นับตั้งแต่เริ่มกิจการเรือนพักผ่อนมาสำหรับโรงเตี๊ยมกับโรงผ้าของพวกเขา ย่อมได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อยเพียงแต่ดีที่ตอนนี้ความนิยมของเรือนพักผ่อนค่อยๆ ลดลงเนื่องจากคดีในสองวันก่อน หลายวันมานี้กิจการของโรงเตี๊ยมกลับมาดีกว่าสมัยก่อนมากนัก
เสิ่นว่านเหลี่ยงเองก็พูดความจริงหลังจากกลับมาวันแรกชีเหนียงก็ให้โจวย่าอวิ๋นรวบรวมคนที่ไม่เคยสร้างปัญหาให้และอยากร่วมงานกับเรือนพักผ่อนมา
“เถ้าแก่ทั้งหลายนี่คือนายหญิงของเรา วันนี้ทุกท่านมีคำร้องขออะไรก็คุยกับนายหญิงของเราได้เลย”
โจวย่าอวิ๋นเคยพบปะกับคนเหล่านี้ดังนั้นหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายรู้จักกันแล้ว ก็คอยแนะนำสถานการณ์ของผู้พูดอยู่ข้างๆชีเหนียงเป็นพักๆ
“นายหญิงลั่วครั้งนี้ที่พวกข้ามาก็เพราะต้องการเจรจาร่วมค้าขายกับเรือนพักผ่อน เพียงแต่…”
ผู้พูดคือเถ้าแก่เซี่ยแห่งร้านขายเสบียงข้าวสารในเมืองอันครั้งนี้เขาถูกบังคับให้เป็นตัวแทนกลุ่ม ดังนั้นจึงออกโรงคุยกับชีเหนียงก่อน
ไม่ต้องรอให้เถ้าแก่เซี่ยบอกเหตุผลชีเหนียงก็พูดแทนเขา “เพียงแต่เพราะก่อนหน้านี้เราเกี่ยวพันกับคดีของทางการตอนนี้ชื่อเสียงจึงไม่สู้แต่ก่อน แม้ว่าพวกท่านมีใจอยากร่วมงานกับเราแต่ก็กลัวจะได้รับผลกระทบจากเรือนพักผ่อน”
เถ้าแก่เซี่ยถูกชีเหนียงเอ่ยความในใจแทนพลันรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย เพียงแต่ในฐานะพ่อค้าสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีผลประโยชน์ จากสภาพของเรือนพักผ่อนพวกเขาเป็นเพียงกิจการขนาดเล็ก ย่อมต้องพิจารณาให้มากหน่อย
“เป็นที่ขายหน้าให้นายหญิงลั่วแล้วพวกข้าล้วนคือสามัญชนธรรมดา ไม่มีพื้นเพที่เข้มแข็งดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ต้องระมัดระวังตัวสักหน่อย”
“ความกังวลของเถ้าแก่เซี่ยข้าเข้าใจดีเดิมทีการทำการค้าก็ให้ความสำคัญเรื่องความจำยอมของทั้งสองฝ่าย แต่เรื่องการค้าขายทุกคนก็เข้าใจดี การจะตัดสินว่าการค้าขายนี้จะสำเร็จได้หรือไม่นั้นคือเรื่องยากพวกท่านมีสิ่งกังวลใจ ข้าเข้าใจได้ เพียงแต่หากต้องการให้ข้ารับรองว่าการร่วมงานในอนาคตจะมีกำไรโดยไม่ขาดทุนเลย ข้าลั่วชีเหนียง แม้มีความสามารถคับฟ้าเกรงว่าก็คงไม่อาจทำได้เช่นกัน”
ชีเหนียงรู้ว่าพวกเขาอยากได้การรับประกันและคำมั่นสัญญาจากนางแต่เรื่องค้าขายจะมีอะไรรับรองได้ ปัจจัยภายนอกมากมายเกินไปหากนางให้คำมั่นสัญญามั่วๆ ออกไป ถ้าสำเร็จก็เป็นเรื่องน่ายินดี แต่หากล้มเหลวนางมิกลายเป็นหนูที่ต้องหลบซ่อนในโพรงหรือ ดังนั้นนางจึงพูดอย่างชัดเจนว่าให้พวกเขาตัดสินใจ
คำพูดเดียวของชีเหนียงทำให้เกิดคลื่นท่ามกลางพวกเขาจนคนทั้งหมดต้องสุมหัวคุยกันเถ้าแก่เซี่ยผู้เป็นคนกลางก็ลำบากใจเดิมทีการให้ผู้อื่นพูดคำมั่นสัญญาก็เป็นเรื่องไร้สาระอยู่แล้ว แม้เป็นตัวเขาเองก็ไม่มีทางยินยอมแน่
“ท่านพูดได้ถูกต้องไม่มีผู้ใดสามารถรับประกันว่าทุกอย่างจะราบรื่น เพียงแต่…” เถ้าแก่เซี่ยพูดไม่ออกจริงๆว่านางจำเป็นต้องพูดอะไรเพื่อเป็นการรับรอง
เพียงแต่เขาไม่พูดก็ใช่ว่าคนอื่นจะไม่พูด “นายหญิงลั่ว!”
เถ้าแก่คนหนึ่งที่นั่งตรงมุมและดูหนุ่มกว่าเถ้าแก่คนอื่นๆลุกขึ้น “พวกข้าก็ทราบดีว่าเรื่องราวมิอาจเป็นไปตามที่คาดการณ์ได้ทุกอย่างแต่อย่างน้อยนายหญิงลั่วก็ต้องบอกกับพวกข้าว่าจะร่วมงานกันอย่างไรพวกข้าจึงจะไตร่ตรองได้ มิใช่หรือ?”
ชีเหนียงเงยหน้าขึ้นมองคนที่ดูอวดเบ่งในสายตานางพลันยกยิ้มมุมปาก ไม่ว่าไปถึงไหนก็ต้องมีคนที่เอาแต่ความคิดตนเองเป็นใหญ่สินะ
สำหรับคนประเภทนี้ชีเหนียงไม่คิดจะคุยกับเขาโดยตรง จึงนั่งลงจิบชาอย่างละเมียดละไม คนที่ถูกเมินย่อมไม่พอใจและส่งเสียงฮึดฮัด
“นี่คือนายหญิงแห่งเรือนพักผ่อนสินะช่างหน้าใหญ่สมกับที่คาดไว้ ในเมื่อเจ้าไม่อยากคุยกับเราเหตุใดวันนี้จึงต้องเรียกเรามาที่นี่? นี่คิดจะกลั่นแกล้งพวกเราชัดๆ!”
สำหรับการพูดจาหาเรื่องของเขาชีเหนียงหาได้สนใจไม่
โจวย่าอวิ๋นกลับยิ้มแย้มเข้าไปไกล่เกลี่ย “เถ้าแก่ท่านนี้ดูแล้วยังหนุ่มยังแน่นก่อนหน้านี้ไม่เคยเจอกันมาก่อน ไม่ทราบว่าเป็นตัวแทนของร้านไหนหรือขอรับ?”
สำหรับสถานะของชายหนุ่มผู้นี้โจวย่าอวิ๋นเกิดความสงสัยใคร่รู้ เขาเคยเจอคนอื่นๆ มาก่อน เพียงแต่คนที่กำลังพูดนี้เขาไม่เคยเห็นเมื่อถูกตั้งข้อสงสัย ชายคนนั้นก็ผายมือ
“ข้าคือคนของจวนสกุลจวงที่อยู่ทิศตะวันออกของเมืองครั้งนี้นายท่านข้าไม่สบาย นายท่านจึงส่งข้ามาเพื่อหารือการค้า”
สกุลจวงที่อยู่ทิศตะวันออกของเมืองถือเป็นหนึ่งในเศรษฐีของเมืองอัน โจวย่าอวิ๋นพยักหน้าแสดงท่าทีเข้าใจ
“อ้อที่แท้ก็คนของสกุลจวง เพียงแต่ก่อนหน้านี้ที่ไปเยี่ยมเยียนจวนสกุลจวงผู้ที่ต้อนรับข้าคือพ่อบ้านสกุลจวง แต่ไม่เคยพบท่านมาก่อน ไม่ทราบว่ามีคนที่สามารถยืนยันตัวตนของท่านได้หรือไม่?”
ชายหนุ่มที่ถูกตั้งข้อสงสัยเป็นครั้งที่สองเรื่องตัวตนของตัวเองนั้นก็โมโหจนตัวสั่น “โจวย่าอวิ๋นตัวดีเรือนพักผ่อนตัวดี นี่ไม่เห็นสกุลจวงของเราอยู่ในสายตาเลยหรือ!”
เมื่อเห็นเขาเดือดดาลโจวย่าอวิ๋นก็อธิบาย “มิใช่ว่าเราไม่เห็นสกุลจวงอยู่ในสายตาเพียงแต่ก่อนหน้านี้เรือนพักผ่อนของเราเคยเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทุกท่านก็ทราบดีเพื่อเลี่ยงปัญหายุ่งยาก เราย่อมต้องระมัดระวังตัวไว้สักหน่อยในเมื่อสหายบอกว่าเป็นคนของสกุลจวง สกุลจวงเป็นตระกูลที่มีหน้ามีตาในเมืองอัน ย่อมต้องมีคนรู้จักสหายที่เป็นคนของสกุลจวงอยู่แล้ว”
ความหมายชัดเจนมากขอเพียงเจ้าคือตัวจริง จะต้องมีคนพิสูจน์ตัวตนของเจ้าได้แน่ หากเจ้าคือตัวปลอมเช่นนั้นการกระทำของเจ้าก็จะเป็นปัญหาใหญ่
ชายหนุ่มเหงื่อซึมทั่วศีรษะเขาคือบ่าวของสกุลจวงจริงๆ เพียงแต่ว่าเป็นแค่คนเฝ้าประตูนายท่านหารือกับนายท่านเสิ่นแห่งโรงเตี๊ยมสี่ฤดูไว้ ว่าไม่มีทางร่วมงานกับเรือนพักผ่อนอันหยางเด็ดขาดวันนี้เขาอ้างชื่อของนายท่านก็เพราะรับเงินมาจากผู้อื่นและอยากก่อความวุ่นวายที่นี่ตอนนี้พอถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องตัวตน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะหวาดกลัว
“ข้าคือบ่าวสกุลจวงแน่นอนอยู่แล้วไม่เชื่อเจ้าก็ลองส่งคนไปสืบเดี๋ยวก็รู้เอง”
เขาคือคนของสกุลจวงหรือไม่เขาย่อมรู้ดีแก่ใจ ในเมื่อพูดเช่นนี้ก็แสดงว่าตัวตนของเขานั้นเป็นความจริง
“ในเมื่อสหายกล่าวเช่นนี้เห็นได้ว่าข้าใจแคบไปเอง” โจวย่าอวิ๋นยกน้ำชาบนโต๊ะชูขึ้นไปทางเขา “ข้าขอใช้น้ำชาจอกนี้แทนการขอขมาต่อสหายด้วย” ขณะพูดก็ดื่มจนหมดจอก
ชายหนุ่มเองก็ยกน้ำชาขึ้นเลียนแบบเขาและดื่มจนหมด
เหตุการณ์นี้ตกอยู่ในความเงียบชีเหนียงถึงวางจอกน้ำชาลงอย่างใจเย็น นางส่งสายตาให้โจวย่าอวิ๋นอีกฝ่ายรีบอาศัยจังหวะที่คนไม่สนใจ ออกไปอย่างเร่งรีบ
“สำหรับเรื่องที่ว่าจะร่วมงานกันอย่างไรใช่ว่าข้าไม่อยากบอก หากแต่แผนนี้เกี่ยวพันถึงการพัฒนาของเรือนพักผ่อนอันหยางในอนาคตหากเถ้าแก่ทุกท่านไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะร่วมงานกับเรือนพักผ่อนอย่างจริงใจเกรงว่าชีเหนียงคงไม่กล้าบอกเล่ารายละเอียดกับทุกท่านได้จริงๆ”
สิ่งที่ชีเหนียงกังวลอันที่จริงทุกคนก็คาดคะเนได้ กลยุทธ์กิจการคือสิ่งที่ล้ำค่า หากพูดอย่างละเอียดขอเพียงมีคนคิดไม่ซื่อ ก็เลียนแบบไปได้ทั้งหมด
เถ้าแก่เซี่ยพยักหน้าเห็นด้วย “นายหญิงลั่วพูดได้ถูกต้องเพียงแต่หากไม่บอกว่าจะร่วมงานอย่างไร เกรงว่าเราคงไม่กล้าตัดสินใจในทันทีหรือไม่นายหญิงลั่วลองเปิดเผยมาสักเล็กน้อยพวกข้ารับรองว่าจะเป็นความลับไม่มีออกไปสู่ภายนอกแน่”
คนทั้งหมดคล้อยตามทันที “นายหญิงลั่ววางใจได้พวกข้าย่อมรู้ดีถึงความหนักเบาของเรื่องนี้ดี ไม่มีทางพูดไปเรื่อยแน่”
-----