ตอนที่ 14 สองพ่อลูกเจอกัน
เป็เพราะความโกธรจึงทำให้ตอนนี้จางฉุ้ยเหลียนวิ่งมาถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ ?
ราวกับว่าเธอกำลังวิ่งเข้าไปหาความตายอย่างสุดกำลังและมันก็มีทางเลือกให้เธอเลือกสองทาง ระหว่างจะะโน้ำหรือว่าจะะโสะพาน ถึงอย่างไรเธอก็เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งก็แค่ทำให้มันจบ ๆ ไปอีกครั้ง มันจะเป็ไรไป
แต่ตอนนี้เธอกลับไม่รู้เลยว่าเธอกำลังวิ่งไปทิศทางไหนเธอวิ่งไปร้องไห้ไปและวิ่งเข้าไปในเมืองเรื่อย ๆ เพียงชั่วพริบตาเดียว เธอรู้สึกตัวอีกทีเธอก็วิ่งมาถึงสถานีรถไฟที่อยู่แถวชานเมืองแล้ว
“เมืองใหญ่ขนาดนี้แต่กลับไม่มีที่ให้พักพิงเลย !” จางฉุ้ยเหลียนบ่นพึมพำกับตัวเองก่อนจะหันไปเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่สวมใส่กระโปรงสีแดง ยืนอยู่ตรงข้ามของฝั่งถนนพร้อมกับจูงมือพ่อของเธอและเดินพูดคุยยิ้มหัวเราะกันอย่างมีความสุข
จางฉุ้ยเหลียนจับผลัดจับพลูเดินตามสองพ่อลูกคู่นั้นไป เธอเดินตามพวกเขาทั้งสองคนจนมาถึงป้ายรถประจำทางที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีรถไฟเท่าไหร่นักเมื่อเธอเดินเข้าไปที่ตู้ขายตั๋ว เธอก็หยิบเงิน 3 หยวน ออกมาจากกระเป๋าสตางค์ เธอซื้อตั๋วรถไปเมืองหลินโค่ว
เมื่อขึ้นไปนั่งบนรถประจำทางจางฉุ้ยเหลียนก็เกิดความสับสนขึ้นมาในใจ เธอรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็อย่างดีทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเหมือนกับในความทรงจำของเธอ เพียงแต่เธอไม่รู้ว่าเมื่อเธอได้เจอกับพ่อแม่บุญธรรมของเธอแล้วเธอจะพูดกับพวกเขาอย่างไร
หลังจากที่รถขับออกไปจากในเมืองได้เพียงครึ่งชั่วโมงก็ดูเหมือนว่าความโศกเศร้าเสียใจของจางฉุ้ยเหลียนมันจะค่อย ๆ หายไปอย่างรวดเร็ว
จางฉุ้ยเหลียนลงจากรถเธอเห็นภาพสถานที่อันคุ้นเคยในความทรงจำของเธอ เธอค่อย ๆ เดินไปทางบ้านตระกูลเซี่ยอย่างช้าๆ
บ้านตระกูลเซี่ยนั้นตั้งอยู่บนถนนสายหนึ่งของเมืองหลินโค่ว ถนนสายนี้เป็ถนนที่ลาดด้วยยางมะตอยยุคแรกสุดของเมืองหลินโค่ว
ทางด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออกของถนนสายนี้มีสถานีขนส่ง โรงพยาบาล ธนาคาร สหกรณ์ ร้านทำผม ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า รวมทั้งร้านซ่อมรถยนต์เปิดอยู่เต็มสองข้างทาง ทางด้านทิศตะวันออกของถนนสายนี้เป็ทางผ่านเข้าสู่ตัวเมือง มีประชากรจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในเมืองหลินโค่ว นั่นจึงทำให้เมืองหลินโค่วเจริญรุ่งเรืองเป็อย่างมากอีกทั้งเมืองแห่งนี้ยังตั้งอยู่บนถนนสายสำคัญอีกด้วย
จางฉุ้ยเหลียนใช้เวลาเดินจากสถานีขนส่งมาถึงบ้านตระกูลเซี่ยเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นเซี่ยจวินเป็คนเดียวที่เปิดร้านซ่อมรถยนต์อยู่ในเมืองหลินโค่วแห่งนี้ ตอนที่เขายังเป็ทหารได้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องเสียขาไปหลังจากที่เขาได้ปลดประจำการจากทหารใน่ต้นปี เขาก็ลากสังขารที่ไม่สมบูรณ์ของตัวเองมาเปิดร้านซ่อมรถยนต์เล็กๆ แห่งนี้
หลังจากที่ตงลี่หวาแต่งงานกับเซี่ยจวิน หล่อนก็ผลันตัวมาช่วยงานต่างๆ ภายในร้านซ่อมรถยนต์แห่งนี้ของเซี่ยจวิน สองสามีภรรยาต่างก็เป็คนเรียบง่าย ขยันขันแข็งและไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากอีกทั้งตงลี่หวายังมีความเชี่ยวชาญในทุก ๆ ด้าน นั่นจึงทำให้กิจการซ่อมรถยนต์ของพวกเขาไปได้ดีแต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่สามารถทำได้นั่นก็คือการมีลูก ทั้งสองสามีภรรยาจึงมีเพียงจางฉุ้ยเหลียนเด็กเนรคุณคนนี้เท่านั้นที่เป็ลูกบุญธรรมของพวกเขาหลังจากที่จางฉุ้ยเหลียนจากไป พวกเขาก็ไม่เคยรับเลี้ยงเด็กคนไหนอีกเลย
ตอนนี้จางฉุ้ยเหลียนก็ได้มายืนอยู่ที่หน้าร้านซ่อมรถของตระกูลเซี่ยพร้อมกับจ้องมองไปทางเซี่ยจวินที่กำลังวุ่นอยู่กับการทำงานด้วยความรู้สึกที่หลากหลายเธอได้พบกับเซี่ยจวินครั้งสุดท้ายในชาติที่แล้วก็ตอนที่เขากำลังนอนหายใจรวยรินอยู่ที่โรงพยาบาลและกำลังจะจากโลกนี้ไป
ตอนที่จางฉุ้ยเหลียนไปถึงโรงพยาบาลและได้เล่าเื่ลูกสาวของเธอให้เซี่ยจวินฟังเซี่ยจวินที่ได้รู้ว่าลูกสาวของเธอเรียนเก่ง เขาก็รู้สึกดีใจและเอาแต่โอ้อวดกับคนรอบข้างว่าสมัยที่ลูกสาวของตัวเองเรียนอยู่ชั้นมัธยมเธอก็เรียนเก่งที่สุดในชั้นเช่นเดียวกันและตอนนั้นเองเธอถึงได้รู้ว่าเซี่ยจวินเปิดบัญชีเงินฝากไว้ให้เธอ และเงินในบัญชีนั้นก็เป็เงินที่เซี่ยจวินเก็บมาให้เธอตลอดหลายปี ถึงแม้ว่าชาติที่แล้วเธอจะไม่เคยคิดว่าเซี่ยจวินเป็พ่อของเธอแต่เขากลับคิดว่าเธอเป็ลูกสาวของเขามาโดยตลอด
เซี่ยจวินที่กำลังก้มหน้าทำงานอย่างขะมักเขม้นอยู่เขาจึงไม่รู้เลยว่ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจ้องมองมาทางเขาด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างอยู่ที่ด้านหลังของเขา
ลูกค้าที่กำลังนั่งรอเซี่ยจวินซ่อมรถอยู่ข้างๆ นั้น ต่างก็คิดอยู่ในใจอย่างเงียบ ๆ ว่า ‘ดูไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าชายพิการคนนี้จะมีเสน่ห์มากขนาดนี้ถึงกับมีเด็กผู้หญิงมาหาถึงหน้าบ้าน’
ลูกค้าคนนั้นจึงได้เข้าไปโอบไหล่พร้อมกับก้มหน้าลงไปพูดกับเซี่ยจวินว่า“นี่ เหล่าเซี่ย มีเด็กผู้หญิงมาหาคุณน่ะ ! คุณไปทำอะไรหล่อนไว้ล่ะถึงได้ร้องไห้มาแบบนี้ !”
เซี่ยจวินเงยหน้าขึ้นพร้อมกับถามออกไปว่า “คุณพูดอะไรเนี่ย ? ”
ลูกค้าคนนั้นปากบุ้ยไปทางด้านหลังของเซี่ยจวินเขาจึงหันกลับไปมองด้วยความอยากรู้ในทันที เมื่อเขาหันไปมองทางที่ลูกค้าคนนั้นบอกเขาก็เจอกับจางฉุ้ยเหลียนที่กำลังยืนร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้างราวกับสายฝนอยู่และเธอก็ไม่มีส่งเสียงใด ๆ ออกมา
“ลูก... ลูก...ฉุ้ยเหลียน ? ” เซี่ยจวินนิ่งนึกอยู่นาน จากนั้นเขาก็รีบลุกขึ้นยืนด้วยความใ
ตงลี่หวาที่กำลังทำอาหารอยู่ในบ้านเมื่อหล่อนได้ยินเสียงพูดคุยกันเสียงดังจากด้านนอก หล่อนจึงรีบออกมาดูที่หน้าร้านในทันทีเมื่อหล่อนเห็นจางฉุ้ยเหลียน หล่อนจึงได้ะโออกไปด้วยน้ำเสียงใว่า“ฉุ้ยเหลียน !ลูกมาที่นี่ได้ยังไง ! ”
ในขณะที่หล่อนพูดหล่อนก็ดึงตัวของจางฉุ้ยเหลียนเข้าไปกอด เมื่อเห็นท่าทางที่ไม่ได้รับความเป็ธรรมและน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างของจางฉุ้ยเหลียนแล้วหล่อนจึงอดไม่ได้ที่จะถามออกไปเสียงดังว่า “เป็อะไร ? ลูกร้องไห้ทำไม ?เกิดอะไรขึ้น ? ”
จางฉุ้ยเหลียนเห็นท่าทางร้อนใจของตงลี่หวาสาเหตุก็มาจากการร้องไห้สะอึกสะอื้นของเธอ เธอโผเข้ากอดตงลี่หวาพร้อมกับร้องไห้ด้วยความเ็ปจนไม่อาจควบคุมได้“แม่คะ !”
เมื่อได้ยินคำว่า‘แม่’ และน้ำเสียงน่าเวทนาของจางฉุ้ยเหลียน น้ำตาของตงลี่หวาจึงไหลพรากออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ถึงแม้ว่าหล่อนจะไม่รู้ว่าเด็กคนนี้ไปเจออะไรมา แต่หล่อนก็รู้ได้ในทันทีว่าจางฉุ้ยเหลียนต้องได้รับความไม่เป็ธรรมมาอย่างแน่นอน
ตงลี่หวายกมือขึ้นมากอดตอบจางฉุ้ยเหลียนด้วยความกระวนกระวายใจพร้อมกับใช้มือตบไปบนหลังของเธอเบา ๆ “ไม่เป็ไร ไม่เป็ไรแล้วนะ !”
เซี่ยจวินเดินเข้ามาและถามขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนใจว่า “เป็อะไร ฉุ้ยเหลียน ? เกิดเื่อะไรขึ้น ?ใครรังแกลูก ? ”
สองสามีภรรยาต่างก็หยุดทำงานที่ตัวเองกำลังทำก่อนหน้านั้นในทันทีจากนั้นจึงพาจางฉุ้ยเหลียนเดินเข้าไปในบ้าน ลูกค้าที่เห็นเหตุการณ์เมื่อสักครู่ก็เดินตามพวกเข้ามาในบ้านด้วยเช่นกันราวกับ้าจะช่วยอย่างไรอย่างนั้น
ถ้าจะถามว่าเซี่ยจวินเป็คนมีฐานะหรือไม่นั้น? ประชากรเกือบทั้งหมดของเมืองหลินโค่วต่างก็พูดเป็เสียงเดียวกันว่าเขาเป็คนฐานะดีและถ้าถามว่าทำไมถึงมีฐานะดี ? ก็เพราะว่าเซี่ยจวินนั้นเปิดร้านซ่อมรถยนต์ อีกทั้งยังเป็ร้านซ่อมรถยนต์เพียงแห่งเดียวในเมืองหลินโค่วแห่งนี้ด้วยร้านของเขารับซ่อมรถยนต์ เปลี่ยนยางอะไหล่ เชื่อมโลหะ ขายชิ้นส่วนและน้ำมันดีเซลนั่นจึงทำให้กิจการของเขาไปได้ดี
และถ้าจะถามว่าตงลี่หวาเคยมี่เวลาที่ยากลำบากเกี่ยวกับเื่เงินหรือไม่? ประชากรทั้งหมดในเมืองหลินโค่วต่างก็ตอบเป็เสียงเดียวกันเลยว่า ‘ไม่’ และยังบอกอีกด้วยว่า“ตงลี่หวานั้นน่าอิจฉามากจริง ๆ !”
บ้านของเซี่ยจวินนั้นเป็บ้านที่เรียบง่าย โดยด้านหน้าร้านอยู่ติดกับถนน ส่วนพวกอะไหล่รถยนต์และเครื่องมือซ่อมรถที่มักจะใช้เป็ประจำก็ถูกเก็บไว้ในชั้นที่อยู่ติดกับกำแพงด้านในร้านเมื่อเข้ามาด้านในสุดของร้าน ก็จะเจอเข้ากับประตูบานหนึ่งซึ่งประตูบานนี้ก็จะเชื่อมติดกับตัวบ้านที่อยู่ด้านหลัง
พอเดินเข้ามาภายในตัวบ้านจะเจอระเบียงทางเดินที่แยกออกเป็2 ทาง ทางด้านซ้ายจะเป็ห้องครัวที่มีกำแพงกันไฟกั้นกับห้องนอนใหญ่ห้องครัวแห่งนี้มีเตาดินอิฐที่ก่อสูงขึ้นมาจากพื้นตั้งอยู่และ้าของเตาก็ถูกเชื่อมเข้าด้วยกันกับหม้อขนาดใหญ่เวลาทำกับข้าวก็สามารถจุดไฟที่ใต้เตาดินอิฐนี้ได้เลย ซึ่งเตานี้ก็ออกแบบไปทางแนวตะวันออกสุดคลาสสิก
ส่วนทางด้านขวาก็เป็ห้องนอนที่ขนานกับห้องนอนใหญ่มันคือห้องนอนเก่าของจางฉุ้ยเหลียนนั่นเอง แต่ตอนนี้มันได้ถูกเปลี่ยนไปเป็ห้องนอนสำหรับรับแขกเรียบร้อยแล้วแต่ในความเป็จริงตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็เพิ่งจะมีแขกมาพักที่ห้องรับแขกนี้เพียงแค่2 ครั้งเท่านั้น ส่วนด้านหลังห้องของจางฉุ้ยเหลียนที่ตรงกับโกดังเก็บของขนาดเล็ก
หลังจากที่เดินเข้ามาในบ้านก็จะพบว่าภายในบ้านนั้นถูกทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมจนมันสะอาดสะอ้านเกลี้ยงเกลา โดยตงลี่หวาเมื่อมองเข้าไปด้านข้างประตูโกดังเก็บของขนาดเล็กก็จะเจอเข้ากับบ่อน้ำแรงดันสูงเมื่อมองไปยังด้านตรงข้ามที่ติดกับกำแพงก็จะเจอกับสุ่มไก่ที่ตั้งเรียงรายกันอยู่เป็จำนวนมากเพื่อให้ภายในบ้านเป็ระเบียบเรียบร้อยมากยิ่งขึ้นตระกูลเซี่ยจึงไม่เคยเลี้ยงสัตว์ปีกไว้ภายในบ้าน ส่วนใหญ่ก็เลี้ยงไว้ในเล้าด้านนอกตัวบ้านและคอยให้อาหารพวกมันเพียงเท่านั้นแปลงผักของตระกูลเซี่ยนั้นมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ และมีผักต่าง ๆ อยู่เต็มทุกแปลง และด้านหนึ่งของแปลงผักเป็ห้องน้ำอีกด้านหนึ่งก็เป็เล้าหมู
ตระกูลเซี่ยนอกจากจะซื้อพวกข้าวสารเส้นหมี่ น้ำมันถั่วเหลืองสำหรับตลอด 1 ปีมาเก็บไว้ที่บ้านแล้วอย่างอื่นก็แทบจะไม่ต้องใช้เงินซื้อเลยแม้แต่อย่างเดียว
ถ้าอยากกินเนื้อไก่ เป็ด หรือหมูที่บ้านก็มี ถ้าอยากกินผักก็สามารถเดินไปเก็บที่แปลงผักได้ และถ้ากินผักที่เก็บมาไม่หมดก็สามารถนำผักเ่าั้ไปตากแดดแล้วนำมาดองเมื่อฤดูหนาวมาถึงก็ไม่จำเป็ต้องใช้เงินซื้อผักดองอีกเช่นกัน
พูดได้เลยว่าค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียวของทั้งสองสามีภรรยาตระกูลเซี่ย ก็คือค่าเล่าเรียนของจางฉุ้ยเหลียนเพียงอย่างเดียวอีกทั้งก่อนหน้านี้จางฉุ้ยเหลียนก็ไม่เคยรู้เื่นี้มาก่อนด้วยเช่นกัน
เมื่อจางฉุ้ยเหลียนเดินเข้ามาในบ้านเธอก็กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความคุ้นเคย เธอร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกเ็ปยิ่งกว่าเดิมไม่เพียงแต่เพราะเื่หนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยเพียงเท่านั้น ยังมีเื่ความรู้สึกผิดบาปตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเธอด้วย
เมื่อเห็นว่าจางฉุ้ยเหลียนร้องไห้เซี่ยจวินก็เ็ปราวกับมีมีดมากรีดที่หัวใจของเขาอย่างไรอย่างนั้น เขาอยากจะถามแต่เธอก็คงไม่ยอมบอก เขาอยากจะพูดโน้มน้าวให้เธอยอมบอกเขา แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะโน้มน้าวอย่างไรดีเช่นกัน
เมื่อรอให้จางฉุ้ยเหลียนร้องไห้จนพอใจแล้วเธอก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นว่า “หนูขอโทษ !”
เธอพูดออกมาไม่เป็ภาษาพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้นไปด้วยมันก็ยิ่งทำให้สองสามีภรรยานิ่งงันเข้าไปอีก
“ขอโทษเื่อะไรฉุ้ยเหลียน ลูกค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ จาดี ๆ เป็อะไร ? แล้วมันเกิดเื่อะไรขึ้น ลูกหนีกลับมาที่นี่อย่างนั้นหรือ? แล้วแม่ของลูกล่ะ ? ” ตงลี่หวาถามขึ้นด้วยความเป็ห่วง ทำให้คนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ นิ่งงันไปตามๆ กัน
“อะไรกัน พวกคุณสองคนไม่ใช่พ่อแม่ของหล่อนอย่างนั้นหรือ? ทำไมเมื่อกี้ผมถึงได้ยินหล่อนเรียกคุณว่าแม่ล่ะ ? ” ตงลี่หวาชำเลืองตามองไปทางจางฉุ้ยเหลียนก่อนจะทอดถอนใจออกมา “พวกเราสองคนไม่มีลูก หล่อนเป็ลูกที่พวกเราสองคนอุปการะเลี้ยงดูมาั้แ่เล็กๆ หลังจากที่หล่อนโต แม่ของหล่อนก็มารับตัวกลับไปดูแลต่อเราคิดว่าการอยู่ในเมือง สภาพการเรียนจะต้องดีกว่าในชนบทอย่างแน่นอน เราจึงเลยยอมให้หล่อนกลับไป!”
พอพูดมาถึงตรงนี้จางฉุ้ยเหลียนจึงได้รู้ว่าสองสามีภรรยารักเธอมากขนาดไหน ที่พวกเขายอมให้เธอกลับไปอยู่กับพ่อแม่ผู้ให้กำเนินที่แท้ก็เพื่อตัวของเธอเอง
“ฮือ ฮือ ฮือ! หนูขอโทษ !”จางฉุ้ยเหลียนเอาแต่พูดว่าขอโทษ ทำให้สองสามีภรรยาถึงกับต้องกลืนคำตำหนิลงไปทันที
“ทำไมต้องขอโทษด้วยล่ะ!พวกเราก็ไม่ได้กล่าวโทษอะไรลูกเลย ตอนนั้นลูกยังเป็แค่เด็ก!” เซี่ยจวินใช้แขนเสื้อของตัวเองเช็ดน้ำตาเขาร้องไห้ไปพลางพูดอย่างยิ้ม ๆ ไปพลาง
“หนูไม่รู้หนูไม่รู้เลย ว่าพ่อกับแม่ส่งเงินมาให้หนูตลอด หนู หนู แม่ของหนูไม่บอกเื่นี้กับหนูเลยสักคำ..........” จางฉุ้ยเหลียนร้องไห้พร้อมกับพูดอธิบายออกมา เธอร้องไห้ไปอธิบายไป
“ไอ้หยา พวกเรารู้อยู่แล้วล่ะ!” ตงลี่หวายิ้มออกมาอย่างขมขื่น “ไม่เป็ไรนะ แค่ลูกเรียนเก่งก็พอแล้วแม่ไปถามโรงเรียนมาด้วยนะ คุณครูทุกคนต่างก็บอกว่าลูกเรียนเก่ง”
จางฉุ้ยเหลียนเงยหน้าไปมองตงลี่หวาด้วยความใ: “แม่ไปหาหนูที่โรงเรียนอย่างนั้นหรือคะ?แล้วทำไมแม่ถึงไม่มาหาหนูล่ะ ? ”
ตงลี่หวายิ้มและพูดขึ้นมาว่า“จะไปหาลูกทำไม รบกวนการเรียนของลูกเปล่า ๆ ไม่เป็ไรหรอก แค่รู้ว่าลูกเรียนดีก็พอแล้ว”
เซี่ยจวินที่ยืนมองดูสองแม่ลูกพูดคุยกันอยู่นานสุดท้ายเขาก็เอ่ยปากออกมาว่า : “ฉุ้ยเหลียนลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้รึเปล่า ? สอบเข้าไม่ได้ใช่ไหม ? อย่าร้องไห้เลยนะ สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ก็ไม่เป็ไร!”
จางฉุ้ยเหลียนรู้ว่าเซี่ยจวินนั้นเป็ห่วงเื่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเธอมาโดยตลอดเธอจึงอดที่จะร้องไห้ออกมาไม่ได้ “หนูสอบเข้าได้แล้ว หนูสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วฮือ ฮือ!”
เมื่อตงลี่หวาได้ยินหล่อนก็ลุกขึ้นมาะโโลดเต้นด้วยความดีใจ หล่อนเอื้อมมือมาลูบศีรษะของจางฉุ้ยเหลียนด้วยความอ่อนโยนแล้วพูดด้วยความดีใจว่า “สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ลูกจะร้องไห้ทำไมนี่มันเื่น่ายินดีนะ !”
เซี่ยจวินเองก็ดีใจไม่แพ้กัน“สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว !ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ดี พ่อว่าแล้วว่าลูกต้องสอบได้!”
เมื่อพูดจบเซี่ยจวินก็อดที่จะหันไปโอ้อวดกับลูกค้าไม่ได้“ลูกของผมเรียนเก่งมากเลยนะ !เรียนได้ที่สามของชั้นมาตลอด ไม่เคยตกอันดับเลยด้วย!”
ลูกค้าคนนั้นก็แสดงสีหน้าอิจฉาออกมา“ไอ้หยา เก่งจังเลย สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ งั้นพวกคุณสองคนก็ไม่ต้องกังวลอะไรแล้วน่ะสิ!”
ยังไม่ทันที่ลูกค้านั้นจะพูดจบจางฉุ้ยเหลียนก็ส่งเสียงร้องไห้โฮออกมาอีกครั้ง “พวกเขาเผาหนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยของหนูจนไหม้ไม่มีเหลือแล้ว! ฮือ ฮือ!”
“หา ? ”สองสามีภรรยาตระกูลเซี่ยต่างก็ใขึ้นมาในทันที พร้อมกับมองหน้ากันอย่างไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เพิ่งจะได้ยินเมื่อสักครู่
“เอาล่ะ เอาล่ะลูกช่วยพูดให้ชัด ๆ หน่อยสิ ว่าทำไมพวกเขาถึงได้เผาหนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยของลูก? ” เซี่ยจวินโกรธขึ้นมาทันทีทันใด อีกทั้งเขายังเชื่อที่จางฉุ้ยเหลียนพูดด้วยว่ามันเป็ความจริงลูกสาวที่เขาเลี้ยงมาเองกับมือ นิสัยใจคอของเธอเป็อย่างไรเขานั้นย่อมรู้ดี
อีกอย่างเมื่อเห็นท่าทางร้องไห้ใหญ่โตของจางฉุ้ยเหลียนแล้วเขาจึงรู้ได้ในทันทีว่าจะต้องเกิดเื่ใหญ่ขึ้นแน่ ๆ
จางฉุ้ยเหลียนร้องไห้สะอึกสะอื้นพร้อมกับเล่าเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พวกเขาฟังสองสามีภรรยาตระกูลเซี่ยนั้นมีความอดทนสูงมาก พวกเขาทนฟังจางฉุ้ยเหลียนเล่าไปพลางร้องไห้สะอึกสะอื้นไปยิ่งฟังก็ยิ่งโกรธ ยิ่งฟังก็ยิ่งเสียใจ
โดยเฉพาะเื่เงินที่พวกเขาส่งให้ลูกสาวบุญธรรมของพวกเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยตกไปถึงมือลูกสาวของพวกเขาเลยแม้แต่เฟินเดียว เสื้อผ้าสักชุดก็ไม่ซื้อให้ต้องใส่ชุดนักเรียนซ้ำ ๆ และรองเท้าเก่า ๆ ตลอด 3 ปี
ถ้าลูกสาวของพวกเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สองสามีภรรยาตระกูลเซี่ยก็จะไม่ส่งเงินค่าเล่าเรียนให้จางฉุ้ยเหลียนแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นสองสามีภรรยาตระกูลจางก็ไม่สนใจแต่อย่างใดจางฉุ้ยเหลียนต้องออกไปทำงานรับจ้างสานผ้าม่าน ปะติดกล่องเพื่อหาเงินค่าเล่าเรียนเองแต่เงินเ่าั้กลับถูกน้องชายขโมยไปเพื่อเอาไปซื้อเครื่องเล่นเกม สองสามีภรรยาตระกูลจางไม่สั่งสอนลูกชายของตัวเองแล้วยังทำให้หนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยถูกเผาอีกต่างหาก
เมื่อได้ยินว่าจางฉุ้ยเหลียนนั้นไม่ได้รับความเป็ธรรมถูกแม่ผู้ให้กำเนิดตบตี จนทำให้เธอเกือบฆ่าลูกชายของหล่อน อีกทั้งยังไปโวยวายว่าเธอนั้นทำให้หล่อนต้องขายหน้าต่อหน้าคนอื่นอีก
เซี่ยจวินลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งตัวออกไปด้วยความโกรธโดยที่ไม่พูดอะไรออกมาเลยสักคำ !