นี่ก็เป็โลกสีครามอีกใบที่ถูกยึดครองโดยสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์ แม้ว่าพวกเขาจะมีวิถีชีวิต และประเพณีเหมือนกันกับมนุษย์ในโลกมิติอื่นๆ แต่! วิทยาการที่พวกเขาอยู่ก็สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ
เทคโนโลยีจักรกลที่ก้าวหน้า และ ศาสตร์แห่งเวทมนตร์ที่สามารถดลบันดาลได้ทุกสิ่ง
อย่างไรก็ตาม มนุษย์ ก็ยังคงเป็มนุษย์อยู่วันยังค่ำ พวกเขาถูกครอบงำชักจูงด้วยเงาของบาปทั้ง 7 และสิ่งยั่วยุลุ่มหลงงมงายอันไม่มีที่สิ้นสุดทำให้ผู้คนเริ่มเห็นแก่ตัว จนท้ายที่สุด พวกเขาก็หันหลังให้กับศีลธรรม และเปิดากับเผ่าพันธุ์เดียวกันเอง
ไฟาระหว่าง ‘จักรวรรดิจักรกล’ ของกลุ่มผู้เทคโนโลยีจักรกล และ ‘ดินแดนแห่งเวทมนตร์’ ของเหล่าจอมเวทได้ลุกลามไปทั่วทุกหนแห่ง มันบังคับให้มนุษยชาติแบ่งฝักแบ่งฝ่ายออกเป็ 3 ขั้วอำนาจ โดยไม่ลืมที่จะขีดเส้นสมมุติแบ่งแยกโลกอันบริสุทธิ์ออกเป็ 3 ส่วน !
เขตแดนโลกส่วนที่ 1 [ประชากร 350 ล้านคน]
พวกเขาเรียกตัวเองว่า “จักรวรรดิจักรกล หรือ ชาวผืนโลก” ชาวผืนโลกจะใช้เทคโนโลยีจักรกลเท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือพวกเขาปฏิเสธที่จะใช้เวทมนตร์ และมองว่าการใช้มัน เป็การหยามเกียรติของมนุษยชาติ
( พวกเขาดินแดนแถบทวีปทางตอนใต้ของโลก )
เขตแดนโลกส่วนที่ 2 [ประชากร 145 ล้านคน]
ถูกขนานนามว่า “ดินแดนแห่งเวทมนตร์ หรือ ชาวผืนน้ำ, จอมเวท” ชาวผืนน้ำต่างได้รับการฝึกฝนในการใช้ศาสตร์เวทซึ่งต่างจากชาวผืนโลก ชาวผืนน้ำมองว่าเวทมนตร์เป็หนึ่งในความสามารถของมนุษย์ และพวกเขาตอกย้ำความเหนือกว่าด้านวิทยาการด้วยการย้ายลงไปตั้งถิ่นฐานที่ใต้มหาสมุทร
( พวกเขาดินแดนแถบทวีปทางตอนเหนือของโลก )
เขตแดนโลกส่วนที่ 3 [ประชากร 5 ล้านคน]
ทั่วโลกรู้จักในนาม “อาณาจักรเวทจักรกล, เมืองแห่งสันติภาพ หรือ ชาวผืนฟ้า” พวกเขาคือกลุ่มคนที่ไม่ฝักใฝ่าเมื่อถูกบังคับให้เลือกข้าง พวกเขาจึงย้ายไปตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็ “สาธารณรัฐอัลคีเนีย” ซึ่งเป็ประเทศเดียวที่ใช้ทั้งเทคโนโลยีจักรกลผสมผสานไปกับเวทมนตร์ ซึ่งเรียกว่าเวทจักรกล แน่นอนว่าพวกเขาแข็งแกร่งมากแม้ว่าจำนวนของผู้ร่วมอุดมการณ์เมืองแห่งสันติภาพจะน้อยนิด
- รู้จักในอีกชื่อ พวกรักสันติ, นกสองหัว, คนทรยศ
(สาธารณรัฐอัลตีเนียมีดินแดนที่ตั้งอยู่บนโลกด้วย)
าโลกในครั้งนั้นถูกขนานนามว่า าเวทจักรกล ซึ่งมันแผดเผาอยู่โลกนานนับพันปี และในที่สุด ภาพรวมของความสูญเสียก็สามารถเจาะทะลุเข้ากะโหลกหนาๆ ที่แสนจะเย่อหยิ่งของมนุษย์ได้
แม้ความขัดแย้งยังคงอยู่ แต่พวกเขาก็ยุติาลง และกล่าวคำปฏิญาณว่าจะต่างคนต่างอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
หลังาจบ 3 ขั้วอำนาจ ก็ถูกลดบทบาทลงไปด้วย ซึ่ง
จักรวรรดิจักรกลแยกตัวออกเป็ 85 ประเทศ (ประเทศมหาอำนาจฝั่งชาวผืนโลกคือ จักรรรดิไกอาเดียห์)
ดินแดนแห่งเวทมนตร์แยกตัวออกมาเป็ 11 ประเทศ (ประเทศมหาอำนาจฝั่งชาวผืนน้ำคือ สหพันธรัฐแมเร็น)
และ อาณาจักรเวทจักรกล ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากามากนัก ได้ยื่นมือเข้าช่วยฟื้นฟูประเทศที่แยกตัวออกจาก 2 ขั้วอำนาจใหญ่ และยังคงวางตัวเป็กลางระหว่างจักรวรรดิไกอาเดียห์ และสหพันธรัฐแมเร็น
ต่อมาทั่วโลกต่างอภัย และยอมรับกันและกัน พวกเขาทำการค้าขาย กระชับสัมพันธ์ และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เหลือก็เพียง 2 ประเทศั์ใหญ่ที่เปรียบเสมือนเงาของขั้วอำนาจเดิมนั่นที่ยังไม่ยอมญาติดีกัน ทั้งยังมีการวิวาทกันหลากหลายประเด็นเรื่อยมา แต่อย่างน้อย าก็สงบมาได้ถึง 200 ปีแล้ว
เป็ที่น่าเสียดายที่โลกไม่เคยราบรื่น สิ่งล้ำค่าอย่างศาสตร์จักรกล และศาสตร์เวทที่มนุษย์ได้นี้ ต่างต้องจ่ายคืนด้วยค่าตอบแทนที่มหาศาล ...ในขณะที่ศาสตร์จักรกลนำความศิวิไลซ์มาสู่มนุษย์ มันก็ได้สร้างมลพิษกัดกร่อนทำลายโลกในทุกวินาที และทุกครั้งที่มนุษย์อาจหาญใช้ศาสตร์เวท เวทมนตร์ก็ได้ทำลายระบบดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ไปเช่นกัน
แต่ไม่ว่าจะด้วยทางตรงหรือทางอ้อม สองศาสตร์สุดวิเศษนี้ก็ได้สร้างผลกระทบกับระบบสืบพันธุ์ในมนุษย์ชนรุ่นหลังเรื่อยมา แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคืออัตราการรอดชีวิตของทารกที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ
...จุดเริ่มต้นของการสูญสิ้นเผ่าพันธ์ุมนุษย์ได้เริ่มขึ้นแล้ว
ทำความรู้จักกับตัวละครหลัก :
( เื่ราวจะโฟกัสที่สามเกลอ )

เอเดรียน
อายุ 15 ~ 16
พลเมืองของสหพันธรัฐแมเร็น
“เขาคือจอมเวทอายุน้อยผู้จริงจัง และเก่งกาจ ! ”

เซนวาเดีย
อายุ 15 ~ 16
พลเมืองของสาธารณรัฐพอมรีเนียน หนึ่งในประเทศที่แยกตัวจากจักรวรรดิจักรกล
“ผมไม่ได้ฉลาดขนาดนั้นหรอกครับ ก็แค่หัวไวนิดหน่อยเอง”

ชาร์เลียซิส
อายุ 15 ~ 16
พลเมืองของสาธารณรัฐอัลคีเนีย
“เธอคือนักโทษปริศนา ที่เต็มไปด้วยปริศนาอีกที”

P.S. เอวาซิส ผู้พิชิตาเวทจักรกล ไม่มีการล้อเลียนพาดพิงอิงแอบประวัติศาสตร์ของชาติ หรือตัวบุคคลใด ๆ