บทที่ 1 ตอนที่ 12
หลังจากผ่านมาได้กว่าครึ่งชั่วโมง ทุกสิ่งอย่างก็จัดเตรียมจนเสร็จสิ้น ฝืนไม้หาได้ไม่ยากนักสำหรับพื้นที่บริเวณโดยรอบนี้ แหล่งอารยธรรมมนุษย์ที่ล่มสลายถูกธรรมชาติเข้าเอาดินแดนกลับคืน ทำให้มันมีทรัพยากรธรรมชาติอยู่มากมาย บางแหล่งถึงกับเป็นป่าไม้ขนาดใหญ่ใจกลางกรุง หากผู้คนยังคงอยู่สถานที่แห่งนี้สมควรเป็นสถานที่ยอดนิยม กลับกัน เมื่อถึงคราที่อารยธรรมล่มสลายโดยที่พวกเขาไม่ทราบรู้ถึงสาเหตุ สภาพบรรยากาศที่รอบกอบกายมืดและเงียบสงบ มีเพียงแสงจากกองไฟและดวงจันทราที่มอบความสว่างให้ มันช่างเป็นสภาพบรรยากาศที่น่าขนลุกหวาดกลัว เป็นโดยปรกติเนื่องจากมนุษย์นั้นหวาดกลัวสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ ในสภาวะที่มีแต่แรงกดดันในการใช้ชีวิตเช่นนี้ ภายในเงามืดอาจหลบซ่อนสิ่งอันตรายต่างๆ เอาไว้ก็เป็นได้ สิ่งที่จะทำให้มนุษย์ทั้งหลายมีความสุขได้ อย่างหนึ่งคืออาหาร กลิ่นหอมของเนื้อหมียักษ์ที่ถูกย่างพร้อมกับซอสเครื่องปรุงนั้นโชยออกไปทั่ว รามนั้นรู้สึกว่าตัวเองคิดถูก ในการแล่เอาหนังออกเขารู้ได้ว่าหมียักษ์ตัวนี้แทบไม่มีกลิ่นคาวในเนื้อเลยแม้แต่น้อย กล้ามเนื้อมัดหนาของมันที่เกือบจะฆ่าเขา เมื่อยามสิ้นชีพไปมันกลับอ่อนนุ่มน่ากลืนกิน ร่างของหมียักษ์ถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วน ที่ถูกนำมาย่างในวันนี้เป็นเพียงแค่ 20% ของร่างกายมันเท่านั้น ด้วยความที่ไม่รู้ว่าจะสามารถหามันได้อีกหรือเปล่า ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องเก็บมันเอาไว้สำหรับมื้อต่อๆ ไป โชคยังดีที่แถวนั้นมีต้นกล้วย ซึ่งก็อาจจะขึ้นเองตามธรรมชาติ พวกเขาจึงใช้ใบตองห่อก้อนเนื้อทั้งหลายได้ ผ่านมาได้อีกประมาณ 10 นาที กลิ่นของเนื้อหมีย่างก็เริ่มที่จะถึงจุดสูงสุด ลูก้าที่เป็นคนอาสาย่างเนื้อให้ก็แทบจะอดใจไม่ไหวที่จะได้กินเนื้อหมียักษ์นี้ ไม่ต้องสงสัยกับอีก 5 คนที่ตอนนี้กำลังจ้องมองลูก้าอย่างมีความหวัง พวกเขาที่แทบไม่เคยกินเนื้อหมีมาก่อน ตอนนี้ไม่คิดมีอคติ เนื่องจากกลิ่นหอมนี้ลบข้อเสียในใจของพวกเขาไปจนหมดสิ้น ''สุกแล้ว'' เพียงคำสั้นๆ นั้นปลุกความกระหายเลือดในร่างของทุกคนอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมของเนื้อหมียักษ์ยากทานทน ทุกคนต่างพุ่งกระโจนเข้าไปแบ่งเนื้อกันอย่างเท่าเทียมและกัดกินกันอย่างหิวกระหาย เนื้อหมียักษ์นั้นมีรสชาติที่เข้มข้นเป็นอย่างมาก แต่ไร้ซึ่งกลิ่นคาวผสมปะปน ทุกคำที่กัดไปจะส่งผ่านรสชาติของเนื้อและซอสปรุงรสผ่านทางน้ำของเนื้อที่พุ่งกระจายออก ความสุขราวกับได้กัดกินเนื้อวัว A5 นั้นทำให้พวกเขาทั้งหมดต่างยิ้มออกมาได้ หากยิ่งนึกถึงปริมาณที่มีอยู่อีกมากมายและพวกเขาสามารถกินมันได้โดยไม่ต้องเสียเงิน คงไม่มีความสุขไหนยิ่งใหญ่ไปกว่านี้แล้วในตอนนี้... ในขณะที่ทุกคนกำลังกินกันอยู่อย่างเอร็ดอร่อย น้ำก็ได้หันมาพูดคุยกับราม เพราะเธอเองอยากจะรู้ถึงสิ่งที่รามได้ไปเจอมา ''นายไปเจอหมีตัวนี้ได้ยังไงหรอ?'' ''ตอนแรกฉันคิดว่าจะไปตามหาฉ่องมัน แต่ว่าห่างจากที่นี้ไปประมาณ 400 เมตร ดูเหมือนจะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เหมือนพวกเราและก็น่าจะได้รับภารกิจแรกเหมือนกันด้วย ฉันเป็นศพของโนมอยู่แต่น่าเสียดายที่มันไม่ได้ถูกจัดการด้วยฝีมือของมนุษย์ แต่เป็นเจ้าหมียักษ์นี้ ฉันลองเดินตามรอยเลือดไปก็เจอกับเจ้าหมีตัวนี้แหละ อีกอย่างฉันเห็นไอ้ฉ่องมันถูกเจ้าหมีนี้กำลังกินเป็นมื้ออาหารอยู่ คงไม่ต้องตามหามันต่อแล้ว...'' รามพูดอธิบายไปอย่างย่อๆ เพื่อให้ทุกคนที่หันมามองเขาในตอนนี้ได้ยินกันอย่างชัดเจนทุกคน รามไม่ลืมที่จะเล่าเรื่องเกี่ยว 'สภาวะหวาดกลัว' ให้กับทุกคนได้รู้ เรื่องสำคัญนี้ควรจะต้องจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ หากมันเข้าสู่สภาวะหวาดกลัวแล้วจะรับมือได้ยากมาก ''นายจะหมายความว่า พวกเราควรจัดการกับสัตว์ป่าทุกตัวให้ตายเร็วที่สุด อย่าพยายามต้อนมันให้จนมุมที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นมันจะเข้าสู่สภาวะหวาดกลัว บาดแผลภายนอกจะถูกรักษาให้หาย และพวกมันดูจะไม่สนใจความรู้สึกอื่นๆ... ใช่หรือเปล่า?'' อารินพยายามเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ รามไม่ได้บอกเรื่องที่เขานั้นพบกับต้นตอพลังพรสวรรค์ของเขา แต่เขาบอกไปว่าเขาเกือบตายจากการที่สู้กับเจ้าหมียักษ์ในสภาวะหวาดกลัว ที่รอดชีวิตมาได้ก็เพราะว่าโชคช่วย เพราะหากเรื่องเกี่ยวกับจักรพรรดิวิหคนภาแรกไป พวกเขาบางคนก็อาจจะไปลองเสี่ยงชีวิตตายดู มันไม่คุ้มเสี่ยง และอีกอย่างมันไม่รับประกันเลยว่าตัวตนอันเป็นพลังพรสวรรค์จะออกหน้าช่วยเหลือเหมือนอย่างเขา ''ถูกแล้ว... ทางที่ดีหลีกเลี่ยงพวกมันจะดีที่สุดแล้ว'' ''ถ้าขนาดนายยังถูกเล่นงานมาจนเกือบตาย... การสู้คนเดียวกับพวกสัตว์ป่าแบบนี้คงจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเท่าไหร่แล้ว'' อารินเป็นคนที่วิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ได้ดีมากที่สุด ความแข็งแกร่งของพวกสัตว์ป่านั้นเหมือนจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าโนมทั้ง 19 ตัวอีก เธอไม่อยากจะคิดถ้าหากตัวเองเป็นคนอาสาไปเลย ''แล้วคนอีกกลุ่มหนึ่ง นายเห็นพวกเขาไหม?'' รามส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะตอบ ''ตอนฉันไปเห็นศพของหนึ่งในคนพวกนั้น เป็นไปได้ว่าฉ่องมันจะขอความช่วยเหลือ หรืออย่างแย่ที่สุด คือฉ่องมันเป็นคนพาเจ้าหมียักษ์ไปหาพวกเขาทั้งหมด ทำให้ทั้งกลุ่มแตกกระจายกันไป'' ''นั่นมันแย่มาก...'' ลูก้าถอนหายใจออกมาเบาๆ แบบนี้ก็ทำให้เขารู้สึกผิด ถ้าเป็นแบบนั้นจริงกลุ่มของพวกเขานี้แหละที่เป็นต้นตอของปัญหา ''แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา...'' น้ำพูดถามด้วยความกังวล ''ตามที่อิลล์บอกเอาไว้ ภารกิจในทุกๆ วันนั้นจะปรากฏขึ้น และหากแตกกระจายออกเป็นหลายกลุ่มเล็กๆ คนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือคนที่รวมกันกันมากที่สุด อาจจะเป็นแค่ 2-3 คน การรับมือกับภารกิจด้วยคนจำนวนแค่นั้นมันยากเอามากๆ ถ้าหากพวกเขายังไม่สามารถรวมตัวกันได้ก็คงมีแต่จะต้องตายเท่านั้น จากนั้นผลกระทบจะตกเป็นขอคนอื่นๆ เพราะสิ่งมีชีวิตจากภารกิจจะไม่หายไป เป็นไปได้สูงว่าถ้ามีกลุ่มไหนทำภารกิจไม่สำเร็จและตายกันไป ภารกิจจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ คนที่เหลือจะทำภารกิจได้ยากขึ้นเพราะอาจมีการแทรกแซง'' ถ้าทุกอย่างมันเป็นไปตามที่อารินคิด สถานการณ์ที่เกิดการแทรงแซงระหว่างภารกิจจะมีโอกาสเกิดขึ้นสูงมาก สุดท้ายหากพวกเขาไม่สามารถรับมือได้ความตายก็ไม่อยู่ไกลเกินเอื้อม ''...'' ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเข้ามากดดันพวกเขาอย่างมาก ขนาดที่พึ่งจะผ่านพ้นมาได้ไม่ถึงวัน สถานการณ์ต่างๆ กลับทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัดมากถึงขนาดนี้ หากผ่านพ้นไปจนครบ 13 วันไม่ใช่ว่าหนึ่งในพวกเขาจะต้องเสียสติไปเลยงั้นหรอ? หลังจากนั้นพวกเขาทั้งหมดก็ได้มีการสนทนาพูดคุยกันเล่นๆ อยู่สักพักหนึ่ง จากนั้นเมื่อเวลานั้นเข้าสู่ความมืดเต็มที่ หลายคนก็เริ่มที่จะเกิดอาการง่วงเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อยและความเคลียดที่สะสมกันมาตลอดวัน ดังนั้นแล้วทุกคนจึงลงความเห็นกันว่าจะแบ่งเวรให้เป็นคนดูแลคนอื่นๆ ระหว่างที่กำลังหลับกันอยู่ ในช่วงแรกนั้นรามเป็นคนอาสาเอง เนื่องจากผลของการรักษาที่ภูติน้อยอิลล์ได้กระทำไป ทำให้ร่างกายของเขาสดชื่นเป็นอย่างมาก เขายังไม่ต้องการที่จะนอนหลับไปในคืนนี้ เมื่อเกือบทุกคนได้นอนหลับลงไปแล้ว รามก็ได้ตัดเสื้อตัวนอกของเขาออกเล็กน้อย เศษผ้าถูกใช้มาเช็ดใบดาบที่มีคราบเลือดของเจ้าหมียักษ์ติดอยู่ หากปล่อยเอาไว้นานก็เกรงว่ากลิ่นที่ไม่ดีจะติดอยู่กับตัวดาบมากเกินไป เลือดที่แห่งติดจะทำให้ความคมของดาบลดลงเล็กน้อยอีกด้วย ในเวลาว่างเช่นนี้เขาจึงพยายามหาอะไรบางสิ่งทำ... ขณะที่รามกำลังขัดดาบอยู่เพลินๆ เขาก็รู้สึกได้ว่ามีบางคนที่ยังนอนไม่หลับและเดินเข้ามานั่งอยู่ข้างๆ ''เธอนอนไม่หลับหรอ?'' ถ้าหากนอนหลับไปแล้วเธอก็คงจะไม่มานั่งอยู่ข้างๆ ที่ถามไปก็แค่ตามมารยาทเท่านั้น ''อืม...'' น้ำพูดขึ้นเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ดูเศร้าหมองเหมือนแววตา ''ฉันเป็นคนเดียวที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย... แม้แต่ตอนนี้ฉันเองก็ยังใช้พลังพรสวรรค์ไม่ได้เหมือนกับคนอื่นๆ เลยด้วยซ้ำไป'' เธอยื่นมือทั้งสองข้างออกไปข้างหน้า ในสถานการณ์แบบนี้แขนของเธอมันช่างไร้ประโยชน์ ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือในการต่อสู้ได้เลยแม้สักนิด รามหันไปมองหญิงสาวที่มีอายุวัยน้อยกว่าเขา 1 ปี การที่ได้เห็นแววตาอันเศร้าหมองแบบนี้ก็ทำให้รามคิดทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ''ถ้าฉันจำไม่ผิด พลังพรสวรรค์ของเธอคือ 'พยัคฆ์น้ำ' สินะ ถ้ามันถูกต้องพลังเธอก็เป็นพวกสิ่งมีชีวิตเหมือนกับฉัน'' ดังนั้นแล้วเขาอาจจะช่วยเหลือเธอได้บ้างไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับว่าตัวตนที่เป็นพลังพรสวรรค์ของเธอจะเมตตาอย่างไร ''พลังพรสวรรค์จะถูกใช้งานออกมา ก็ต่อเมื่อเธอนั้นมีความต้องการที่จะทำอะไรบางอย่าง ความต้องการที่จะต่อสู้ ความต้องการที่จะปกป้อง ความต้องการที่จะเอาชีวิตรอด หรือแม้กระทั่งความหวาดกลัว อารมณ์ความรู้สึกของฉันเป็นสิ่งที่ทำให้พลังพรสวรรค์ในร่างกายนั้นปรากฏ ถ้ามันเป็นเหมือนกัน เธอก็ลองทำแบบนั้นดู ใช้ความรู้สึกเป็นเหมือนกุญแจ ไขเปิดประตูแห่งพลังนั้นออกมาดู...'' รามทำได้เพียงแค่อธิบายออกมาตามสิ่งที่เขาทำ แต่การจะทำแบบนั้นย่อมต้องมีตัวอย่าง รามยื่นมือขวาของเขาออกไปข้างหน้าช้าๆ ด้วยความรู้สึกที่อาจจะเอาชีวิตรอดก็ทำให้แขนขวาของเขานั้นค่อยๆ ปรากฏเปลวเพลิงที่มองดูอบอุ่นอ่อนโยนลุกโหมขึ้นบนแขนของเขา สายตาของรามหันไปมองน้ำเชิงบอกให้เธอนั้นลองทำดู มันมองดูเป็นเรื่องง่ายที่จะทำเช่นนั้น แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีพรสวรรค์นั้นดูจะเป็นเรื่องยาก น้ำหลับตาทั้งสองข้างลงช้าๆ ในใจกำลังพยายามรู้สึกคิดตามที่รามบอก แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับเธอที่ไม่เคยแม้แต่จะลงมือฆ่าหนูสักตัว ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ก็ไม่ได้สูงเหมือนพวกที่อยู่ในโลกใต้ดินมาก่อนแบบราม ทำให้ในการทดลองครั้งแรกนั้น น้ำหลับตาไปนานกว่า 10 นาทีโดยไม่คิดลืมตา คงเป็นเรื่องยากแล้วที่รามจะทำใจยอมรับได้.... กับสิ่งที่น้ำแสดงออกมาให้เขาเห็น