ไม่ช้า เขาก็จะเข้าสู่ขั้นกายเบาแล้วเมื่อนึกถึงเื่นี้ ลู่เฉินพลันกระตุกยิ้มมุมปาก
“เ้าสุนัขขี้เรื้อนขอบใจสำหรับเหรียญทองนะ ข้าไปละ” เขาฉีกยิ้มกว้าง พลางโบกมือให้อีกฝ่าย
หวังตงกำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดดวงตาวาวโรจน์จับจ้องลู่เฉินด้วยความแค้นเคือง หากตอนนี้มิได้อยู่ในหอว่านเป่าลู่เฉินคงไม่มีโอกาสเอ่ยวาจาเย้ยหยันเช่นนี้แน่
“ช้าก่อน!” หวังตงะโกร้าว
“หืม? นี่เ้ายังไม่ยอมแพ้อีกหรือ!” ลู่เฉินที่กำลังจะเดินจากไป หันมามอง
“ลู่เฉินเ้ากล้าเดิมพันกับข้าอีกรอบหรือไม่?”
หวังตงนึกเสียดายเงินหนึ่งร้อยเหรียญทองแต่อีกนัยหนึ่ง ก็รู้สึกอับอายที่พ่ายแพ้ต่อหน้าฝูงชนถึงสองครั้งดังนั้นเขาจะต้องกู้ศักดิ์ศรีของตนกลับมาให้ได้
“เ้ายังจะวางเดิมพันอีกหรือ?”ลู่เฉินกะพริบตาปริบๆ
“ใช่... แต่ครั้งนี้เราจะประลองขว้างลูกเหล็กในระยะสามสิบจั้งและเพิ่มเดิมพันเป็สองร้อยเหรียญทอง!” หวังตงเอ่ย
วันนี้เขาเสียไปหนึ่งร้อยหกสิบเหรียญทองแล้วแม้ตอนนี้เงินในกระเป๋ายังมีเหลืออีกสองร้อยกว่าเหรียญ แต่ก็เป็ทุนทรัพย์ที่เขาเก็บหอมรอบริบมานานจึงรู้สึกเสียดายไม่น้อยหากต้องเสียมันไป
“ระยะสามสิบจั้งอย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินครุ่นคิด
เด็กหนุ่มเริ่มลังเล จากความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้การขว้างลูกเหล็กในระยะสามสิบจั้ง เป็เื่ที่เกินตัวไปหน่อย...
“ทำไม? เ้าไม่กล้าเดิมพันแล้วหรือ?” หวังตงแสยะยิ้มร้าย
“หึ! หากเ้ากล้าท้า ข้าก็กล้าแข่ง” ลู่เฉินหรี่ตา ก่อนตกปากรับคำ
สามสิบจั้ง เป็ระยะที่เกินกำลังพวกเขาลู่เฉินมั่นใจว่าหวังตงก็คงไม่อาจขว้างลูกเหล็กลงหลุมได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น โอกาสที่ตนจะชนะย่อมมีมากกว่า
หากครั้งนี้เขาชนะอีก ก็จะมีเงินมากกว่าสี่ร้อยเหรียญเช่นนี้แล้ว จะยอมแพ้ได้หรือ?
หากไม่คว้าเอาไว้ ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอีกหรือเปล่าเพราะใช่ว่าจะเจอหวังตงได้ทุกวัน!
“คุณชายทั้งสองนี่ลูกเหล็กขอรับ!” พนักงานของหอว่านเป่ามอบลูกเหล็กให้พวกเขา
ยามนี้ มีสายตานับร้อยกำลังจับจ้องลู่เฉินกับหวังตงไม่วางตา
การประลองที่มีเงินเดิมพันสูงกว่าหนึ่งร้อยเหรียญทองนับเป็เื่ใหญ่ที่มิได้เกิดขึ้นบ่อยนัก รู้หรือไม่? ว่ายาอายุวัฒนะกายเบาขั้นสามัญ ก็มีราคาสูงถึงสองร้อยเหรียญทองแล้วฉะนั้น วงเงินเดิมพันในครั้งนี้ จึงมีค่าเทียบเท่าโอสถกายเบาขั้นสามัญหนึ่งขวด
คนที่เพิ่งเข้ามาดูเื่สนุกเมื่อเห็นคู่ประลองต่างพากันเบิกตากว้าง ด้วยผู้คนในเมืองล้วนรู้ดี ว่าลู่เฉินเป็เพียงหมอยาระดับต้นที่ไม่อาจฝึกพลังได้ต่างจากหวังตงที่เป็ผู้ฝึกตน
คนธรรมดาที่กล้าแข่งขันกับผู้ฝึกตนหากมิใช่เสียสติ แล้วจะเรียกว่าอะไร?
แต่เมื่อได้ยินผู้ที่ชมการแข่งขันมาั้แ่ต้นเล่าว่าลู่เฉินชนะการประลองขว้างลูกเหล็กระยะสิบห้าจั้งมาแล้วสองครั้ง จึงสงบคำไป
ขว้างลูกเหล็กลงหลุมในระยะสิบห้าจั้งได้แม่นยำเช่นนี้คงมิใช่โชคช่วยแล้ว บางทีการประลองสามสิบจั้งนี้ เขาอาจจะชนะหวังตงอีกก็เป็ได้
“ลู่เฉินคราวนี้เ้าขว้างก่อน!” รอบนี้หวังตงมิได้รีบร้อน ปล่อยให้ลู่เฉินเป็คนเริ่ม
สองครั้งแรกเขาเป็คนขว้างก่อนจึงพ่ายแพ้ ครั้งนี้เขาจะให้ลู่เฉินแสดงฝีมือบ้าง
ได้ยินเช่นนั้น ลู่เฉินจึงยกยิ้ม “ได้! เช่นนั้นข้าจะขว้างก่อน”
เด็กหนุ่มถือลูกเหล็กเดินไปหลังเส้นเหลืองท่าทีของเขาในรอบนี้ หาได้ดูมั่นใจเหมือนเช่นคราแรก
ลู่เฉินปรับลมหายใจและจัดท่วงท่าของตนพลังปัญจธาตุที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นลมปราณพลันถูกกระตุ้นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังหลุมที่อยู่ห่างออกไปไกลสามสิบจั้ง
“ดูเหมือนจะยากกว่าที่คิด!” เพราะระดับพลังยังไม่ถึงขั้น ลู่เฉินจึงหวั่นใจเล็กน้อย
“หืม?”
แต่ทันใดนั้น ก่อนที่เขาจะขว้างลูกเหล็กออกไปจู่ๆ พลังิญญาที่ไหลเวียนภายในร่างก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
ลู่เฉินรับรู้ได้ว่าพลังธาตุทองและพลังธาตุไม้ของเขากำลังผสานเข้าด้วยกันพลังธาตุไม้กำลังกลายไปเป็พลังธาตุทอง
เพราะเป็ ‘ร่างปัญจธาตุ’ เขาจึงต่างจากคนทั่วไป เพราะมีพลังแห่งธาตุครบทั้งห้าทว่า หลังจากพลังธาตุไม้เปลี่ยนเป็พลังธาตุทอง ตอนนี้ในร่างเขาจึงเหลือเพียงพลังสี่ธาตุได้แก่ ทอง ดิน น้ำ และไฟ แต่นั่นมิใช่ประเด็นหลัก สิ่งที่สำคัญก็คือ ตอนนี้พลังธาตุทองของเขาถูกควบรวมจนแข็งแกร่งขึ้นลู่เฉินจึงรู้สึกได้ว่าเขาควบคุมลูกเหล็กได้ดีกว่าเดิม
“เกิดอะไรขึ้น?” เด็กหนุ่มฉงน
แม้จะสับสน แต่เื่ที่เกิดขึ้นก็ดีกับสถานการณ์ของเขาในยามนี้
“ย๊าก!” ลู่เฉินขว้างลูกเหล็กสุดแรง
ไม่รู้ด้วยเหตุผลใด แต่เขาเชื่อเหลือเกินว่าตนต้องขว้างลูกเหล็กลงหลุมได้อย่างแม่นยำเป็แน่
ตุ้บ!
ลูกเหล็กทะยานไปสามสิบจั้งก่อนตกลงกลางหลุมพอดิบพอดี
ผู้ชมทั้งหลายเบิกตากว้างอ้าปากค้างด้วยความตะลึงงัน... ช่างเหลือเชื่อนัก!
การขว้างลูกเหล็กให้ลงหลุมในระยะสามสิบจั้งได้มิใช่เื่ง่าย!
ทุกคนจึงจับจ้องไปยังลู่เฉินเป็ตาเดียว
เขาทำได้อย่างไรกัน?
ความคิดนี้ ผุดขึ้นมาในสมองของผู้คน...
ต่อให้เป็ผู้ฝึกตนขั้นกายเบาการขว้างลูกเหล็กให้ลงหลุมในระยะสามสิบจั้งได้ในคราเดียวเช่นนี้ ก็ยังเป็เื่ยาก!
ทุกคนส่งเสียงฮือฮา...
หวังตงที่อยู่ห่างออกไปลอบกลืนน้ำลายด้วยความหวาดหวั่น เริ่มครั่นคร้ามเล็กน้อย
ตระหนักได้ทันทีว่าการประลองครั้งที่สามนี้ เขาแพ้แน่นอน!
สองร้อยเหรียญทอง... สองร้อยเหรียญทองเชียวนะ!
“สุนัขขี้เรื้อนตาเ้าแล้ว!” ลู่เฉินหันหน้าไปพูดกับอีกฝ่าย
“ข้าไม่เล่นแล้ว! ลู่เฉิน ไว้วันหลังค่อยประลองกันใหม่!” หวังตงร้องบอก ก่อนเดินหนีออกจากสนามประลองไปพร้อมสองผู้ติดตาม
“หวังตง เ้าควรรู้ว่านี่คือหอว่านเป่ามิใช่จวนสกุลหวังเ้าก็รู้กฎของที่นี่ดีมิใช่หรือ?” ลู่เฉินนึกแล้วว่าต้องเป็แบบนี้จึงเอ่ยขัดเสียงเนิบ
ทันทีที่ได้ยิน หวังตงก็ตวัดสายตามาจับจ้อง
“ลู่เฉินเ้าอยากตายหรือ?” ดวงตาแข็งกร้าวมองไปยังอีกฝ่าย
ลู่เฉินเพียงยกยิ้มบางๆการท้าประลองในวันนี้ ผู้เริ่มคือหวังตง เขาเชื่อว่าหากผลการแข่งขันออกมาเป็ตรงกันข้ามคือตนเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ หวังตงและพวกคงจะไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆ เช่นกัน อีกอย่าง ตอนนี้เขาก็้าเงินจำนวนมากมาซื้อวัตถุดิบหลอมยาจึงไม่อาจปล่อยหวังตงไปง่ายๆ ได้
“อย่ามัวเสียเวลายืดเยื้อมาประลองต่อเถอะ!” ลู่เฉินชี้ไปยังสนามแข่งขัน
“ได้ๆ! เราได้เห็นดีกันแน่ลู่เฉิน” หวังตงจำใจต้องประลองต่อ
ตอนนั้นเอง หางตาก็เหลือบไปเห็นชายชุดเทาที่กำลังให้ความสนใจกับการประลองของพวกตนแน่นอนว่าหวังตงรู้ว่าบุรุษผู้นี้เป็ใคร เขาคือผู้ดูแล[1]ของหอว่านเป่าหวังตงเชื่อว่าหากเขาหนีการประลองกลางคัน จะต้องมีเื่บานปลายใหญ่โตแน่
เมื่อรู้ว่าตนไม่สามารถขว้างลูกเหล็กลงหลุมได้หวังตงจึงขว้างไปส่งๆ ก่อนหยิบเงินสองร้อยเหรียญทองออกมาโยนให้ลู่เฉิน แล้วรีบเดินจากไป
“ขอบใจนะ!” ลู่เฉินฉีกยิ้มกว้าง พลางะโขอบคุณไล่หลัง
“คุณชายลู่...ท่านทำได้อย่างไรขอรับ! หรือจะมีเคล็ดลับในการขว้างลูกเหล็ก? เช่นนั้นข้าน้อยขอฝากตัวเป็ศิษย์ ช่วยสอนข้าหน่อยนะขอรับ!”
จู่ๆ ผู้ฝึกตนคนหนึ่งก็เข้ามาพูดกับเขาแววตาที่มองมาเป็ประกายด้วยความคาดหวัง
“ข้าแค่โชคดีเท่านั้นเอง!” ลู่เฉินโบกมือปฏิเสธ
กล่าวจบ ก็พยายามแทรกตัวฝ่าฝูงชนออกไป
“จุ๊ๆ...สี่ร้อยเหรียญทองเชียวนะ!” ลู่เฉินตบถุงเงินในอกด้วยความยินดี
“เอาไปซื้อวัตถุดิบปรุงยาอายุวัฒนะหลอมกระดูกดีกว่า”
ว่าแล้ว ก็เดินตรงไปยังโต๊ะขายสมุนไพร
หนึ่งก้านธูปผ่านไปลู่เฉินก็กลับมาบ้านพร้อมสมุนไพรจำนวนมาก
เขารู้สึกลิงโลดดีใจเพราะบัดนี้ สามารถปรุงยาหลอมกระดูกได้ถึงยี่สิบขวด!
“หืม?”
แต่ทันทีที่กลับมาถึงบ้านก็พบว่ามีหญิงสาวชุดแดงผู้หนึ่งกำลังยืนรออยู่
“ลู่เฉิน!”เสียงร้องเรียกดังขึ้น
เด็กหนุ่มพลันขมวดคิ้วแน่นจำได้ว่าสตรีตรงหน้าคือสาวใช้ของลู่เหยียนหราน นาม ‘เสี่ยวชุ่ย’
นางมาทำอะไรที่นี่?
ลู่เฉินนึกไม่ออก ว่าเหตุใดสาวใช้ของลู่เหยียนหรานถึงมาหาตนถึงนี่
“ลู่เฉินไปไหนมา! รู้หรือไม่? ว่าข้ายืนรอเ้ามาครึ่งชั่วยามแล้ว... ทำให้ข้าเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ตั้งนาน”เสี่ยวชุ่ยกล่าวด้วยความโมโห
ลู่เฉินกลอกตา เป็แค่บ่าวรับใช้แต่กลับมายืนต่อว่าเขาฉอดๆ
“เ้าเป็ใคร! ข้าจะไปไหนหรือทำสิ่งใดจำเป็ต้องรายงานเ้าด้วยหรือ? อีกอย่าง ข้าก็มิได้บอกให้เ้ามายืนรอเสียหน่อย!” ลู่เฉินย้อนเสียงเย็น
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ให้เกียรติตนเขาก็ไม่จำเป็ต้องรักษามารยาท
“ลู่เฉินคุณหนูให้ข้านำของสิ่งนี้มามอบให้” เสี่ยวชุ่ยมองเหยียดๆ ใช่ว่านางอยากจะสุงสิงกับเขานักจึงรีบยื่นถุงเงินให้อีกฝ่าย
ลู่เฉินเหลือบมองถุงเงินแล้วเข้าใจทันที ว่าที่เสี่ยวชุ่ยมาเยือนในครั้งนี้ เพราะลู่เหยียนหรานไหว้วานให้นำเงินมามอบให้
------------------------------------------
[1]ผู้ดูแล (执事: จื๋อซื่อ) ในที่นี้หมายถึงคนที่ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของสถานที่