อร์พูดพลางลงมือทำอาหารต่อเห็นเขายังยืนอยู่ข้างๆ ไม่ยอมไปพัก จึงบอกเมนูเย็นนี้ "คืนนี้ นอกจากแกงบวบแล้วข้าทำลูกชิ้นหมูตุ๋นซีอิ๊วของโปรดท่านด้วยนะเจ้าคะ"
"มิน่าเล่าข้าได้กลิ่นหอมมาตั้งแต่หน้าบ้านแล้ว" จางเจิ้นอันยิ้มบางๆ
"จริงหรือเจ้าคะ คิกๆงั้นท่านรีบไปนั่งรอเถอะเจ้าค่ะ ใกล้สุกแล้ว" อันซิ่วเอ๋อร์ใช้ตะเกียบคนอาหารในหม้ออย่างตั้งอกตั้งใจ
จางเจิ้นอันมองภาพนั้นแล้วอดนิ่งอึ้งไปไม่ได้เขาไม่ต้องการเทพธิดาบนสวรรค์เก้าชั้นผู้สูงส่งเย็นชาไม่ต้องการคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ที่ยึดมั่นในกรอบเขากลับต้องการเพียงผู้หญิงธรรมดาที่มีชีวิตชีวาเช่นนี้อยู่เคียงข้างต่างหาก
อันซิ่วเอ๋อร์หยิบชามกระเบื้องเคลือบหยาบๆมาตักลูกชิ้นหมูตุ๋นซีอิ๊ว พอกำลังจะยก ชามก็ร้อนจนนางสะดุ้ง หดมือกลับแทบไม่ทันพอเห็นท่าทางเหยเกของนาง จางเจิ้นอันก็รีบก้าวเข้าไปช่วยยกออกมาจากเตา
แม้จะเป็นชามกระเบื้องหยาบๆไม่ได้งดงามประณีต แต่ก็ไม่อาจบดบังกลิ่นหอมและหน้าตาชวนกินของอาหารได้นางทำอาหารบ้านๆ จานนี้ออกมาได้น่ามอง ทั้งสีสัน กลิ่น และรสชาติแม้จะใส่มาในชามใบใหญ่แบบบ้านๆแต่นางยังอุตส่าห์โรยพริกชี้ฟ้าแดงซอยกับต้นหอมซอยเพิ่มสีสัน ชวนให้น่ากินยิ่งขึ้น
พออาหารวางบนโต๊ะอันซิ่วเอ๋อร์ก็รินเหล้าให้เขา นางรู้ว่าเขาชอบดื่มทุกครั้งจึงรินให้เพียงเล็กน้อยพอเป็นกระสาย
"ดื่มเป็นเพื่อนข้าหน่อยสิ"จางเจิ้นอันเอ่ยขึ้นกะทันหัน
"เจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้ารับ แม้จะยังเข็ดกับรสร้อนแรงของเหล้าแต่เมื่อเขาเอ่ยปากชวน นางก็รินให้ตัวเองเพียงก้นจอก
พอลองจิบเป็นเพื่อนเขาดูครู่หนึ่งกลับรู้สึกว่าเหล้าก็ไม่ได้ดื่มยากอย่างที่คิด
"วันนี้ข้าให้เด็กๆ ปิดภาคเรียนแล้ว"จางเจิ้นอันเอ่ยขึ้นระหว่างทานอาหาร กฎ 'กินไม่พูดนอนไม่จา' ถูกเขาทิ้งไปนานแล้วตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าการพูดคุยกันระหว่างมื้ออาหารก็เป็นเรื่องดี
"ปิดภาคเรียนก็ดีแล้วเจ้าค่ะช่วงนี้ท่านเหนื่อยมามาก จะได้พักผ่อนเสียที" อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มตอบ
"อืม" เห็นนางยิ้มจางเจิ้นอันก็ยิ้มตอบ คำพูดที่เตรียมจะบอกต่อถูกกลืนกลับลงคอไปเขาตัดสินใจว่าค่อยหาโอกาสเหมาะๆ บอกนางทีหลังดีกว่า
"นานๆ จะได้พักผ่อนพรุ่งนี้ท่านพักผ่อนอยู่บ้านเถอะเจ้าค่ะพอดีข้ากับพี่รองและพี่สะใภ้รองมีธุระต้องเข้าเมือง" อันซิ่วเอ๋อร์วางตะเกียบเดิมทีนางคิดว่าพรุ่งนี้จางเจิ้นอันยังต้องไปสอนหนังสือกะว่าจะแอบไปขายจิ้งหรีดในเมืองเงียบๆ ใครจะคิดว่าเขาดันปิดภาคเรียนพอดี
"ให้ข้าไปเป็นเพื่อนไหม?"จางเจิ้นอันเงยหน้าถามอย่างแปลกใจ
"ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะข้าไปกับพี่สะใภ้แค่ประเดี๋ยวเดียว" พอเห็นแววตาสงสัยของจางเจิ้นอันดวงตาอันซิ่วเอ๋อร์ก็ฉายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมา รีบคิดหาข้ออ้าง "คืออย่างนี้เจ้าค่ะท่านก็รู้ว่าพี่สะใภ้รองแต่งเข้ามานานแล้วยังไม่มีลูกเสียที ท่านแม่เป็นห่วงมากเลยให้ข้าพาพี่สะใภ้ไปหาหมอในเมือง"
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง" จางเจิ้นอันพยักหน้ารับ แต่แล้วก็มองสำรวจอันซิ่วเอ๋อร์ตั้งแต่หัวจรดเท้า"แล้วเจ้าล่ะ ซิ่วเอ๋อร์ไม่คิดจะถือโอกาสไปให้หมอดูด้วยเลยหรือ?"
"ข้า..." อันซิ่วเอ๋อร์ชะงักไม่คิดว่าเขาจะวกมาเรื่องนี้ แต่พอนึกได้ว่าเขาเองก็อายุไม่น้อยแล้วคงจะร้อนใจเรื่องทายาทเหมือนกัน จึงตอบ "ถ้าท่านอยากให้ไปดูก็ได้เจ้าค่ะข้าไปดูด้วยก็ได้"
"เด็กโง่เอ๊ย" จางเจิ้นอันส่ายหน้า "อย่าทำเรื่องเหลวไหลเชียวนะการยังไม่มีลูกตอนนี้เป็นเรื่องปกติ จะไปหาหมอทำไมกัน? อีกอย่างหมอสมัยนี้ไว้ใจได้ยาก ยาผีบอกอะไรนั่นก็เยอะ พิจารณาให้ดี อย่าไปหลงเชื่อใครง่ายๆ"
"เจ้าค่ะ วางใจเถอะน่าพวกเราไปหาหมอที่รู้จักกันดี ไม่โดนหลอกหรอก" อันซิ่วเอ๋อร์ไม่คิดว่าข้ออ้างนี้จะใช้ได้ผลจริงๆพอเห็นสีหน้าเป็นห่วงของเขา นางก็เริ่มรู้สึกผิดที่โกหกเขาขึ้นมา
คิดแล้วนางจึงตัดสินใจบอกความจริง"ท่านพี่ไม่โทษข้าเรื่องลูก ข้าก็ดีใจแล้วเจ้าค่ะแต่ที่ข้าจะเข้าเมืองพรุ่งนี้ ความจริงคือจะเอาจิ้งหรีดที่จับได้คราวก่อนไปขายน่ะ"
พูดจบนางก็กลัวว่าเขาจะตำหนิที่ตนโกหกจึงรีบก้มหน้าลงไม่กล้าสบตา
"เมื่อวานยังบอกว่าจับมาเล่นๆที่แท้จะเอาไปขายนี่เอง?" จางเจิ้นอันขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ก็ทั้งเล่นทั้งขายนั่นแหละเจ้าค่ะ"อันซิ่วเอ๋อร์รีบแก้ตัว "เดิมทีว่าจะจับแค่ไม่กี่ตัวเองบังเอิญมันจับได้เยอะ ทุกวันแขวนไว้ใต้ชายคา ท่านแม่บ่นว่าหนวกหูเลยต้องเอาไปขายเสียหน่อย"
นางเหลือบมองเขาอย่างหวาดๆ รีบอธิบายต่อ"ที่ต้องอ้างเรื่องอื่นไปก็เพราะกลัวท่านจะเข้าใจผิดนั่นแหละเจ้าค่ะ"
"ถ้าท่านแม่ยายรำคาญก็เอามาไว้บ้านเราสิ ข้าไม่รังเกียจเสียงดังหรอก" จางเจิ้นอันตอบเสียงเรียบแต่มีความหมายแฝง
"แหม ท่านก็ไม่บอกแต่แรกข้าตกลงกับพี่รองไปแล้วนี่เจ้าคะ" อันซิ่วเอ๋อร์เปลี่ยนสีหน้าทันควันยิ้มตอบ "เอาไว้คราวหน้าแล้วกันนะเจ้าคะถ้าจับได้อีกจะเอามาไว้บ้านเรา"
"ยังจะไปจับอีกหรือ?" จางเจิ้นอันขยับเข้าไปใกล้ คว้าข้อมือนางไว้แล้วดึงแขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นแขนขาวเนียนที่เต็มไปด้วยรอยผื่นแดงและรอยขีดข่วน "คราวก่อนข้าถาม เจ้าบอกว่ายุงกัดข้ายังนึกสงสัยว่ายุงที่ไหนมันกัดได้เป็นปื้นขนาดนี้ ที่แท้เจ้าก็โกหกข้าอีกจนได้"
"แค่แผลเล็กๆ น้อยๆไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์รีบดึงแขนเสื้อลงไม่อยากให้เขาเห็นรอยน่าเกลียดบนแขน "วันก่อนข้าไม่ระวังเองพับแขนเสื้อแล้วโดนหญ้าคาบาดเอาน่ะเจ้าค่ะ ท่านก็รู้ว่าในป่ามันมีพิษเลยเป็นผื่นขึ้นมานิดหน่อย ไม่เป็นไรมากหรอกเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวก็หาย"
"ยังจะว่าไม่เป็นไรอีก?"เห็นนางไม่ใส่ใจ จางเจิ้นอันก็ยิ่งขมวดคิ้วมุ่น "ข้าเป็นห่วงจริงๆ ว่าหากข้าไม่อยู่แล้ว เจ้าจะหาเรื่องเจ็บตัวไม่รู้จักดูแลตัวเองให้ดี"
เชิงอรรถ
[1] ระบบการสอบเข้ารับราชการแบบเคอจวี่หรือ การสอบจอหงวน ปรากฏขึ้นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์สุยต่อมาในสมัยราชวงศ์หมิงและชิงได้แบ่งระดับการสอบออกเป็น 4 ขั้นกล่าวคือ
1.ระดับที่ต่ำสุดเรียกว่า “ย่วนซื่อ” (院试) ถือเป็นการสอบคัดเลือกในระดับอำเภอหากผ่านการสอบดังกล่าวจะได้เลื่อนขั้นเป็นซิ่วไฉ (秀才)
2. ระดับถัดมาคือการสอบในระดับเมืองหรือมณฑลเรียกว่า“เซียงซื่อ” (乡试) หากสอบผ่านขั้นจะได้เลื่อนเป็นจวี่เหริน(举人)
3. ระดับที่ 3 คือการสอบระดับแคว้นหรือระดับประเทศเรียกว่า“ฮุ่ยซื่อ” (会试) ผู้ที่สอบผ่านจะได้เลื่อนเป็นก้งซื่อ(贡士)
4. ระดับสูงสุด คือการสอบระดับราชวังแห่งนครหลวง หน้าพระที่นั่งที่เรียกว่า “เตี้ยนซื่อ”(殿试)