ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่87 การรบพลิกผัน

            “ค่ายของเราจะต้านได้อีกนานเท่าใด ?” คำถามนี้มาจากผู้เป็นแม่ทัพของพวกมัน

             

            จั้วหย่งที่คอยประเมินสถานการณ์มาโดยตลอด ก็เอ่ยตอบ “มากที่สุดสิบวันหากสิบวันนี้ไม่มีทัพเสริม...เราคงต้องตายกันหมด”

             

            “สามวัน เรามีเวลาเพียงแค่สามวัน” จงฉีแย้งขึ้นทุกคนต่างมองไปที่มันด้วยความสงสัย

             

            “เหตุใดจึงเป็นสามวัน ?” ลู่คงถามขึ้น

             

            จงฉีจึงอธิบาย “ค่ายของเราไม่ได้ทนทานมากนัก จะรับศึกได้นานเท่าไหร่ ?อันที่จริงเพียงไม่กี่ฝ่ามือของหัวหน้าโจรทัพหลักนั่นก็สามารถทำลายกำแพงค่ายได้แล้วมันแค่ไม่ลงมือเท่านั้นถึงมันไม่ลงมือกำแพงค่ายส่วนหนึ่งก็เสียหายด้วยฝีมือเพ่ยเจี่ยแล้ว” จงฉีเงียบไปก่อนจะกล่าวต่อ “อันที่จริงกองทัพของเราในยามนี้ก็มีไม่ถึงพันคนด้วยซ้ำในค่าย”

             

            ทันทีที่คำพูดนี้ออกจากปากจงฉีขุนพลทุกคนก็มีอาการไม่ต่างกันสีหน้าบ่งบอกถึงความตกใจไม่แปลกเลยที่จะต้านได้เพียงสามวันเท่านั้น แต่ว่าทหารหายไปไหน ?

             

            “ท่านแม่ทัพ นี่มันเกิดอะไรขึ้น ?” จั้วหย่งกล่าวขึ้นด้วยความตระหนก

             

            หนิงเฟยหลงไม่ได้รีบตอบ มันมองไปยังแผนที่ด้านหลังอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงหันกลับมาตอบ “ทหารของเราลอบหนีออกจากค่าย..”

             

            “ลอบหนีออกจากค่าย !!” ลู่คง จั้วหย่ง จางจิ้นสิง ลุกขึ้นโพล่งเสียงออกมาพร้อมกันดวงตาพวกมันแทบถลนออกมา

             

            “แล้วท่านก็ปล่อยให้พวกมันหนีไป ?” จั้วหย่งมองหน้าแม่ทัพของมันด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

             

            หนิงเฟยหลงคล้ายไม่สะทกสะท้าน “ใช่ ข้าปล่อยพวกมันไปเอง”

             

            จั้วหย่งกลืนน้ำลายอย่างฝืดเคือง จากนั้นจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ มันไม่เข้าใจทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียด เว้นเสียแต่แม่ทัพและรองแม่ทัพจงฉีที่มีสีหน้าสงบนิ่งจงฉีดูท่าทางของจั้วหย่งแล้วก็ขำขันไม่ได้ ท่าทางกระวนกระวายนี้น่ามองดูนักในฐานะที่เป็นรองแม่ทัพแล้วนี่ไม่อาจเห็นได้บ่อย ๆ “ท่านแม่ทัพ เราบอกพวกเขาเถอะ”

             

            “ได้” ทุกคนเมื่อได้ยินก็รู้สึกแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรรอเพียงชายหนุ่มอธิบาย

             

            “พวกเจ้าคิดว่าหากเราตั้งมั่นอยู่ในค่ายอย่างเดียวรอกำลังหนุนมาช่วยจะทันการหรือไม่? หรือต่อให้กองทัพหนุนออกเดินทางมาได้หลายวันแล้วแต่ระยะทางมันไกลเกินไปคงจะมาถึงภายในสิบวันนี้ไม่ได้ ค่ายนี้จะทนได้นานเท่าไหร่ ?หากไม่ปล่อยให้เป็นไปตามสถานการณ์ ในค่ายก็ต้องวุ่นวายเมื่อวุ่นวายแล้วเราจะต้านข้าศึกได้อย่างไร ?” หนิงเฟยหลงหยุดกล่าวกวาดสายตามองทุกคน

             

            จากนั้นก็อธิบายแผนการต่อ “ข้าจึงลอบปล่อยทหารที่จิตใจสั่นคลอนออกไปนอกค่ายทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นปิดตาข้างหนึ่ง แล้วส่งจางจิ้นจี้และชงเป่าออกไปรวบรวมคนใหม่นอกค่าย ส่วนพวกที่หลบหนีได้ก็หนีไป”

             

            “ไม่น่าเล่าข้าถึงไม่เห็นจางจิ้นจี้และชงเป่าอยู่ในค่ายที่แท้...”จั้วหย่งเข้าใจแล้ว และก็คาดเดาว่านี่เป็นแผนการตั้งแต่แรกขแงชายหนุ่ม

             

            แต่ลู่คงรู้สึกกังวลกับแผนการนี้ “ท่านปล่อยให้พวกมันหนีแล้วตามจับพวกมันกลับมารวมใหม่ มันจะยอมหรือ ? นี่มันเป็นไปไม่ได้”

             

            หนิงเฟยหลงยิ้มมันคิดไว้แล้วว่าต้องมีคนถามเช่นนี้“เจ้าคิดว่าใครเป็นคนยุยงพวกมันให้ออกจากค่ายกัน ?”

             

            “อย่าบอกนะว่า...เป็นชงเป่ากับจางจิ้นจี้ !!” จางจิ้นสิงเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ“นี่ก็อยู่ในแผนการท่านด้วย ?” หนิงเฟยหลงไม่ได้ตอบเพียงพยักหน้า

             

            “นี่มันจะล้ำเลิศเกินไปแล้ว นี่ท่านถึงกับหลอกทุกคนในค่าย ไม่เว้นแม้แต่พวกเรา? หากเป็นเช่นนี้ศัตรูคงรู้ข่าวแล้ว..”

             

            “แน่นอน ข้ากับท่านแม่ทัพวางแผนกันเป็นอย่างดี มันยังไม่จบเท่านี้หรอกนะไพ่ลับยังไม่ถูกเปิด” จงฉีเอ่ยขึ้นอย่างภาคภูมิ

             

            “เช่นนั้นแล้วแผนต่อไปเล่า ?” จั้วหย่งถามขึ้น

             

            หนิงเฟยหลงยังไม่ได้ตอบกลับทันที ฝ่ามือก็กลายเป็นเปลวเพลิงสีชาดวาดมือออกเพลิงนั้นก็ลุกไหม้โถงบัญชาการจากนั้นก็ใช้ฝ่ามือข้างซ้ายหมุนวนสายลมผลักออกหอบหิ้วขุนพลทั้งหมดออกข้างนอกแล้วเดินออกมาอย่างสง่างาม พร้อมกล่าวขึ้นว่า “ทิ้งค่าย”

             

            “ทิ้งค่าย ?!!”

             

            ..........

             

            นิศากาลมาเยือน ในคืนนี้เมฆหมอกลงปกคลุมเล็กน้อย อากาศเย็นลมแรง ทว่าแต่ละฝ่ายกลับสงบเงียบ

             

            หัวหน้ารองค่ายโจรเขาตงซานมองดูน้องสามของตนในกระโจมค่ายที่ก่อสร้างมานี้เป็นเพียงค่ายชั่วคราวไม่เหมือนกับค่ายของหนิงเฟยหลงที่ก่อสร้างมาอย่างดีใช้วัสดุมากมายจึงต้านทานการโจมตีนาน หากเปลี่ยนมาเป็นค่ายนี้คงจะยับเยินเสียนานแล้ว

             

            อาการของเพ่ยเจี่ยไม่ได้ดีขึ้นเลย มีแต่จะแย่ลงเรื่อย ๆแม้มันจะถ่ายทอดพลังลมปราณให้เท่าไหร่ แต่ก็คงได้แค่ยื้อชีวิตมันถอนหายใจด้วยความอ่อนล้า วันนี้มันใช้กำลังภายในมากเกินไปใช้ไปถึงสี่ส่วนต้องรีบฟื้นฟู

             

            ระหว่างที่กำลังฟื้นฟูพลังลมปราณอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากด้านนอกจึงลุกออกจากเตียงนอนไปนอกกระโจม “เกิดอะไรขึ้น ?”

             

            “รายงานหัวหน้ารอง ค่ายทหารนั่นเกิดการเปลี่ยนแปลงพี่น้องเราหน้าค่ายเห็นเปลวเพลิงลุกไหม้ค่ายพวกมันแตกตื่นกันอลหม่านหนีตายกันออกจากค่ายไปคนละทิศทาง คาดว่าแม่ทัพของมันคงหนีไปแล้ว”คนอารักขาหน้ากระโจมตอบกลับ มันไม่กล้ามองหน้าเสียด้วยซ้ำหัวหน้ารองผู้นี้ดูคล้ายภูตผีก็ไม่เชิงยิ่งยามราตรี ใครเล่าจะกล้ามองดูและกลิ่นอายหยินที่รุนแรงนี่ก็ทำให้พวกมันรู้สึกไม่สบายตัว

             

            “!!!!!!” หัวหน้ารองตกอยู่ในการตะลึง“นี่เป็นกลอุบายรึ ?” มันต้องไตร่ตรองให้ดี เหตุการณ์นี้ดูจงใจเกินไป

             

            “รายงาน ! หัวหน้ารองสายสืบของเราส่งข่าวมา” หัวหน้ารองรับมาแล้วก็เปิดออกดูจากนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะแหลม เสียดแก้วหูยิ่ง ฝูงชนหวาดผวาหันมามองทางด้านที่ชายผิวซีดหัวเราะ

             

            “สวรรค์เข้าข้างข้าแล้ว !” หัวหน้ารองหันไปมองไปที่ค่ายทหารด้วยนัยน์ตาที่แหลมคม “สั่งการลงไปรวมกำลังคนให้มากที่สุดในเวลาครึ่งเค่อมารวมพลตามข้าไปสังหารพวกมันให้สิ้น !” ( 1 เค่อ= 15 นาที)

             

            “รับคำสั่ง !”

             

            ...

             

            ไฟลุกโหมอย่างหนัก ค่ายทหารเต็มไปด้วยเพลิงไหม้ กองทัพระส่ำระสายทหารพากันหนีตาย แตกแยกออกไปคนละทิศทางหนิงเฟยหลงรวมกำลังได้ห้าร้อยนายก็รีบมุ่งสู่ทิศตะวันออกหวังจะหนีข้ามแม่น้ำสายน้อยไป

             

            เสียงกองทัพโห่ร้องจากทางด้านหลังทำเอาทหารทั้งหลายเสียขวัญในใจก็พลันนึกถึงจุดจบของตนเองแต่ทันใดนั้นก็มีหนึ่งเข้ามาดึงสติพวกมัน “เจ้าโง่ คิดจะตายกันทั้งหมดรึไง วิ่ง !!” จั้วหย่งตวาดลั่น เหล่าทหารก็ตกใจรีบวิ่งออกไปอย่างลืมตัว

             

            ระยะทางจากค่ายไปถึงแม่น้ำ ห่างกันสี่ลิบลี้ การเดินทางเป็นไปด้วยความเร่งรีบกองทัพโจรเขาตงซาน แม้จะช้าอยู่บ้าง แต่เมื่อรวมพลเสร็จก็ไล่ตามตีทันทีไม่ยอมให้เสียเวลาแม้แต่น้อย การไล่ล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญต้องกวาดล้างกองทัพนี้ให้สำเร็จภารกิจถึงจะลุล่วง

             

            ระยะห่างทั้งสองทัพอยู่ที่ห้าลี้ แต่เมื่อเดินทางล่วงมาสิบลี้แล้วหัวหน้าโจรก็ตัดสินใจนำแต่เพียงพลม้าห้าร้อยนายตามตีโดยทิ้งคนอีกกว่าพันให้ตามอยู่ด้านหลัง หากเคลื่อนเป็นทัพใหญ่ก็ยากจะตามได้ทันหัวหน้าโจรจึงตัดสินใจทำเช่นนี้ โดยมอบหมายให้คนสนิทของมันที่พึ่งเข้ามาใหม่ไม่ถึงเดือนแต่มันมีความเชื่อใจ เป็นอย่างมากเป็นผู้คุมทัพตามมา

             

            หากลู่คง จางจิ้นสิงจางจิ้นจี้และหนิงเฟยหลงอยู่คงต้องรู้แน่ว่าชายผู้นี้คือใครมันคือยอดฝีมือหนึ่งในสองระดับแก่นแท้พลังของกองกำลังส่วนตัวของหนิงเฟยหลง ‘ซู่เฟิง’ซู่เฟิงได้รับภารกิจแทรกซึมเข้าไปในค่ายโจรตั้งแต่ยี่สิบวันที่แล้วด้วยฝีมือที่ไม่ธรรมดาจึงได้มีตำแหน่งระดับสูงภายในค่ายเป็นรองเพียงหัวหน้าทั้งสามเท่านั้นทั้งยังได้รับความไว้วางใจอย่างมากจากบททดสอบที่ผ่านมาของพวกโจร

             

            กองทัพม้าของหัวหน้ารองตามมาอย่างรวดเร็ว กองทัพของชายหนุ่มหยุดเคลื่อนพักเอากำลัง

             

            ไม่นานนักเสียงฝีเท้าของม้าศึกก็รัวสั่นสะเทือนผืนดินเข้ามาหมอกลงต่ำมากขึ้นบดบังทัศนวิสัยอย่างยิ่ง แต่หัวหน้าโจรก็ยังสัมผัสได้ถึงตัวตนของทหารฝ่ายหนิงเฟยหลงอยู่ไม่ห่างจึงไม่คิดจะยั้งทัพไว้ทั้งยังเร่งทัพให้กระชันชิดขึ้น อย่างไรวันนี้แม่ทัพมันก็ต้องตาย !

             

            “สังหารอย่าให้เหลือ !!!!” หัวหน้าโจรคำราม แล้วก็พุ่งตัวออกไปกลายเป็นเงาเลือนราง ฝ่ามือก็ยกขึ้นหวังจะตะปบคนให้ตายสิ้น

             

            ทว่าเสียงแหวกอากาศก็ดังขึ้นเสียเดี๋ยวนั้น ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว !

             

            หลังจากเสียงนั้นดังขึ้นไม่นานเสียงโหยหวนก็ตามมา แย่แล้ว !!ฝนห่าลูกศรพุ่งดิ่งลงมาจากบนนภาท่ามกลางหมอกหนาร่วงหล่นเป็นสายฝน พื้นดินถูกชโลมไปด้วยโลหิตแดงฉานทั้งคนและม้า พวกโจรล้มตายกันเป็นจำนวนมาก

             

            แต่หัวหน้าโจรยังไม่สั่งถอยหากสั่งถอยขณะนี้ก็เท่ากับทำให้คนที่ตายไปต้องตายเปล่ามีเพียงบุกเข้าไปสังหารพวกมันทั้งหมดเท่านั้นจึงจะแก้แค้นได้พลธนูรึจะหาญสู้พลม้าได้แม้เพียงเข้าปะทะครั้งเดียวก็สามารถกำจัดพลธนูให้สิ้นซากได้แล้ว !

             

            กองทัพม้าพุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งพวกมันจะสู้จนตัวตายทหารเห็นความบ้าเลือดของพวกโจรก็อดที่จะหวาดหวั่นไม่ได้ ลูกศรที่ถูกยิงไปก็ช้าลงจนจั้วหย่งต้องตวาดใส่ จึงคืนสติและปรับเปลี่ยนตำแหน่ง พลหอกออกไปยืนประแถวหน้า

             

            หนิงเฟยหลงลอบแสยะยิ้มขึ้นในม่านหมอก “เท่านี้ก็สำเร็จแล้ว”จากนั้นชายหนุ่มก็เดินไปยังกลองศึก หยิบไม้ขึ้นมาได้ก็หวดตีลงไปเสียงกลองศึกดังขึ้นกำลังใจทหารก็เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีความหวาดกลัวก็มลายหายไปสิ้นเกิดเป็นความรู้สึกแปลกประหลาด อยู่ดี ๆก็รู้สึกว่าตนเองไม่กลัวตายพร้อมประจันหน้ากับข้าศึกอย่างเต็มที่

             

            ต่างจากฝั่งโจรเขาตงซานโดยสิ้นเชิงที่ความเหน็บหนาวยามค่ำคืนกัดกินมันเข้าไปข้างในภายในม่านหมอกราวกับเกิดภาพหลอน จิตใจสั่นคลอน การเคลื่อนไหวของม้าก็ช้าลงแต่ก็คล้ายมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ด้านหลังของพวกมัน มีเสียงโห่ร้องเข้ามาอย่างฮึกเหิมราวกับมีพละกำลังมหาศาลหนุนเนื่องเข้ามา

             

            ไม่ทันที่พวกมันจะดีใจ ก็เห็นธงที่โบกสะบัด ‘ชง’ ไม่ใช่กองทัพของพวกมันแล้วเป็นกองทัพของใคร สีหน้ายามนี้ของพวกมันย่ำแย่กว่าเดิมจากนั้นพวกมันก็ได้คำตอบ พลม้าด้านหลังนี้ ถูกพลม้าในทัพชงใช้หอกแทงทะลุอกและยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น ยังมุ่งเข้าโจมตีเข้ามาเรื่อย ๆ

             

            และแม่ทัพของอีกฝ่ายยังออกคำสั่งให้ทัพของมันบุกสมทบเข้ามาอีกตอนนี้กองทัพโจรแย่แล้ว ไม่อาจบุกต่อ และไม่อาจถอยทัพได้พลม้าของโจรเขาตงซานล้มตายทีละคนสองคน จนเหลือเพียงหกคนและหัวหน้าโจรที่คุมทัพมาทั้งเจ็ดคนลงม้าแล้วเข้าสู่การต่อสู้เต็มรูปแบบ พลังลมปราณถูกปลดปล่อยออกมายับยั้งไม่ให้กองทัพทหารย่างกรายเข้ามา

             

            “ข้าต้องการคุยกับแม่ทัพของเจ้า !” หัวหน้าโจรกล่าวแม้จะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มันก็ยังถือตัวอยู่ดี

             

            ทั้งกองทัพเงียบสนิทไม่มีใครพูดคุย แม้กระทั่งทำสิ่งใด ๆ พวกมันรู้สึกถึงความมีวินัยโดยธรรมชาติจนกระทั่งมีม้าสามตัวเข้ามาพร้อมกับบุรุษที่อยู่บนหลังม้าทั้งสามหนึ่งในนั้นก็คือแม่ทัพ

             

            เมื่อหนึ่งเฟยหลงมาถึง ทหารทุกนายก็ย่อตัวลง ทำความเคารพส่วนพลทหารม้านั้นไม่ได้ลงจากม้าแต่ทำความเคารพอยู่บนม้า “ท่านแม่ทัพ !!” เสียงดังกระหึ่มจนน่าตกใจดังขึ้นล้วนเป็นความเลื่อมใสที่พวกทหารมีให้แด่แม่ทัพของมัน

             

            เดิมทีมันไม่ได้นับถือแม่ทัพของมันแม้แต่น้อย ได้แต่ใช้ความกลัวควบคุมพวกมันมาถึงยามนี้พวกมันถึงเลื่อมใสในตัวของแม่ทัพอย่างแท้จริงนี่เป็นครั้งแรกที่พวกมันชนะศึกเรียกได้ว่าโดยเด็ดขาด

             

            หัวหน้าโจรผู้หยิ่งผยองเริ่มเปิดบทสนทนา “เจ้าเด็กน้อยเจ้าไม่เลวเลยทำให้ผีเฒ่าอย่างข้าเลื่อมใส ข้าหนันกุ่ยไม่ได้ชมใครเช่นนี้มานานแล้วเจ้าสมควรจะภูมิใจ”

             

            หนิงเฟยหลงคล้ายไม่สนใจ “ใครอยากรู้ชื่อเจ้ากันอย่างไรวันหน้าข้าก็คงไม่ได้พบเจอเจ้าอีก จะจดจำเจ้าไปทำไม ?”เมื่อหนันกุ่ยได้ฟังคำตอบที่ไร้เยื้อใยแฝงความเยาะเย้ย “ที่แท้เจ้าก็ชอบดื่มสุราจับกรอกเช่นนี้ดี !!”

             

            ดวงตาของหนันกุ่ยที่เย็นเยียบก็จดจ้องไปยังชายหนุ่มผู้เป็นแม่ทัพอย่างเย็นชาสายตาของชายหนุ่มนั่นที่มองมันก็ไม่ต่างกัน

             

            ต่างฝ่ายต่างแผ่ไอสังหารออกจากร่าง อากาศที่หนาวเย็นอยู่แล้วกลับเหน็บหนาวเข้าไปอีกแต่ที่หนาวนี่ก็เพราะความกลัวที่ผุดขึ้นมาแม้จะมีเครื่องนุ่งห่มหนังสัตว์หรือนั่งอยู่ในกองเพลิงก็ไม่อาจระงับได้

             

            “ดีมาก !”หนันกุ่ยเริ่มพูดก่อนมันคล้ายจะลงมือแล้วโคจรพลังเตรียมจะพุ่งใส่ชายหนุ่มกลายเป็นศึกหนึ่งต่อหนึ่ง แต่ทันใดนั้น...

             

            “พลธนู ยิง !!”ชายหนุ่มกลับยอมทิ้งศักดิ์ศรีสั่งพลธนูของตนกระหน่ำยิงชายทั้งเจ็ดทิ้งเสียและก็เป็นอย่างที่คาดจากเจ็ดเหลือเพียงหนึ่งเดียว ร่างนั้นไร้ซึ่งรอยขีดข่วนเห็นชัดว่าไม่ได้รับบาดแผลใดๆ

             

            แววตาที่เย็นเยียบกวาดมองทุกผู้คน แล้วแผดเสียงร้องโหยหวนเกิดเป็นเสียงแหลมบาดหู ทหารทุกนายนำมือมาอุดหูอย่างช่วยไม่ได้เว้นเสียแต่ผู้ที่มีพลังปราณสูงส่งจึงป้องกันได้

             

            “เจ้าทำให้ข้าโกรธจริง ๆ แล้วเจ้าหนุ่ม เจ้าคงไม่รอดจากคืนนี้แล้ว ตาย !!!!!!”

             


            

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน