สายลมยามใกล้รุ่งพัดผ่านซากปรักหักพังของพระราชวังหลวงตี้ตู เสียงกรีดร้องและแรงะเิที่เคยะเืเลื่อนลั่นตลอดทั้งคืนบัดนี้เงียบสงบลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลุ่มควันสีดำที่ยังคงลอยล่องขึ้นสู่ฟากฟ้า กลิ่นคาวโลหิตแฝงไออัปมงคลของปราณัทมิฬค่อย ๆ ถูกชะล้างด้วยแสงทองแรกของวันใหม่ที่ขอบฟ้าทิศตะวันออก
หลินเฟิงยืนนิ่งอยู่บนยอดกำแพงวังที่พังทลายครึ่งซีก หน้ากากเหล็กของเขาถูกถอดออกชั่วคราว เผยให้เห็นใบหน้าคมคายดั่งรูปสลัก ทว่าแววตาสีทองคู่นั้นกลับลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ยากจะหยั่งถึง มือขวาของเขาประคองเศษผ้าฉลองพระองค์สีเหลืองทองของมู่หรงคังที่หลงเหลืออยู่ ก่อนจะปล่อยให้มันหลุดลอยไปตามลม
"นิกายมาร์ล่องหน..." หลินเฟิงพึมพำเสียงแ่ พลังปราณในร่างของเขาค่อย ๆ โคจรกลับคืนสู่ความสงบ ทะเลิญญาร้อยส่วนที่ผ่านการกรำศึกหนักยามนี้กลับยิ่งขยายขอบเขตและมั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ ดั่งเหล็กกล้าที่ผ่านการตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเตาหลอม
หลินเทียนห่าวก้าวเข้ามาหยุดยืนข้างกายลูกชาย ใบหน้าของอดีตพญาัแดนใต้ดูซูบซีดทว่าแววตากลับกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง "เฟิงเอ๋อร์ คำขู่สุดท้ายของมู่หรงคังไม่ใช่เื่เหลวไหล นิกายมาร์ล่องหนคือหนึ่งในสามขั้วอำนาจมืดที่ปกครองดินแดนรกร้างทางเหนือ พวกมันมีผู้ฝึกตนขอบเขต์ขั้นสูงอยู่ไม่น้อย และรูปแบบวิชาของพวกมันแฝงไปด้วยความหลากหลายและศาสตร์ลวงตาที่ยากจะป้องกัน"
"ข้าทราบครับท่านพ่อ" หลินเฟิงสวมหน้ากากเหล็กกลับคืนเข้าที่ แววตาสีทองประกายวาบ "ทว่าก่อนที่พวกมันจะมาถึง แผ่นดินต้าเซี่ยที่ไร้เ้านายในยามนี้ จำเป็ต้องมีผู้กุมบังเหียน เพื่อไม่ให้ราษฎรต้องเผชิญกับกลียุคจากขุนศึกสายอื่นที่คิดจะตั้งตัวเป็ใหญ่"
ในเวลาเดียวกัน ห่างออกไปนับพันลี้ ณ ยอดเขาเทียมฟ้าอันเป็ที่ตั้งของ **"หอพยากรณ์ดาราแดนใต้"** สำนักเก่าแก่ที่มีหน้าที่เฝ้ามองดวงชะตาของทวีป
บนหอคอยสูงที่ล้อมรอบด้วยม่านหมอกและกลไกค่ายกลโบราณ ชายชราผมขาวในชุดคลุมลวดลายกลุ่มดาวแปดทิศกำลังยืนเบิกตากว้าง มือที่ถือไม้เท้าหยกสั่นเทาจนเสียงแหวนโลหะกระทบกันดัง *กรุ๊งกริ๊ง* ไม่หยุด เบื้องหน้าของเขาคือกระดานดาราศาสตร์สำริดโบราณที่ยามนี้ แผ่นศิลาตรงกลางที่เป็ตัวแทนของ "ดวงตราจักรพรรดิแห่งต้าเซี่ย" ได้แตกกระจายเป็เสี่ยง ๆ
"ดาราจักรพรรดิมืดดับ... สายเืหงส์์สูญสิ้น..." เสียงของราชครูผู้พยากรณ์แหบพร่าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "เป็ไปได้อย่างไร? ราชวงศ์มู่หรงที่มีรากฐานนับร้อยปี มีปราณัใต้พิภพคุ้มครอง กลับถูกล้างบางภายในค่ำคืนเดียว! นี่มันไม่ใช่แค่การผลัดแผ่นดินธรรมดา ทว่ามันคือการพลิกฟ้าคว่ำดิน!"
ศิษย์เอกภิกษุหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังก้าวขึ้นมาใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด "ท่านอาจารย์ หรือว่าจะเป็ฝีมือของขุนศึกจากต่างแคว้น? หรือนิกายฝ่ายธรรมะทางตะวันตกขยับตัว?"
"ไม่ใช่..." ชายชราส่ายหน้าช้า ๆ ั์ตาฝ้าฟางจับจ้องไปยังเศษเสี้ยวพลังงานสีทองแดงที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนกระดานพยากรณ์ "มันคือดวงดาวดวงใหม่... ดาวเพชฌฆาตมรรคาภพที่เคยเลือนหายไปเมื่อสิบหกปีก่อน ยามนี้มันตื่นขึ้นแล้ว และมันกำลังแผ่รังสีข่มขวัญดวงดาวทุกดวงในสามภพ ไปแจ้งแก่าุโทุกท่าน... หอพยากรณ์ดาราจะปิดประตูงดแทรกแซงเื่ทางโลก สิบปีต่อจากนี้ แผ่นดินนี้จะเป็ของสัตว์ประหลาดตนนั้น!"
ณ ดินแดนรกร้างทางทิศเหนืออันหนาวเหน็บ ที่ซึ่งแสงตะวันไม่อาจส่องผ่านม่านเมฆสีทมิฬได้ตลอดทั้งปี บนยอดผาทรงหัวกะโหลกอันเป็ที่ตั้งของศาลามารอันศักดิ์สิทธิ์ บรรยากาศยามนี้กลับเต็มไปด้วยความกดดันที่ชวนให้หายใจไม่ออก
บุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่สร้างจากกระดูกอสูรทะเลทราย ร่างกายของเขาห่อหุ้มด้วยปราณสีม่วงเข้มจนมองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน มีเพียงดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งที่ส่องสว่างดั่งไฟนรก เขาคือ **"จอมมารล่องหน อินเฉวียน"** เ้าสำนักผู้ทรงอิทธิพลและน่าเกรงขาม
เบื้องล่างของบัลลังก์ มีผู้าุโสวมหน้ากากผีสามคนคุกเข่าอยู่ ร่างกายของพวกมันสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อต้องรายงานข่าวร้าย
"เรียนท่านเ้าสำนัก... สายสืบที่แฝงตัวอยู่ในตี้ตู่ส่งสารเร่งด่วนมาว่า มู่หรงคังและมู่หรงเสวี่ยสิ้นชีพแล้ว พระราชวังหลวงล่มสลาย ค่ายกลหมื่นหงส์กลืนโลหิตถูกทำลายจนหมดสิ้นขอรับ"
*ปัง!*
ที่วางแขนบัลลังก์กระดูกะเิออกเป็ผงธุลีด้วยแรงโทสะของอินเฉวียน ปราณมารสีม่วงพุ่งทะยานขึ้นฟ้าจนเมฆหมอกรอบยอดเขาแยกออกเป็เสี่ยง ๆ "พวกขยะ! ข้าอุตส่าห์มอบศาสตร์กลืนปราณัและสนับสนุนสายเืวิหคน้ำแข็งให้พวกมัน เพื่อให้มันทำหน้าที่เป็สุนัขเฝ้าศิลาสามภพชิ้นที่สองให้ข้า ทว่าพวกมันกลับตายด้วยน้ำมือของเด็กหนุ่มอายุไม่ถึงยี่สิบปีเนี่ยนะ?!"
"ท่านเ้าสำนัก โปรดระงับโทสะ" ผู้าุโหน้ากากผีตนหนึ่งรีบเอ่ย "ตามรายงาน เด็กหนุ่มผู้นั้นคือหลินเฟิง ทายาทที่รอดชีวิตของตระกูลหลิน มันวิชาที่หลากหลายและมีเพลิงสีขาวที่สามารถสลายตบะระดับ์ได้ในพริบตา ข้าคิดว่าในตัวมันต้องมีศิลาสามภพชิ้นแรกที่หายไปเมื่อสิบหกปีก่อนอย่างแน่นอน!"
เมื่อได้ยินคำว่า "ศิลาสามภพชิ้นแรก" ดวงตาสีแดงของอินเฉวียนพลันหรี่ลง ความโกรธแค้นแปรเปลี่ยนเป็ความโลภอันแรงกล้าในทันที
"หึ... ช่างรนหาที่ตายดียิ่งนัก" อินเฉวียนแค่นเสียงหัวเราะต่ำลึก "ศิลาสามภพคือคีย์สำคัญในการเปิดประตูสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ระดับ์ชั้นบน ข้าชิ้นสุดท้ายอยู่ ยามนี้ชิ้นแรกกลับมาหาข้าถึงที่ มีหรือที่ข้าจะไม่รับไว้? สั่งการลงไป... ส่ง 'แปดโลกันตร์ล่องหน' ไปยังตี้ตู สืบหาเบาะแสและจับตัวไอ้เด็กตระกูลหลินนั่นมาให้ข้าแบบเป็ ๆ ข้าจะทรมานมันจนกว่ามันจะยอมคายความลับทั้งหมดออกมา!"
ในตึกสูงเจ็ดชั้นใจกลางย่านการค้าของเมืองหลวงตี้ตู ที่ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้ในวังหลวงโดยตรง ทว่าบรรยากาศภายในกลับวุ่นวายไม่แพ้กัน พนักงานและผู้ดูแลบัญชีต่างวิ่งวุ่นขนย้ายเอกสารและตำราโอสถกันอย่างโกลาหล
บนห้องทำงานชั้นบนสุด **"เสิ่นว่านซาน"** ประธานสมาคมการค้าหมื่นโอสถประจำสาขาต้าเซี่ย ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมในชุดผ้าไหมราคาแพง กำลังนั่งหมุนแหวนหยกในมือด้วยท่าทางครุ่นคิด ข้างกายของเขามีหญิงสาวสวมชุดรัดรูปสีดำผู้เป็หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของสมาคม
"ท่านประธาน ยามนี้ราชวงศ์ล่มสลายแล้ว ตลาดโอสถและศิลาลมปราณในเมืองหลวงกำลังปั่นป่วน พวกเราควรจะถอนตัวออกไปยังอาณาจักรข้างเคียงชั่วคราวหรือไม่คะ?" หญิงสาวเอ่ยถาม
เสิ่นว่านซานยิ้มบาง ๆ แววตาของพ่อค้าผู้เจนโลกฉายประกายลุ่มลึก "ถอนตัวงั้นรึ? โง่เง่าสิ้นดี ยามที่มีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจ นั่นแหละคือ่เวลาที่ทำเงินได้มากที่สุด ราชวงศ์มู่หรงผุพังมานานแล้ว การที่พวกมันล่มสลายย่อมเปิดโอกาสให้ขั้วอำนาจใหม่ขึ้นมาแทน และจากที่ข้าจับตาดู... เด็กหนุ่มหลินเฟิงผู้นั้น ไม่ใช่คนบ้าอำนาจที่คิดจะทำลายล้างทุกสิ่ง ทว่าเขา้าความมั่นคงเพื่อกอบกู้ตระกูล"
เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองตรงไปยังทิศทางของพระราชวังหลวง "ไปเตรียมของขวัญระดับปฐีขั้นสูงสุด สมุนไพริญญาเก้าใบตาน และโอสถฟื้นฟูชีพจรระดับ์สามเม็ด ข้าจะเดินทางไปเข้าพบคุณชายหลินเฟิงด้วยตนเองในนามของสมาคมการค้าหมื่นโอสถ แผ่นดินต้าเซี่ยต่อจากนี้... จะมีตระกูลหลินเป็ผู้กำหนดทิศทาง และสมาคมของเราจะเป็พันธมิตรคนแรกของเขา!"
กลับมา ณ ลานพระราชวังหลวงตี้ตู
หลินเฟิงรับรู้ถึงกระแสสายตาและกลิ่นอายพลังงานที่กำลังเคลื่อนไหวรอบเมืองหลวงผ่านเนตรมรรคาภพ เขารู้ดีว่าการสังหารมู่หรงคังเป็เพียงการเปิดฉากฉากแรกของาระดับทวีปเท่านั้น ความหลากหลายของศัตรูที่จะก้าวเข้ามาต่อจากนี้ จะไม่ง่ายเหมือนพวกราชวงศ์มู่หรงอีกต่อไป
"ท่านพ่อ..." หลินเฟิงหันไปหาบิดา "ข้าจะตั้งค่ายกล 'สัจธรรมเก้า์คุ้มครอง' ครอบคลุมวังหลวงแห่งนี้ เพื่อให้ท่านได้พักฟื้นตบะอย่างปลอดภัย ส่วนข้า... มีบางสิ่งที่ต้องไปจัดการที่ห้องใต้ดินของตำหนักัอุดร ข้าััได้ถึงกลิ่นอายของสมบัติโบราณบางอย่างที่มู่หรงคังซ่อนไว้ก่อนตาย"
หลินเทียนห่าวพยักหน้าด้วยความมั่นใจในตัวลูกชาย "ไปเถอะเฟิงเอ๋อร์ ยามนี้พ่อไม่เป็อะไรแล้ว เ้าจงทำในสิ่งที่ต้องทำ แต่อย่าประมาท... หนทางเบื้องหน้ายังอีกยาวไกลนัก"
หลินเฟิงก้าวเดินตรงไปยังห้องลับใต้ซากตำหนักัอุดร ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่เริ่มสาดส่อง ร่างของเด็กหนุ่มหน้ากากเหล็กดูราวกับเทพาผู้กำลังจะก้าวขึ้นมาพลิกโฉมหน้าของโลกหล้
าในอนาคตอันใกล้!