บทนำ เหมันต์ฤดู
รัชศกเหมินซีเจ๋อ ปกครองแว่นแคว้นโดยวีรบุรุษผู้โจษจัน พระนามว่า ลิ่วซีเจ๋อหวงตี้ เหมันต์ฤดูปีนั้นมาเยือนเร็วกว่าทุกปี หลังเสร็จาชาวเมืองล้วนมีปัญหาปากท้อง แผ่นดินที่เคยเป็สีทองกลายเป็สีแดงฉานในชั่วข้ามคืน ประชาชีโอดครวญถึงเสรีภาพ ต่างสาปแช่งลับหลังขอให้ฮ่องเต้ทรราช ตายวันตายพรุ่ง!
กระทั่งวันที่ท้องฟ้าโปร่งใสมาเยือน ขุนนางหนุ่มอนาคตไกลถือทวนกระหายโลหิตคู่ใจ ไล่ปลิดชีพศัตรูั้แ่ชายแดนยันแท่นบัลลังก์ ฮ่องเต้ทรราชที่มั่นอกมั่นใจว่าตนนั้นปรีชาสามารถ ต่างพ่ายแพ้ให้กับคนรุ่นหลัง
หลี่ฮั่นเหลียง ผู้เป็ดั่งเทพา มีอำนาจถือตราพยัคฆ์ควบคุมกองทัพนับแสนนาย ในตำแหน่งต้าซือหม่าต้าเจียงจวินผู้ยิ่งใหญ่ แม้หลี่ฮั่นเหลียงหันไปหนุนหลังอ๋องสามที่เป็เพียงโอรสของนางสนมชั้นเฟยกับอดีตฮ่องเต้พระองค์ก่อน แต่จะครหาว่าหลี่ฮั่นเหลียงเป็ฏไม่ได้เด็ดขาด!
ทันทีที่ฮ่องเต้ทรราชสิ้นชีพจร ชาวแคว้นต่างยกยอปอปั้น ให้หลี่ฮั่นเหลียงเป็ดั่งเทพเซียน ผู้ลงมาอำนวยพรและปลดแอกให้แก่สรรพชีวิต ส่วนอ๋องสามที่เริ่มสถาปนาตนขึ้นเป็ผู้ครองแคว้น แม้ไม่ได้มีสายเืั์ที่บริสุทธิ์นัก แต่จิตใจนั้นเที่ยงธรรมแน่วแน่ หาได้มีมลทินให้มัวหมองไม่
ด้วยผลงานใหญ่ที่หลี่ฮั่นเหลียงสร้าง สมควรปูนบำเหน็จประทานรางวัลอย่างใหญ่หลวง
แม่ทัพหนุ่มอนาคตไกล ถูกแต่งตั้งขึ้นสู่ตำแหน่งใหญ่ เป็ท่านราชเลขาธิการที่อยู่เหนือขุนนางนับร้อยชีวิต มีอำนาจล้นพ้นสามารถชี้เป็สั่งตายได้ด้วยปลายนิ้ว ที่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ทำเช่นนี้ ก็เพื่อ้าถ่วงดุลอำนาจเหล่าอัครเสนาบดีทั้งหลาย
ฮ่องเต้ผู้มีปูมหลังน่าอนาถเป็แค่อ๋องสามที่ ลิ่วซีเจ๋อหวงตี้ จ้องจะเด็ดหัว บัดนี้ก้าวขึ้นสู่แท่นทองคำ สถาปนาตนเป็าาพระองค์ใหม่ นามว่า อี้ซางจิ่วหวงตี้ แผ่นดินสีแดงฉานที่เหม็นโฉ่กลิ่นคาวเืค่อย ๆ ถูกชะล้าง ทุกหัวมุมเมืองมีการบูรณะซ่อมแซมอย่างรวดเร็ว ทำให้การปกครองภายใต้กษัตริย์ อี้ซางจิ่วหวงตี้ เป็ที่น่าเลื่อมใสจากประชาชีทั่วทุกหนทุกแห่ง...
เื่ราวเหล่านี้กลายเป็เื่เล่ายอดฮิตในวงสุรา ั้แ่วันนั้นจวบจนวันนี้เวลาก็ล่วงเลยไปกว่าหกปีเต็ม หลี่ฮั่นเหลียงชื่อนี้ไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก…
“มาพวกเรา! วันนี้เทศกาลโคมไฟ ดื่มกันให้มากหน่อย”
สหายกองทัพหนึ่งโขยงกำลังร่ำสุราพันจอกในหอเทียนเหย้าแห่งจิ่วโจวอย่างครึกครื้น หนึ่งในนั้นกำลังเมาได้ที่ แล้วลุกจากเก้าอี้หัวกลมขึ้นมาชูไหสุราเหนือหัว ร่วมดื่มไปพร้อมกันกับพี่น้องทหารที่เคยร่วมเป็ร่วมตายกันมาอย่างยาวนาน
ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกของเหล่าทหารผ่านศึก หลี่ฮั่นเหลียงผู้เป็หัวโต๊ะ นั่งมองเหล่าพี่น้องด้วยสีหน้าเอิบอิ่ม นานแล้วที่ไม่ได้กลิ่นอายของการมีชีวิตอยู่ หกปีที่ผ่านมาหลี่ฮั่นเหลียงรับตำแหน่งราชเลขาธิการ อำนาจในมือมาก ความรับผิดชอบก็มาก ด้วยเหตุนี้จึงเข้มงวดกวดขันกับตนเองอย่างไร้ขอบเขต
ทว่าไม่นานนัก เสียงแ่ที่แสนนอบน้อมของชายผู้หนึ่งก็ดังแว่วจากทางด้านหลัง เป็เสี่ยวเอ้อร์แห่งหอเทียนเหย้า ที่นำสาสน์จากคำพูดของแม่นางเฉิง เฉิงซูเซียวมาถ่ายทอดให้ฟังอย่างอิดออด
“คุณชายหลี่ แม่นางเฉิงมารอพบท่านอยู่ด้านนอก หมายจะร่วมปล่อยโคมไฟแล้วอธิษฐานความในใจไปพร้อมกับท่านขอรับ”
หลี่ฮั่นเหลียงเอี้ยวหางตากลับไปมองอย่างเรียบเฉย ก่อนจะเอื้อมมือลงไปคว้าไหสุราขึ้นกรอกปากอึกใหญ่ แล้วใช้ชายเสื้อสีน้ำตาลเหลือบทองซับมุมปากอย่างเนิบช้า แต่กว่าจะเปล่งเสียงออกมาได้แต่ละประโยค ทำเอาพนักงานบริการตัวน้อย ๆ เหงื่อแตกพลั่กหายใจไม่ทั่วท้อง
“หากได้ยินเ้าเอ่ยชื่อนางอีก ข้าจะทำให้เ้าพูดไม่ได้ทั้งชีวิต”
หลี่ฮั่นเหลียงพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าหางตาดันฉวัดเฉวียนไม่สบอารมณ์
ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาองอาจโบกมือแทนคำพูด ประหนึ่งสั่งให้เหล่าทหารใต้บัญชาดื่มกินได้เต็มที่ จากนั้นก็เดินฝ่าออกจากวงสุราสู่ถนนสายหนึ่ง ที่เงียบงันและไร้เสียงประทัด ปล่อยให้แม่นางน้อยเฉิงรอเก้อแค่ฝ่ายเดียว...
ไม่นานนัก…
หิมะแรกก็มาเยือน ละอองสีขาวบางเบาดุจปุยนุ่นหล่นจากฟากฟ้าไม่ต่างจากหยาดพิรุณ อากาศรอบกายเริ่มหนาวเย็นไล่ระดับ แต่ความหนาวเย็นเ่าั้ไม่สามารถทำให้ชายร่างสูงอย่างหลี่ฮั่นเหลียงสะทกสะท้านได้แม้แต่น้อย ฤทธิ์สุราแรงโหมอยู่ในกาย ต่างร้อนรุ่มดั่งไฟสุมทรวง ใบหน้าที่เคยขาวละเอียด บัดนี้ทั้งแดงปลั่งน่าพิสมัย
“เ้ามองอะไร?”
ชายร่างสูงแปดฉื่อััได้ถึงสายตาคู่หนึ่ง ที่กำลังจ้องมองตนอย่างมีนัย เ้าของสายตาคู่นั้นดูน่าเวทนามากกว่าน่าสงสัย แม้หลี่ฮั่นเหลียงเป็นักรบที่กระหายการเข่นฆ่า และมีอำนาจบาตรใหญ่ในราชสำนัก หากแต่ชายผู้นี้หาใช่ประมุขเผ่ามารที่ไร้ซึ่งความเมตตาตนนั้น
ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเ็าและแ่เบา ทว่าดวงตาของเขากลับทรงอำนาจ เสียจนผู้สอดประสานต้องเบือนหน้าหนีในบัดดล ขอทานตัวน้อยดูน่าสงสารร่างกายสั่นเทา ไม่รู้เพราะหวาดกลัวสายตาเพชฌฆาตของหลี่ฮั่นเหลียง หรือสั่นเทาเพราะความเหน็บหนาวกันแน่
“ขะ…ข้าหิว”
จมูกน้อยหดฟุดฟิดขณะขานตอบด้วยน้ำเสียงริบหรี่ แต่นั่นก็ดังพอที่จะให้ชายตรงข้ามหยุดเท้าพินิจพิจารณา ในสายตาของหลี่ฮั่นเหลียงเห็นท่าทางของขอทานน้อย ก็นึกแปลกใจ ไม่เคยเห็นใครย่นจมูกได้น่าสงสารขนาดนี้มาก่อน
“จมูกดีขนาดนี้ หากบอกว่าเ้าเป็สุนัข...ข้าคงเชื่อได้ง่าย ๆ”
หลี่ฮั่นเหลียงเอ่ยกับนางอย่างเป็มิตร ก่อนจะหมุนฝ่าเท้าแวะเข้าไปทักทายสหายตัวน้อยอย่างไม่นึกถือสา ในมือยื่นซาลาเปาลูกหนึ่งให้แทนคำทักทาย สำหรับคนเร่ร่อนที่ไม่เคยได้รับความเมตตาจากผู้ใด รู้สึกซาบซึ้งเกินบรรยาย วินาทีนี้คล้ายว่าห้วงเวลาหยุดหมุนไปชั่วขณะ
“หลี่ฮั่นเหลียง ท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่แห่งจิ่วโจว ผู้เป็ดั่งเทพา”
สาวน้อยทวนคำพูดในหัวคิด...พร้อมสีหน้าที่อึ้งงัน กว่าจะรู้ตัวอีกทีท่านราชเลขาธิการผู้หล่อเหลาก็เดินจากไปไกล พร้อมด้วยน่านฟ้าที่มืดมิด มีแสงสว่างของโคมไฟนับร้อยดวงลอยลิ่วอย่างน่าอัศจรรย์ โคมไฟพวกนั้นเปรียบเสมือนตัวแทนของคู่รักชายหญิงทั่วทั้งจิ่วโจว
เทศกาลโคมไฟที่ครึกครื้นเช่นนี้ ท่านราชเลขากลับปลีกตัวออกมาเดิน ในถนนเส้นหลังเมืองอย่างโดดเดี่ยว แท้จริงแล้วคนผู้นี้เป็คนอย่างไรกันแน่?
ขอทานน้อยได้แต่โอบซาลาเปาลูกกลมเอาไว้ในมือ แล้วอังลมปากปัดเป่าความเหน็บหนาว นอกเหนือจากซาลาเปาวิเศษก้อนนี้ ยังมีผ้าคลุมขนสัตว์ผืนใหญ่...คลุมอยู่บนกายขอทานน้อยผู้น่าสงสาร เป็หลี่ฮั่นเหลียงที่ทิ้งเอาไว้อย่างไม่นึกเสียดาย แม้ของสิ่งนี้มีมูลค่าราคาแพงจำพวกซื้อข้าวเปลือกได้สิบกระสอบก็ตาม
เพื่อช่วยหนึ่งชีวิตให้รอดพ้นจากค่ำคืนที่เหน็บหนาวและเปล่าเปลี่ยว เขากลับไม่นึกเสียดายสิ่งของนอกกายเหล่านี้ ในสายตาของขอทานน้อย เลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านราชเลขาธิการหนุ่มอย่างสนิทใจ
ชายเร่ร่อนสองคนผ่านมาเห็นผ้าคลุมขนสัตว์อันโดดเด่น มีหรือที่พวกอันธพาลยาจกจะไม่สะดุดตากับของสิ่งนี้ ชายร่างผอมคนหนึ่งเข้าไปคว้าซาลาเปาในมือขอทานน้อยมาคาบหมับไว้คาปาก แล้วแย่งผ้าคลุมขนสัตว์มาห่มไว้กับตัว “ของดีนี่!”
ขอทานน้อยผู้ไร้หนทางสู้ พยายามลุกขึ้นสู้สุดใจ และแน่นอนว่าตัวนางไร้ทางสู้ ถูกรังแกต่อยตีจนล้มพับไปนอนขดตัวอยู่ข้างก้อนฟางที่เริ่มมีผงหิมะปกคลุมจาง ๆ
“อย่านะ เอาผ้าคลุมคืนมา”
เสียงแ่ ๆ ดังลอดลำคอ ก่อนที่นางจะหลับตาพริ้มแล้วหมดสติลง…