เมื่อเลย์นเงยหน้าขึ้นมอง สายตาของเธอประสานอยู่กับดวงตาคู่คมปลาบสีน้ำตาลเข้มและกับใบหน้าที่เหมือนกับคนนอกกฎหมายเข้า ซึ่งทําให้เธอจําได้ทันที ว่าเขาคือผู้ชายคนที่เธอเคยพบที่คาเฟ่มาแล้วนั่นเอง ใบหน้าอย่างนี้ไม่ใช่ใบหน้าที่ลืมได้ง่าย ๆ อย่างแน่นอน
“คราวนี้ฉันเห็นจะต้องเป็ฝ่ายกล่าวคําขอโทษบ้างแล้วละค่ะ” เธอพูดปนหัวเราะ ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นเนื่องจากความรู้สึกเขินอาย แต่ส่วนใหญ่แล้วเนื่องจากความรู้สึกรื่นรมย์ที่เกิดขึ้นในใจมากกว่า “ฉันขอโทษค่ะ ไม่ทันดูว่าตัวเองกําลังจะเดินไปทางไหนจริง ๆ”
“ไม่เป็ไรหรอก” น้ำเสียงห้วน ๆ ที่ตอบมา ไม่ได้บอกความสนใจในคําขอโทษขอโพยของเธอเลยแม้แต่น้อย เขารีบปล่อยมือจากตัวเธอและก้าวถอยหลังออกไป
นวลเนื้อตรงต้นแขนที่ถูกเขาจับกระชับแน่นไว้เมื่อครู่สะท้านอยู่ ก่อนที่เืจะไหลเวียนกลับมา อันเป็เครื่องชี้ให้รู้ถึงพละกําลังของอุ้งมือนั้น แต่ขณะนี้ เลย์นกําลังอยู่ในอารมณ์ที่เปี่ยมไปด้วยความปรีดาปราโมทย์ จึงไม่สนใจกับสีหน้าไม่ยินดียินร้ายของเขา รอยยิ้มดูจะเคลือบอยู่บนริมฝีปาก
“ดูเหมือนเราจะวิ่งเข้ามาชนกันอยู่เรื่อยเลยนะคะ” เธอเอ่ยขึ้น มันเป็คําพูดที่บ่งบอกถึงความรู้สึกผ่องแผ้วใจ เมื่อนึกไปถึงเหตุการณ์คล้ายคลึงกันนี้ที่เกิดขึ้นที่คาเฟ่เมื่อพบกันครั้งแรก แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้เห็นขันไปกับเธอด้วยเลยแม้แต่น้อย
“และมันก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกด้วย...” สายตาคมกริบคู่นั้นจ้องหน้าเธออยู่ขณะที่เขาตอบโต้ด้วยคําพูดห้วน ๆ ประโยคนั้น
เลย์นรู้สึกไม่พอใจที่ถูกปฏิเสธในความปรารถนาดีอย่างเ็าเช่นนั้น เธอจึงหันกลับไปให้ความสนใจกับผู้หญิงคนที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์อีกครั้ง ครั้งนี้เธอแทบจะต้องฝืนใจยิ้มให้ผู้หญิงคนนั้น
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะ...สําหรับความช่วยเหลือของคุณ” เธอกล่าว
“คุณหาเื่ที่้าพบแล้วหรือคะ” มันเป็วิธีการถามอย่างหนึ่ง ด้วยเธอใคร่จะรู้อย่างที่สุดว่า... เื่ที่เลย์นอุตส่าห์ติดตามมาค้นหาถึงที่นี่นั้น มันเป็เื่อะไรกันแน่ “คุณคง หาหมดทุกเล่มแล้วสินะคะ”
“ค่ะ” เนื่องจากว่าเลย์นมีความคิดว่าเธอมารบกวนเวลาทํางานของเ้าหน้าที่ผู้นี้มากเกินไปแล้ว และรู้สึกว่าเป็การจําเป็อยู่ที่จะต้องให้คําอธิบายอะไรกับเธอบ้าง จึงกล่าวว่า “บางครั้ง เราก็จําเป็ที่จะต้องค้นหาตามเอกสารเก่าแก่ เพื่อที่จะเติมช่องว่างในครอบครัวที่บังเอิญมันหล่นหายไปนะคะ”
“โอ...หมายความว่าคุณกําลังตามรอยของต้นตระกูลอยู่อย่างนั้นหรือคะ” สีหน้าของเ้าหน้าที่หญิงคนนั้นคลายความสงสัยลง และมีแววแห่งความเข้าใจเข้ามาแทนที่ “ฉันเองก็มีเพื่อนคนหนึ่งที่เขาสนใจในเื่ความเป็มาของต้นตระกูลตัวเองมากค่ะ”
“มันเป็งานที่ท้าทายมาก และจะได้ผลคุ้มค่าก็ต่อเมื่อเรายืนยันความมั่นใจว่าจะต้องทําให้ได้จริง ๆ เท่านั้น” และบัดนี้ เธอก็ได้รับรางวัลในความเพียรพยายามนั้นแล้ว ซึ่งความรู้ดังกล่าวนี้ทําให้จิตใจแช่มชื่นเบิกบานขึ้นอีกอย่างมาก “สวัสดีนะคะ...” เลย์นยิ้มให้ผู้หญิงคนนั้นพร้อมกับหันหลัง ตั้งท่าจะเดินออกจากที่นั่น รอยยิ้มยังฉาบอยู่บนริมฝีปาก และเลยมาถึงผู้ชายรูปร่างใหญ่โต คนที่ยังยืนแอบอยู่ด้านหนึ่ง ซึ่งเลย์นรู้แน่อยู่แก่ใจว่า เขาจะต้องไม่ยิ้มตอบเธออย่างแน่นอน
แต่เหตุการณ์ทั้งหลายก็ถูกลืมเลือนไปหมดสิ้น เมื่อเธอก้าวออกมาภายนอก และเผชิญกับความเป็จริงที่ว่าอีกไม่นานเธอจะได้เห็นหน้ามารดาผู้ให้กําเนิดเธอมาแล้ว ...ผู้หญิงคนที่ได้ให้เรือนผมสีแดงแกมทอง กับดวงตาสีเขียวขาบคู่นี้มาแต่กําเนิด
การคาดหมายถึงความเป็ไปได้ต่าง ๆ นั้น มันสร้างความตื่นเต้นให้อย่างมากมายนัก และขณะนี้ เธอบังเกิดความ้าที่จะอยู่เพียงลําพังอย่างแรงกล้า เมื่อออกจากสํานักงานหนังสือพิมพ์แห่งนั้น เธอจึงตรงไปยังโมเต็ลที่พักทันที
ในนาทีที่เธอเดินเข้าไปในห้องโถงกลางของโมเต็ล สายตาก็เหลือบไปเห็นสมุดรายชื่อโทรศัพท์เข้า อานุภาพของมันราวกับแม่เหล็ก ที่ดึงดูดให้เธอต้องเดินเข้าไปหาและพลิกจนกระทั่งถึงตัวอักษร “จี” ตรงเกือบจะปลายคอลัมน์ที่เธอได้พบชื่อ “เกรย์ เอ็ม.” พร้อมกับตําบลที่อยู่นอกตัวเมือง และหมายเลขโทรศัพท์ มันไม่มีทางเลือกอีกแล้ว
มือของเธอสั่นสะท้านเมื่อเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ ขณะนี้ นาทีนั้นได้มาถึงแล้ว และมันทําให้เธอรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เลย์นต้องสูดลมหายใจลึกเพื่อตั้งสติให้มั่น สงบระงับความหวั่นไหวในอารมณ์ลงไว้ แต่ก็หมุนพลาดเสียตั้งสองครั้ง กว่าที่จะหมุนครั้งที่สามที่ถูกต้องได้
เสียงกริ่งโทรศัพท์ที่ดังขึ้นอยู่ทางปลายสาย เหมือนกับสิ่งที่ปลดปล่อยฝูงผีเสื้อนับพันให้ออกมาบินกระพือปีกอยู่ในช่องท้องของเธอ
และแล้ว...ก็เสียงรับหูโทรศัพท์ดังขึ้น พร้อมกับเสียงผู้หญิงที่ดังมาตามสายว่า
“เฮลโล...”
“เฮลโล...” อุ้งมือที่เย็นเยือกนั้นกระชับหูโทรศัพท์ไว้แน่น “ขอโทษค่ะ...ใคร...ใครกําลังพูดคะ” ขณะนี้ เธอทั้งตื่นเต้นและหวั่นไหว จนแทบจะร้องไห้ออกมา
“ฉัน แมทตี้ เกรย์ พูด...นั่นใครล่ะคะ” หางเสียงนั้นคาดคั้นที่เอาคําตอบให้ได้อยู่
ความคิดทั้งหลายที่ถูกถักทอมาเป็เวลานานวัน รวมตัวกันเข้าและผ่านแวบเข้ามาในสมอง เธอไม่จําเป็ที่จะต้องตามหามารดาบังเกิดเกล้าอีกต่อไปแล้ว เพราะในที่สุด เลย์นก็ได้พบแล้ว แต่ขณะนี้ เธอไม่้าที่จะให้เป็การพบปะกันเพียงแค่ทางโทรศัพท์เท่านั้น
“เฮลโล...” เสียงจากปลายสายเหมือนจะถาม เมื่อเห็นเธอยังเงียบงันอยู่
“ขอโทษค่ะ” เลย์นพลั้งปากออกไป “ฉันต่อผิดนะคะ” และแล้ว เธอก็รีบวางหูโทรศัพท์ลงทันที
เลย์นทําได้เพียงแค่ยืนจ้องมองโทรศัพท์เครื่องนั้นอยู่เป็เวลานาน ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนมันจะเป็เื่ที่เกิดจากความบ้าทั้งสิ้น ไม่เคยคาดฝันมาก่อนว่าตัวเองจะต้องพบกับปฏิกิริยาทางอารมณ์ถึงขนาดนี้ เพียงได้ยินเสียงของผู้หญิงคนที่ให้กําเนิดเธอขึ้นมาในโลกเท่านั้น
บางที เธออาจจะยังไม่โตพอที่จะขจัดภาพฝันในวัยเด็กออกไปจากใจได้ เธอยังมีความอาวรณ์และไม่เคยคลายความสงสัยในตัวผู้หญิงคนนี้ แม้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ทั้งพ่อแม่บุญธรรมจะทุ่มเทความรักใคร่ให้กับเธออย่างไม่มีวันเสื่อมคลายก็ตาม
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ที่เลย์นพยายามบอกกับตัวเองว่า การเฝ้าติดตามค้นหาสตรีผู้นี้ เป็เพียงเพื่อสนองความพอใจของตัวเอง เพื่อให้คลายความสงสัยในเื่ชาติตระกูลและเื้ัของตัวเธอ
แต่ทว่า มันเป็สิ่งที่น่าตื่นใยิ่งนักเมื่อได้ ตระหนักว่า ความสนใจใคร่รู้ที่ตัวเองมีอยู่นั้น ไม่ได้ถูกแบ่งแยกออกจากความรู้สึกที่แท้จริงได้ อย่างที่ครั้งหนึ่งเธอเคยมีความเชื่อเช่นนั้นเลย
เลย์นต้องใช้เวลาอยู่เป็ครู่ กว่าจะรวบรวมความคิดทั้งหลายที่กระจัดกระจายอยู่เข้าด้วยกันได้ และ...หลังจากนั้น เธอก็ตัดสินใจว่า สิ่งที่จะต้องทําคืออะไร เลย์นเดินออกจากโมเต็ลกลับไปที่รถ หยิบแผนที่ออกมา แล้วก็เดินกลับไปหาผู้จัดการโรงแรมอีกครั้ง เพื่อให้เขาช่วยบอกทิศทางที่จะไปไร่ปศุสัตว์ อ๊อกซ์-โย้คให้
อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา... เธอก็ชะลอรถลงบนทางหลวง และตรวจสอบแผนที่อีกครั้งจากคําแนะนําของผู้จัดการโมเต็ลแห่งนั้น ทางเลี้ยวที่จะสู่ไร่ปศุสัตว์ดังกล่าวจะต้องอยู่ข้างหน้านี้ เธอกวาดสายตามองดูภูมิภาพโดยรอบ แต่ก็เหมือนจะไม่รู้เลย ขณะนี้ ตัวเองอยู่ตรงไหน ตลอดทางที่ขับรถผ่านมา เธอไม่ได้เห็นอะไรเลย...นอกเสียจากเนินเขาที่มีหิมะปกคลุมอยู่จนขาวโพลน ไล่ระลอกกันอยู่สุดลูกหูลูกตา
หิมะสีเทาปกคลุมอยู่บนไหล่ของสองข้างทางหลวง ขณะที่เลย์นชะลอรถให้ช้าลงเรื่อย ๆ เพื่อที่จะไม่เลยทางเลี้ยวนั้นไป ทันใดนั้น เธอก็มองเห็นเสาสูงสองต้นยืนตระหง่านอยู่ระหว่างแนวรั้วที่กั้นเป็อาณาเขตไว้ บอกให้รู้ ว่านั่นคือประตูทางเข้า มีป้ายที่ตรึงด้วยตะปูติดอยู่บนเสาต้นหนึ่งมีตัวอักษรบอกไว้ว่า
“ไร่ปศุสัตว์ อ๊อกซ์-โอ๊ค”
ประตูใหญ่ซึ่งเป็ทางเข้าไร่นั้นเปิดกว้างอยู่ มองเห็นถนนซอยที่แยกออกจากทางหลวง ตอนที่เลย์นเลี้ยวรถเข้าไปนั้น เธออดคิดไม่ได้ว่า มันไม่น่าจะถูกเรียกว่าถนนเลยด้วยซ้ำ เป็เพียงเส้นทางเล็ก ๆ ที่หิมะซึ่งตกลงมาปกคลุมไม่ได้ถูกกวาดออก แต่มองเห็นร่องรอยที่บอกให้รู้ว่ามันเป็ทางสัญจรเข้า - ออก เพราะล้อรถได้ทิ้งรอยยางไว้บนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยหิมะสีสกปรกอย่างเห็นได้ชัด
ทางเข้าไร่เส้นนั้นคดเคี้ยววนเวียนไปตามสันเขาและหุบเขาที่ลูกเนินลาดลงไปสู่ เธอขับรถลึกเข้าไป... ลึกเข้าไปในพื้นแผ่นดินที่ขรุขระ โดยที่ไม่ได้มองเห็นสิ่งมีชีวิตเลยแม้แต่น้อย เลย์นเกือบจะแน่ใจอยู่แล้วว่าตัวเองจะต้องเลี้ยวเข้ามาในทางผิด แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีกเพียงชั่วครู่ก็มองเห็นควันบาง ๆ ลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าสีครามเบื้องบนอยู่ข้างหน้า