แคเรนมองเห็นเลือดไหลเป็นทางออกจากบาดแผลทรงกลมขนาดใหญ่กว่ารูเข็มสองเท่าบนแขนของหญิงสาวก็ชะงักมันมีขนาดเท่ากับหนึ่งในกระบอกโลหะซึ่งแขวนอยู่บนกำแพงที่เห็นในห้องโถงเมื่อครู่เพียงแต่ไม่มีเลือดไหลออกจากบาดแผลให้เห็นแล้วเท่านั้น ทากัสเป็นฝ่ายกล่าวกับแคเรน
“ดูเหมือนชายคนเมื่อครู่จะวางยาพวกเธอแล้วเจาะเลือดเก็บใส่ถังไม้เอาไว้ ไม่รู้ว่าจะเอาเลือดผู้หญิงไปทำอะไร”
“ก่อนอื่นเข้าไปช่วยเหยื่อก่อนดีมั้ย”
แคเรนมองดูโซ่กุญแจมือที่คล้องข้อมือหญิงสาวติดกับกุญแจคุกเอาไว้เธอใช้พลังแยกส่วนโลหะโซ่ทั้งหมดจนมันกลายเป็นลูกเหล็กขนาดเล็กร่วงกระจายเต็มพื้นรวมถึงกุญแจเหล็กที่คล้องประตูห้องขังด้วยทากัสรู้สึกเสียวสันหลังเล็กน้อยเพราะบรรยากาศขุ่นเคืองรอบตัวแคเรน
เมื่อเห็นประตูห้องขังเปิดออกทากัสก็รีบวิ่งเข้าไปช่วยเหลือหญิงสาวที่ถูกจับขังเอาไว้ท่าทางของพวกเธอสะลึมสะลือไม่สามารถพูดคุยกันรู้เรื่องได้ทากัสจึงหันไปตะโกนบอกแคเรน
“ท่านหญิง แจ้งหน่วยลาดตระเวนของกองปราบให้มาช่วยคนก่อน ข้าจะอยู่ที่นี่เผื่อคนร้ายกลับมา”
“งั้นฝากท่านด้วย ข้าจะรีบไปรีบกลับ”
แคเรนรีบวิ่งออกจากคุกใต้ดินแต่แล้วเธอก็หยุดฝีเท้าที่หน้าประตูก่อนจะก้าวถอยหลังกลับมาที่หน้าคุกทากัสเห็นเธอเดินถอยกลับมาก็ร้องถาม
“เกิดอะไรขึ้น”
แคเรนไม่ตอบก่อนจะใช้พลังเรียกลูกเหล็กซึ่งหล่นกระจายอยู่ตามพื้นเมื่อครู่ให้ลอยขึ้นในอากาศลูกเหล็กเปลี่ยนรูปร่างเป็นมีดสั้นปลายแหลมนับสิบเล่มเล็งไปที่ผู้มาเยือนในชุดคลุมหมวกฮู้ดสีดำที่กำลังย่างเท้าผ่านประตูเหล็กเข้ามาทากัสเห็นสีหน้าแคเรนเอาจริง คนร้ายอาจจะถึงตาย เขารีบวิ่งไปแตะไหล่เธอเบาๆ
“ท่านหญิง มีสติหน่อยถึงจะเป็นคนร้ายแต่ท่านฆ่าคนไม่ได้นะ”
แคเรนเห็นคนร้ายตั้งท่าจะวิ่งหนี เธอจึงบังคับให้มีดสั้นรวมตัวเป็นลูกเหล็กขนาดใหญ่สามลูกก่อนบังคับให้มันพุ่งไปกระแทกที่ปลายคางช่องท้องและขาของคนร้ายจนเขาล้มพับสลบไป ทากัสถอนหายใจยาวอย่างโล่งใจ
“ฝากท่านใช้โซ่มัดเขาไว้หน่อย ข้าจะไปแจ้งคนของกองปราบ”แคเรนกล่าวก่อนจะวิ่งออกจากคุกใต้ดินไป
ทากัสมองดูคนร้ายที่นอนสลบอยู่ใกล้ทางเข้าประตูแล้วเดินเลี่ยงไปหยิบโซ่กุญแจที่แขวนอยู่บนผนังก่อนคว้ามันไปใช้มัดแขนขาคนร้ายติดกับเสาต้นหนึ่งในห้องโถงหน้าคุก
ไม่นานนักคนของกองปราบก็รีบเข้ามาพาตัวหญิงสาวซึ่งตกเป็นเหยื่อลักพาตัวออกไปรักษาในโรงหมอที่อยู่ภายในเมืองหลวงฟาห์ลันแคเรนขอให้คนของกองปราบไปแจ้งข่าวให้พ่อบ้านวอลลันแห่งคฤหาสน์ชาฟเวิร์นทราบเรื่องคนร้ายลักพาตัวหญิงสาวถูกจับกุมได้แล้วส่วนตัวเธอกับทากัสจะสอบสวนคนร้ายเบื้องต้นด้วยตัวเองคนของกองปราบจึงเดินออกจากคุกใต้ดินไป
ทากัสเดินไปตบใบหน้าคนร้ายเบาๆ ให้รู้สึกตัวตื่นเมื่อได้สติคนร้ายก็ลนลานมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตกใจ เมื่อเห็นแคเรนกับทากัสเขาก็มีสีหน้าลนลานจะหาทางหนีแต่ติดโซ่ที่มัดแขนขากับเสาไว้ทำให้ขยับไม่ได้เขาจึงโวยวายขึ้นมา
“ปล่อยข้านะ”
“เจ้าจับผู้หญิงพวกนั้นมาทำไม”ทากัสขึ้นเสียงเข้มสวนกลับทันที
คนร้ายเบี่ยงสายตาหลบก่อนตอบเสียงเบา “ก็น่าจะดูออกนี่”
“พอดูออก แค่อยากฟังเจ้าพูดด้วยตัวเอง”
“ข้าว่าพวกท่านอย่ายุ่งกับเรื่องนี้จะดีกว่า”
“แล้วรู้มั้ยว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าเป็นใคร”ทากัสกล่าวพลางลอบสังเกตสีหน้าคนร้าย
“ต่อให้เป็นท่านหญิงหรือตระกูลอัศวินก็ยุ่งเรื่องนี้ไม่ไหวหรอก”
“หมายความว่ารู้จักพวกข้างั้นหรือ”ทากัสถามด้วยสีหน้าจริงจัง บรรยากาศรอบตัวของเขาตึงเครียดลงคนร้ายไม่ตอบเพียงแต่เบือนหน้าหนี
“ไม่ยอมพูด หรือไม่กล้าพูดกันล่ะ” แคเรนกล่าวไม่นานนักคนของกองปราบก็เดินเข้ามาหาทั้งคู่ในห้องใต้ดินก่อนจะบอกพวกเขา
“ท่านวอลลันให้ข้ามาแจ้งข่าวว่าท่านไกอัสถูกองค์ราชินีเรียกเข้าเฝ้าด่วนครับหากเป็นไปได้อยากให้ท่านหญิงแคเรนเข้าปราสาทเดี๋ยวนี้เลยรถม้าเตรียมไว้ข้างนอกแล้วครับ”
แคเรนนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ยังไม่แน่ใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทากัสหันไปเห็นท่าทางตื่นตะลึงของแคเรนก็กล่าวขึ้น
“ท่านหญิง ท่านวอลลันฝากข้อความมาแบบนี้ต้องมีเรื่องเกิดขึ้นในปราสาทแน่ เรารีบไปดูก่อน”
“บอกแล้วว่าต่อให้เป็นพวกท่านก็ยุ่งไม่ได้”
คนร้ายกล่าวทั้งที่ยังถูกมัดอยู่ทากัสจึงหันไปกล่าวกับคนของกองปราบ
“งั้นฝากเจ้าพาตัวคนร้ายไปขังทีพวกข้าจะรีบไปเข้าเฝ้าองค์ราชินี”
“รับทราบครับ”
คนของกองปราบกล่าวตอบก่อนเดินไปปลดโซ่ในขณะที่แคเรนกับทากัสวิ่งออกไปขึ้นรถม้าข้างนอกเพื่อมุ่งตรงไปยังปราสาทแห่งราชวงศ์แอนเชสก้า
หลังจากรถม้าจอดที่หน้าปราสาทแคเรนเดินขึ้นมาจนถึงชั้นบนสุดโดยมีสาวใช้ของราชินีเดินนำทางและทากัสที่เดินตามหลังมาไม่ห่างแคเรนมองเห็นทหารยามที่ยืนเฝ้าตามประตูรู้สึกเหมือนเข้มงวดกว่าทุกทีในใจนึกถึงคำพูดที่คนร้ายลักพาตัวหญิงสาวพูดเอาไว้ การที่องค์ราชินีเรียกไกอัสเข้าเฝ้าในตอนที่คนร้ายถูกเปิดโปงย่อมต้องไม่ปกติแน่
แคเรนหยุดฝีเท้าที่หน้าประตูบานใหญ่ชั้นบนสุดของปราสาทเมื่อผลักบานประตูเข้าไปจึงได้ยินเสียงแข็งเจืออารมณ์เล็กน้อยของไกอัสดังผ่านประตูออกมา
“หากพระองค์ทำเช่นนี้อีกไม่นานผู้คนในอาณาจักรก็จะรู้ความจริง ทุกวันนี้ก็เริ่มมีคนมาประท้วงหน้ากองปราบเพราะไม่พอใจที่คดีลักพาตัวเมื่อสามสิบปีก่อนจนถึงตอนนี้ยังปิดไม่ได้คนร้ายยังไม่ถูกจับ และหญิงสาวหลายคนยังหายตัวไปต่อเนื่องทุกปี”
“แล้วเจ้าต้องการอะไรล่ะ”
“ทรงยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ แล้วเลิกดื่มเลือดสตรีได้แล้ว”
แคเรนกับทากัสได้ยินก็เดินจ้ำอ้าวเข้าไปยืนข้างกายไกอัสแคเรนเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับองค์ราชินีเรเนเซียที่หกก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ข้าได้ตรวจดูคุกใต้ดินนั่นแล้วผู้หญิงที่ถูกจับมารีดเลือด หากปล่อยเอาไว้อีกเพียงสองสามวันก็จะเสียเลือดจนตาย ท่านทำเช่นนี้มากี่ครั้งแล้ว”
ท่าทางขององค์ราชินียังคงสงบนิ่ง เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้บัลลังก์เหนือบันไดเจ็ดขั้นซึ่งทอดลงไปยังพื้นปูพรมสีน้ำเงินเข้มที่ไกอัสแคเรนและทากัสยืนอยู่นัยน์ตาสีฟ้าครามเย็นเยือกทอดต่ำผ่านผ้าลูกไม้สีดำที่ปกปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งลงมายังเบื้องล่างชุดกระโปรงสีดำเข้ารูปปล่อยชายยาวสยายอยู่บนพื้นใต้บัลลังก์เธอนั่งท้าวแขนข้างหนึ่งบนแท่นวางมือของบัลลังก์เหมือนไม่รู้สึกยินดียินร้ายก่อนกล่าวตอบน้ำเสียงเรียบ
“แล้วถ้าข้าลงจากบัลลังก์ตอนนี้คิดว่าอาณาจักรครอสวูดและอาณาจักรริคมาจะทำยังไงกับอาณาจักรลอฟท์เรียกันล่ะ”เรเนเซียลอบสังเกตท่าทีของคู่สนทนาอย่างเงียบเชียบก่อนกล่าวต่อไป“คิดว่าแคเรนในตอนนี้จะรับมือกับทั้งสองอาณาจักรที่จ้องจะรุกรานเราไหวหรือเปล่า”
“ถึงแม้จะลงจากบัลลังก์แล้วท่านก็ยังดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาได้มิใช่หรือ ทำไมต้องยึดติดกับทุกอย่างถึงขนาดสังหารคนด้วย”แคเรนกล่าวตอบ ตอนนี้มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้โต้ตอบได้
“น่าขำสิ้นดีลำพังแค่เจ้าได้รับความน่าเชื่อถือจากทั้งภายในภายนอกอาณาจักรสักแค่ไหน แล้วทำไมข้าจะต้องเป็นที่ปรึกษาด้วย”เรเนเซียที่หกเหลือบตามองแคเรน “แล้วพวกเจ้ารู้เหตุผลที่แท้จริงที่ข้าต้องดื่มเลือดสตรีหรือยังถึงได้อาจหาญมาตำหนิข้า”
แคเรนมองหน้าไกอัสเป็นเชิงถามเขาส่ายหน้าเพราะยังไม่ทันรู้คำตอบก็ถูกเรียกตัวมาเข้าเฝ้าเสียก่อนส่วนทากัสกับเธอยังไม่ทันได้สอบสวนคนร้ายก็ต้องรีบเข้าปราสาทมาเช่นกันแคเรนจำใจตอบคำถาม
“เราจับคนร้ายได้แล้ว แต่เขายังไม่ได้สารภาพอะไรเลย”
“งั้นข้าจะบอกความจริงให้ฟัง หากไม่ได้ดื่มเลือดสตรีข้าก็จะตายภายในไม่กี่วัน ทีนี้ตอบมาสิว่าถ้าข้าตายไปแล้วแคเรนจะรับหน้าที่สืบทอดบัลลังก์นี้ไหวหรือไม่”
สีหน้าของแคเรนซีดลงแสดงความไม่มั่นใจอย่างชัดเจน เธอไม่กล้าตอบคำถามด้วยซ้ำเรเนเซียที่หกจึงเป็นฝ่ายกล่าวต่อไป
“การเสียสละก็เป็นไปเพื่อการนี้ข้าเพียงต้องการซื้อเวลาให้เจ้าพร้อมเท่านั้น ทีนี้เจ้าต้องเป็นคนตัดสินใจแล้วบอกข้าว่าเมื่อไรเจ้าถึงจะปล่อยข้าไปได้เสียทีจะได้ไม่ต้องมีการเสียสละอีก”