เมื่อหลินเสวี่ยจู๋เอ่ยปากเช่นนี้ทุกคนย่อมไม่ขัดข้อง
มีคนเอ่ย“หลินเหนียงจื่อโปรดวางใจ สองครอบครัวนั้นหน้าซื่อใจคด หากพวกเราได้สิ่งของมาจะไม่แบ่งให้พวกเขาแน่นอน”
หลินเสวี่ยจู๋ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ
แต่สตรีผู้นั้นกลับร้อนใจ“หลินเหนียงจื่อ นี่เป็นเรื่องภายในสกุลหลินของพวกเจ้า เหตุใดถึงนำปัญหามาลงที่ข้าซึ่งเป็นคนนอกด้วยเล่า?หากไม่ใช่เพราะข้าจนตรอกจริงๆ คงไม่ถูกคนยุยงจนทำเรื่องน่าอับอายเช่นนี้หรอกเจ้าเป็นผู้ใหญ่ไม่ถือสาผู้น้อย ยกโทษให้ข้าด้วยเถิด”
หลินเสวี่ยจู๋ปรายตามองนางแล้วเอ่ยอย่างเย็นชา “หากข้าจะเอาเรื่องเจ้าย่อมไม่ใช่เรื่องยากอันใด เพียงแต่วันนี้เจ้ากล้าทำกับข้าเช่นนี้หากข้ายกโทษให้เจ้าโดยง่าย ผู้อื่นเห็นเข้าจะคิดว่าหลินเสวี่ยจู๋ผู้นี้เป็นคนอ่อนแอไม่ว่าผู้ใดก็รังแกข้าได้ ดังนั้นข้าจึงจำเป็นต้องเอาเรื่องเจ้า หากเจ้ารู้สึกว่าตนเองถูกใส่ร้ายก็ไม่จำเป็นต้องมาขอร้องข้าผู้ใดเป็นคนยุยงให้เจ้าทำเรื่องเลวทรามเช่นนี้เจ้าก็ไปกล่าวโทษคนผู้นั้นเถิด”
กล่าวจบนางก็ไม่สนใจสตรีผู้นั้นอีกทว่าหันไปกล่าวกับทุกคนแทน “ข้าทราบว่าในขบวนของพวกเรามีหลายครอบครัวที่มีสตรีมากกว่าบุรุษจึงไม่อาจทำงานหนักได้ และบางครอบครัวก็มีบุรุษมากกว่างานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนจึงไม่ถนัด ดังนั้นข้าจึงเสนอให้ครอบครัวสองประเภทนี้ร่วมมือกันแบ่งงานกันทำ เพื่อเสริมจุดแข็งของกันและกัน”
“ใช่แล้ว เหตุใดพวกเราถึงคิดไม่ได้นะ!” ทุกคนเข้าใจขึ้นมาทันที
เมื่อมองครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋อีกคราเห็นได้ชัดว่าหลังจากที่รับสามพี่น้องสกุลหูเข้ากลุ่ม ก็ช่วยชดเชยข้อบกพร่องเรื่องที่ขาดแคลนบุรุษได้
หลินเสวี่ยจู๋กล่าวต่อ“ตลอดเส้นทางนี้ สิ่งที่พวกเราขาดไม่ได้คืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่พักพิงยานพาหนะ และยารักษาโรค ท่านอากับท่านอาสะใภ้ของข้าเชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรน้องชายลู่โม่ล่าสัตว์เป็น เหยียนต้ากับสามพี่น้องสกุลหูเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือส่วนเหล่าญาติผู้หญิงรับผิดชอบเรื่องการทำอาหารและงานเย็บปักถักร้อย หลังจากพวกท่านรวมกลุ่มกันเรียบร้อยก็แบ่งงานกันตามครอบครัวข้าหากทำสิ่งใดไม่เป็นก็ให้ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานนั้นมาเรียนรู้จากครอบครัวข้าได้”
ทุกคนฟังจบก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเริ่มมองไปรอบๆ เพื่อหาคนที่ตนเองจะรวมกลุ่มด้วย
มีคนกล่าว“หลินเหนียงจื่อ เมื่อได้ฟังที่ท่านพูดพวกเราก็กระจ่างแจ้งขึ้นมาก ขอพูดตามตรงโดยไม่กลัวหลินเหนียงจื่อหัวเราะเยาะตั้งแต่พวกเราออกเดินทางมา จิตใจก็วุ่นวายสับสน ไม่เคยคิดถึงวิธีที่หลินเหนียงจื่อกล่าวมาเลยไม่แปลกใจที่พวกเราทำสิ่งใดล้วนไม่เป็นแบบแผน”
อีกคนรีบผสมโรง“ใช่แล้วๆ มิน่าเล่าครอบครัวของหลินเหนียงจื่อถึงทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำที่แท้เป็นเพราะทุกคนมีงานที่ตนเองได้รับมอบหมาย ทั้งยังรู้ว่าตนเองควรทำสิ่งใด”
เมื่อทุกคนพากันกล่าวชื่นชมเสร็จหลินเสวี่ยจู๋จึงกล่าวต่อ “นอกจากนี้ ทุกครอบครัวควรมีคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดสรรงานให้กับทุกคนและปรับเปลี่ยนการจัดสรรงานตามสถานการณ์ เรื่องที่ข้ากล่าวไปทั้งหมดนี้หากพวกท่านมีสิ่งใดไม่เข้าใจก็ไปถามบิดาของข้าได้”
กล่าวจบหลินเสวี่ยจู๋ก็ส่งสายตาให้หลินเฉิงจาง‘ท่านพ่อ ท่านเข้าใจใช่หรือไม่ว่าข้าต้องการสิ่งใด?’
หลินเฉิงจางส่งสายตากลับมาว่า‘เข้าใจ’
เขารู้ว่าบุตรสาวต้องการให้เขาสั่งสมบารมี
หลินเสวี่ยจู๋ทำหน้าที่เพียงชี้นำจากนั้นก็ถอยออกมาเมื่อทำสำเร็จ
นางกลับไปที่รถม้าของครอบครัวตนเองแล้วหยิบผลไม้ตะกร้าเล็กๆ ออกมา ก่อนจะเอาเข้าปาก กินไปพลางชมความครึกครื้นไปพลาง
ตอนแรกทุกคนต่างแยกย้ายกันตามหาเพื่อนร่วมกลุ่มที่ถูกใจแต่สถานการณ์กลับกลายเป็นเจ้าต้องการข้า แต่ข้าต้องการเขา เป็นเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา
หลังจากที่วุ่นวายอยู่สักพักก็มีคนมาขอความเห็นจากหลินเฉิงจาง
แม้ว่าหลินเฉิงจางจะมีความคิดที่เฉียบแหลมแต่ก็ใช้เวลานานกว่าจะจัดการเรื่องวุ่นวายนี้ได้ เขาใช้วิธีกำหนดให้ทุกกลุ่มมีสัดส่วนของบุรุษและสตรีที่สมดุลกันโดยสตรีมีจำนวนมากกว่าบุรุษเล็กน้อย
จากนั้นเขาก็อธิบายว่างานใดควรให้บุรุษเป็นผู้รับผิดชอบงานใดควรให้สตรีเป็นผู้รับผิดชอบ งานใดทั้งบุรุษและสตรีสามารถทำได้ ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนการจัดสรรงานได้ตามสถานการณ์
สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกจำนวนมากไม่จำเป็นต้องหาคนเพิ่มแต่ในเมื่อสัดส่วนของบุรุษและสตรีไม่สมดุล เขาก็จัดแจงให้ครอบครัวที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกันคอยแลกเปลี่ยนทรัพยากรกัน
สุดท้ายเหลือเพียงครอบครัวของหลินเสวี่ยหลานกับสตรีที่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดคนนั้นที่ยังคงเคว้งคว้าง
สตรีผู้นั้นต้องเลี้ยงดูบุตรชายสองคนที่อยู่ในวัยกำลังโตเพียงลำพังเด็กชายในวัยนี้มีจุดอ่อนอย่างร้ายแรงคือ ทำงานได้จำกัดแต่กินจุยิ่งนัก ดังนั้นชีวิตของนางจึงยากลำบาก
เพื่อความอยู่รอดนางจำต้องเสนอตัวเข้าร่วมกลุ่มกับครอบครัวของหลินเสวี่ยหลาน แต่กลับถูกปฏิเสธ
หลินเสวี่ยหลานไม่ใช่คนโง่เขลาในเมื่อครอบครัวของตนเองลำบากอยู่แล้ว จะเอาตัวภาระอีกสามคนมาเพิ่มได้อย่างไร!
สตรีผู้นั้นอับจนหนทางได้แต่มาขอร้องหลินเสวี่ยจู๋
นางร้องไห้ฟูมฟายพูดซ้ำไปซ้ำมาว่าชีวิตของตนเองยากลำบากถึงได้ทำเรื่องผิดพลาดลงไป
หลินเสวี่ยจู๋ได้ยินดังนั้นจึงถามออกไปหนึ่งประโยค“เจ้าไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ หรือ?”
สตรีผู้นั้นตะลึงงันไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยต่อ“เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นสตรีตัวคนเดียว ไม่มีความสามาถในการเลี้ยงชีพ เช่นนั้นตอนที่ทุกคนขุดผักป่าเก็บผลไม้ป่า เจ้าได้เรียนรู้จากพวกเขาบ้างหรือไม่? หากเจ้าอยากมีชีวิตรอดจริงๆคงจะไม่ใช้ทางลัดหรอก เพราะเจ้าไม่มีทางขโมยของได้ทุกมื้อ คนที่ประพฤติตัวเช่นเจ้าผู้ใดจะยอมร่วมกลุ่มด้วย?”
สตรีผู้นั้นเงียบไปนานก่อนจะเอ่ยแก้ตัว“ข้าไม่ได้คิดจะขโมยของทุกมื้อ เพียงแต่บุตรชายของข้าหิวมาหลายวันแล้ว ข้าเพียงอยากให้พวกเขากินอิ่มสักมื้อเท่านั้นข้ายอมรับว่าเลอะเลือนไปชั่วขณะ หากวันนี้หลินเสวี่ยหลานไม่ถูกเจ้าจับได้คงไม่มีผู้ใดรู้เรื่องนี้เมื่อถึงเวลาตั้งกลุ่มข้าก็คงไม่ถูกขับไล่และสามารถเอาตัวรอดเองได้”
“จริงหรือ?” หลินเสวี่ยจู๋เห็นนางดื้อดึงก็คร้านที่จะพูดมากความจึงตะโกนบอกทุกคน “มีผู้ใดยินดีรับมารดาผู้เลอะเลือนไปชั่วขณะคนนี้เข้าร่วมกลุ่มบ้าง?นางต้องเลี้ยงดูบุตรชายสองคนเพียงลำพัง ลำบากมากจริงๆ”
สิ้นเสียงของนางบรรยากาศที่กำลังวุ่นวายก็เงียบลงทันที
ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากอันที่จริงพวกเขาไม่แม้แต่จะเต็มใจมองสตรีผู้นั้น
หลินเสวี่ยจู๋กล่าวต่อ“ทุกคนต่างก็เป็นนักโทษ ต้องมีน้ำใจต่อกัน”
ทุกคนยังคงนิ่งเงียบ
เนิ่นนานจึงมีคนกล่าว“หลินเหนียงจื่อ ข้าขอพูดตามตรง หลายวันก่อนสตรีผู้นี้มาพูดคุยกับข้าหลังจากที่นางจากไป ข้าวของในครอบครัวข้าก็หายไป ตอนนั้นข้าไม่ได้สงสัยนางแต่พอเห็นการกระทำของนางในวันนี้ข้าก็อดสงสัยไม่ได้”
“เจ้ามีหลักฐานหรือไม่? มีสิทธิ์อันใดมาสงสัยข้า?”สตรีผู้นั้นถามอย่างไม่ยอมแพ้
คนผู้นั้นเอ่ย“ข้าไม่มีหลักฐาน แต่ข้าจะไม่ร่วมกลุ่มกับคนหน้าซื่อใจคดเช่นเจ้า”
“มีสิทธิ์อันใด?เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาบอกว่าข้าหน้าซื่อใจคด?”สตรีผู้นั้นตะโกนอย่างเดือดดาล
คนผู้นั้นเบ้ปากไม่สนใจนางอีก
คำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว
ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็เริ่มปรึกษาหารือเกี่ยวกับการจัดสรรงานของกลุ่มตนเองอีกครา
ไม่มีผู้ใดยอมเสียพลังงานให้กับสตรีผู้นั้นอีกแม้แต่น้อย
“เข้าใจหรือยัง? ความเชื่อใจของคนเป็นสิ่งที่เปราะบางหากเจ้าทำลายมันเองกับมือ ก็จงเตรียมใจที่จะถูกเอาคืน ความจริงแล้วเจ้าเลอะเลือนไปชั่วขณะหรือหน้าซื่อใจคดย่อมเป็นสิ่งที่เจ้าข้า และทุกคนรู้อยู่แก่ใจ”
หลินเสวี่ยจู๋กล่าวจบก็ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจแล้วเดินหาวกลับไปที่รถม้า
หยวนซิวกำลังเอนหลังพิงหมอนและหลับตาลงเพื่อพักสายตา
เมื่อได้ยินเสียงหลินเสวี่ยจู๋เข้ามาในรถม้าเขาก็เงยหน้าขึ้นมองนางอย่างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “สุดท้ายเจ้าก็ยังเลือกที่จะช่วยพวกเขาเจ้าเคยบอกว่าจะเอาตัวรอดเพียงลำพังไม่ใช่หรือ?”
.............................