ทะลุมิติมาเกิดนักบำเพ็ญเชียนเหรอ? ไม่ล่ะ ขอนอนโง่ ๆ นะ

    บทที่ ​3 ศิษย์พี่เหวิน...

            ​สายตาของซุนฝูยวี่จดจ้องไปยังแผ่นหลังของเหวินจื่อห่าวที่กำลังเดินจากไป

            ศิษย์พี่ผู้นั้นเดินอย่างสงบและไม่รีบร้อน ราวกับว่าเขาได้ลืมเลือนเ๹ื่๪๫เมื่อครู่ไปจนหมดสิ้นแล้ว

            “เขาต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ ถึงได้ดูผ่อนคลายไร้กังวลขนาดนี้”

            สองเท้าของซุนฝูยวี่ก้าวเดินตามเขาไป

            ตัวเขาเองก็เคยเห็นเหวินจื่อห่าวผ่านๆ ตามาก่อน เหวินจื่อห่าวคือคนที่ใช้เวลาอยู่ที่ลานฝึกกระบี่นานที่สุด และไม่เคยชายตามองซุนฝูยวี่เลยสักครั้ง ส่วนซุนฝูยวี่เองก็มีปัญหาของตัวเองให้ต้องคิดมากเกินกว่าจะไปสนใจคนอื่น ดังนั้นเขาจึงไม่เคยใส่ใจศิษย์พี่เหวินเช่นกัน

            จนกระทั่งตอนนี้ เหวินจื่อห่าวเป็๞คนแรกที่...

            “โอ้ ข้าลืมกล่าวขอบคุณเขาไปเสียสนิท ทำไมข้าถึงได้โง่ และขี้ลืมขนาดนี้กันนะ มิน่าล่ะข้าถึงต้องอยู่ตัวคนเดียวเสมอ

            แต่...ถ้าทำเช่นนั้นมันจะดูเป็๞การไปรบกวนศิษย์พี่หรือเปล่านะ” ซุนฝูยวี่คิดในใจก่อนจะใช้สายตามองเหวินจื่อห่าวจากไกล ๆ เส้นผมและเสื้อคลุมของศิษย์พี่เหวินดูหลุดลุ่ย ทว่าเขากลับดูผ่อนคลายอย่างสิ้นเชิง ศีรษะเอียงแหงนขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังเปิดรับแสงแดดเหมือนกับภูตพฤกษา

            ซุนฝูยวี่ไม่สามารถเดารูปแบบการเคลื่อนไหวของศิษย์พี่เหวินได้เลย เขากำลังตามหาอะไรบางอย่างอยู่หรือเปล่า? นั่นเป็๲เหตุผลที่เขาไล่อู่ชิงชิง และคนอื่นๆ ไปใช่หรือไม่?

            ไม่ว่าศิษย์พี่เหวินกำลังทำอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆ คือเขาไม่ได้รีบร้อนเลย นิ้วมือเรียวยาวลูบไล้ใบไม้ ดอกไม้อย่างเกียจคร้าน กลิ่นอายรอบตัวเขาช่างดูเปี่ยมสุขยิ่งนัก...

            ​สิ่งที่ซุนฝุยวี่เห็นนั้นเป็๲ความจริงทุกอย่าง เหวินจื่อห่าวคนใหม่ในร่างนี้กำลังผ่อนคลายจากโลกเก่าให้มลายหายไปท่ามกลางความเงียบสงบอันงดงามของทิวทัศน์รอบตัว ยิ่งทำตัวสบาย ๆ เหวินจื่อห่าวก็สงสัยว่าสวนในสำนักตะวันทองคำ แห่งนี้อาจจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยลดจิตมารโดยเฉพาะกระมัง

            ท่ามกลางสภาวะจิตใจที่กำลังล่องลอยอยู่นั้น เหวินจื่อห่าวก็ได้รับความทรงจำของ 'เหวินจื่อห่าวคนเดิม’ เพิ่มมากขึ้นด้วย 'เหวินจื่อห่าวคนใหม่’ เลยนึกสนุก ขยับแขน ทำท่าทางเลียนแบบการถือกระบี่

            ดูเหมือนว่าเขาจะดึงความทรงจำในร่างเ๱ื่๵๹กระบวนท่าพื้นฐานของการกระบี่ มาใช้ได้จริง ๆ ดูเหมือน'เหวินจื่อห่าวคนเดิม’นั้นต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างหนักหน่วงเพื่อที่จะก้าวหน้า และพัฒนาสู่ขั้นต่อ ๆ แถมทุกย่างก้าวยากเรื่อยๆ ซึ่ง ‘เหวินจื่อห่าวคนใหม่' มองไม่เห็นประโยชน์ของการทำเช่นนี้แม้แต่น้อย”

            เขาขอเลือกทำแค่ขั้นต่ำที่สุดเพื่อให้มีชีวิตที่ดีก็พอ ส่วนหนึ่งเพราะทราบดีว่าตนไม่มีวันได้เป็๞คนที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่แล้ว และในเมื่อไม่ได้เกิดมาพร้อมกับพร๱๭๹๹๳์ในการฝึกกระบี่ แล้วจะดิ้นรนไยไปเพื่อเป็๞ที่หนึ่งทำไมล่ะ?

            ชีวิตนี้ยังมีสิ่งอื่นที่น่าสนใจกว่าการฝึกกระบี่วันละ 3 ชั่วยามตั้งเยอะ...

            ยกตัวอย่างเช่น... ของกิน อย่างไรเล่า

             

            จบบท