ความเ็ปรุนแรงที่ศีรษะยังคงเต้นตุบ ๆ เหมือนกับมีค้อนหินแข็ง ๆระดมทุบไม่ยั้ง ภาพสุดท้ายที่ไป๋ซูเฉียวจำได้คือสลิงที่ขาดผั้นและแรงโน้มถ่วงที่กระชากร่างของเธอให้ดิ่งลงสู่พื้นพสุธา
แต่ทว่าวินาทีต่อมาปลายจมูกของเธอกลับไม่ได้กลิ่นคาวเืหรือกลิ่นละอองควันเอ็ฟเฟ็คในกองถ่าย
น่าแปลก! กลิ่นที่ลอยมาเตะจมูกของซูเฉียวกลับเป็กลิ่นฉุนกึกของผักดองและน้ำมันหมูเก่าเก็บเสียงลมหวีดหวิวข้างหูแปรเปลี่ยนเป็เสียงอื้ออึงจอแจของผู้คนนับร้อยชีวิต
“ไป๋ซูเฉียว!ปล่อยมือเดี๋ยวนี้นะ! เธอเป็บ้าไปแล้วหรือไง!”
เสียงตะคอกเกรี้ยวกราดดังขึ้นเรียกสติหญิงสาวสะดุ้งเฮือกลืมตาโพลงขึ้นมาพบว่าตัวเองไม่ได้นอนอยู่บนเตียงฉุกเฉินในโรงพยาบาลแต่เธอกำลังยืนอยู่กลางโรงอาหารขนาดใหญ่ที่แออัดไปด้วยผู้คนในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวมะกอก
และที่น่าใยิ่งกว่านั้นก็คือมือของเธอกำลังเกาะหนึบอยู่ที่ท่อนแขนของชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งอย่างกับปลิง
“พี่เจี๋ย...อย่าดุคุณซูเฉียวเลยค่ะเป็ความผิดของฉันเองที่เข้ามาทักพี่โดยไม่ดูให้ดีซะก่อน...”
เสียงหวานหยดย้อยที่ฟังแล้วชวนให้ขนลุกดังมาจากข้างหลังผู้ชายคนนั้นหญิงสาวร่างเล็กในชุดกระโปรงสีขาวสะอาดตากำลังยืนบีบมือตัวเองแววตาคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำตาดูน่าสงสารคล้ายดอกบัวขาวที่ต้องลมฝน
สมองของไป๋ซูเฉียวพลันแล่นจี๋!
ฉากนี้มัน...
โรงอาหารในค่ายทหาร?
งานเลี้ยงส่งนายทหาร?
ผู้ชายท่าทางเย่อหยิ่งกับผู้หญิงจอมปลอมนั่น?
นี่มัน…ฉากเปิดตัวในนิยายเื่ ‘วันสิ้นโลกปี 1985’ ที่ไป๋ซูเฉียวเพิ่งอ่านผ่านตาไปก่อนตายนี่นา!
‘พระเ้า!นี่ฉันทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างยัยนางร้ายตัวประกอบสมองกลวงคนนั้นจริง ๆ งั้นเหรอ?’
“ไป๋ซูเฉียว!ฉันบอกให้ปล่อย!”
เหรินเจี๋ย ชายหนุ่มเ้าของแขนที่เธอเกาะอยู่สะบัดตัวอย่างแรงด้วยความรังเกียจจนร่างของไป๋ซูเฉียวเซถลาเกือบจะล้ม
ตามบทเดิม ร่างเ้าของเดิมจะต้องกรีดร้องโวยวายเข้าไปตบตี หลินอี ซึ่งเป็นางเอกจอมปลอมในสายตาของไป๋ซูเฉียวแล้วจากนั้นก็จบลงด้วยการถูกเหรินเจี๋ยผลักจนล้มประจานความอับอายขายขี้หน้านี้ต่อหน้าคนทั้งกองพัน
แต่ขอโทษทีคนที่ยืนอยู่ตรงนี้คือไป๋ซูเฉียวคนใหม่คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็ดารานางร้ายเบอร์หนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่เป็นักกีฬายิมนาสติกทีมชาติ แล้วยังเป็อดีตสตั้นท์เกิร์ลคนเก่งอีกต่างหาก
ที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่นางร้ายเกรดบีไร้สมองคนเดิมอีกต่อไป!
ไป๋ซูเฉียวทรงตัวยืนได้อย่างมั่นคงด้วยทักษะยิมนาสติกที่ติดตัวเธอมาด้วยเธอยกมือขึ้นปัดฝุ่นที่แขนเสื้อเชิ้ตลายดอกไม้แสนเชยของตัวเองเบา ๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเหรินเจี๋ยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากแววตาที่เคยเต็มไปด้วยความลุ่มหลงบูชาความรักตอนนี้กลับว่างเปล่าเ็าและแฝงไปด้วยความขบขันลึก ๆ
“ปล่อยแล้วนี่ไง”เธอตอบเสียงเรียบ “จะะโทำไมมิทราบกลัวคนเขาไม่รู้เหรอว่านายรังเกียจคู่หมั้นอย่างฉันขนาดไหน”
เหรินเจี๋ยชะงักไปครู่หนึ่งเขาไม่คุ้นเคยกับน้ำเสียงนิ่งเรียบแบบนี้ของหญิงสาวตรงหน้าปกติหล่อนจะต้องร้องไห้ฟูมฟายหรือไม่ก็อาละวาดด่ากราดไปทั่ว
“ซูเฉียว!เธอ...เธอพูดบ้าอะไร! ใครเป็คู่หมั้นของเธอ! แค่คุยกันเล่น ๆ ไม่ได้คิดจริงจังทำไมเธอต้องเก็บเอามาใส่ใจด้วย เื่ระหว่างเรามันจบไปนานแล้วแล้วเื่คู่หมั้นอะไรนั่นอย่าพูดให้ฉันได้ยินอีก เพราะว่ากับเธอฉันไม่เคยยอมรับ”
เหรินเจี๋ยหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเขาหันไปโอบไหล่หลินอีเพื่อแสดงจุดยืน“ผู้หญิงที่ฉันจะแต่งงานด้วยมีแค่หลินอีคนเดียวเท่านั้นเธอเลิกฝันกลางวันแล้วเลิกตามตอแยฉันสักที!”
หลินอีรีบก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มเยาะเย้ย“พี่เจี๋ย...อย่าพูดแบบนั้นสิคะ คุณซูเฉียวเธอแค่รักพี่มากเกินไป”
“รัก?” ไป๋ซูเฉียวทวนคำสั้น ๆ มุมปากกระตุกยิ้มเหยียดหยาม
สายตาของเธอกวาดมองไปบนโต๊ะอาหารตรงหน้าเห็นชามน้ำซุปผักกาดดองที่ยังอุ่น ๆ วางอยู่ ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ซูเฉียวตื่นั้แ่เช้ามืดเพื่อตุ๋นน้ำซุปหม้อนี้มาให้เหรินเจี๋ยโดยเฉพาะซูเฉียวหวังจะให้เขาได้กินของดี ๆ ในงานเลี้ยงส่งแต่นอกจากเขาจะไม่กินแล้วยังเอาไปยื่นให้หลินอีกินต่อหน้าต่อตาเธออีกต่างหาก
เหรินเจี๋ยคนนี้จิตใจของเขาทำด้วยอะไรกันนะ
‘นี่น่ะเหรอพระเอกของเื่! ช่างเป็ผู้ชายที่สารเลวได้หมดจดจริง ๆ’
“นั่นสินะเมื่อก่อนฉันคงตาบอดจริง ๆ” ไป๋ซูเฉียวพึมพำก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบชามน้ำซุปขึ้นมาถือไว้
เหรินเจี๋ยเห็นท่าทางนั้นก็รีบกางปีกปกป้องหลินอีทันที“เธอจะทำอะไร! คิดจะสาดน้ำซุปใส่หลินอีเหรอ! จิตใจเธอมันทำด้วยอะไรห๊ะถึงได้ต่ำช้า...”
ซ่า!
ยังไม่ทันที่เหรินเจี๋ยจะด่าจบน้ำซุปผักกาดดองสีเหลืองอ๋อยทั้งชามก็ถูกสาดออกไปอย่างแม่นยำไม่ใช่ใส่หลินอี...แต่เป็ใบหน้าหล่อเหลาจอมปลอมของเหรินเจี๋ยเต็ม ๆ
น้ำซุปอุ่น ๆไหลย้อยจากเส้นผมลงมาตามใบหน้า หยดลงบนเครื่องแบบทหารที่รีดมาอย่างดีจนเปียกโชกกลิ่นเปรี้ยวของผักดองฟุ้งกระจายไปทั่ว ทั้งโรงอาหารเงียบกริบคล้ายกับเป่าสากทุกสายตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
“ไป๋ซูเฉียว!”เหรินเจี๋ยคำรามลั่น ยกมือขึ้นลูบน้ำซุปออกจากใบหน้าฝ่ามือของเขาสั่นเทาริก ๆเพราะความโกรธ “เธอ...เธอกล้าดียังไงยัยผู้หญิงไม่มีสมอง!”
ไป๋ซูเฉียววางชามเปล่าลงบนโต๊ะเสียงดังปึก! เธอกอดอกเชิดหน้าขึ้นมองชายหนุ่มที่สภาพดูไม่ได้ด้วยสายตาของผู้เหนือกว่าไม่มีแววความกลัวเลยแม้แต่น้อย
“ก็แค่อยากช่วยล้างตาเผื่อนายจะตาสว่างขึ้นบ้าง” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ดังกังวานไปทั่ว“ที่ผ่านมาฉันคงสมองกลับที่ไปวิ่งไล่ตามผู้ชายเห็นแก่ตัวแบบนาย”
“เธอ! นี่เธอ!!”
“ฟังให้ชัด ๆ นะสหายเหรินเจี๋ย” ไป๋ซูเฉียวก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่ายหนึ่งก้าว รัศมีนางพญาแผ่ออกมาจนเหรินเจี๋ยเผลอถอยหลัง“นับั้แ่วินาทีนี้ไป เื่ระหว่างเราคือ จบกัน!”
เธอหันไปมองหลินอีที่ยืนอ้าปากค้างก่อนจะแสยะยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกหนาวสันหลัง
“ส่วนหล่อนอยากได้เขานักใช่ไหม?เชิญเอาไปเลย” ไป๋ซูเฉียวปัดมือทำท่าเหมือนรังเกียจสิ่งปฏิกูลก่อนจะประกาศก้อง “ผู้ชายห่วย ๆ แบบนี้ ฉันยกให้ฟรี! ไม่คิดเงินใส่พานถวายให้เลยก็ยังได้!”
ท่ามกลางความโกลาหลที่เธอเพิ่งก่อไว้ไป๋ซูเฉียวสะบัดผม เดินเชิดหน้าออกมาจากวงล้อมโดยไม่คิดจะหันหลังกลับไปมองผลงานศิลปะที่มีชื่อว่า น้ำซุปราดหัวสุนัข ที่เธอสร้างสรรค์ไว้เลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่ก้าวเท้าพ้นระยะสายตาผู้คนเสียงสังเคราะห์ประหลาดก็ดังขึ้นในหัวของเธออย่างน่าฉงน
[ติ๊ง!ตรวจพบคลื่นสมองที่เข้ากันได้ ทำการติดตั้ง 'ระบบห้างสรรพสินค้าหมื่นล้าน'เสร็จสมบูรณ์]
ไป๋ซูเฉียวชะงักฝีเท้าเล็กน้อยแต่ใบหน้าสวยเฉี่ยวกลับไม่มีแววตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย กลับกันคือ…หล่อนกระตุกยิ้มมุมปากอย่างผู้ที่กำชัยชนะเอาไว้ในมือ
'ระบบห้างสรรพสินค้านี่มาช้าจังนะ นึกว่าจะต้องให้จุดธูปเรียกซะแล้ว' เธอพึมพำในใจอย่างใจเย็น
ในฐานะนักอ่านนิยายตัวยงและดาราที่ผ่านบทแฟนตาซีมาโชกโชนการทะลุมิติมา แล้วมีระบบหรือมีคลังมิติวิเศษติดตัวมาด้วยถือเป็สวัสดิการพื้นฐานที่นางเอกหรือนางร้ายกลับใจควรได้รับ
เหอะ! ใครไม่มีสิแปลกแต่ดูเหมือนระบบของเธอจะปากดีกว่าที่คิด…
[โฮสต์ไม่ต้องทำมาเป็รู้ดี]
เสียงระบบตอบกลับด้วยน้ำเสียงกวนประสาท
[ผู้สร้างส่งผมมาเพราะได้ยินเสียงบ่นของใครบางคนก่อนตายว่าเขียนบทได้ห่วยแตกและอยากจะแก้บทเอง...ท่านผู้สร้างเลยฝากบอกว่าแน่จริงก็ทำให้ได้อย่างที่ปากเก่งนะแม่คุณดูซิว่าจะรอดไปได้สักกี่น้ำ]
"..." เส้นเืบนขมับของไป๋ซูเฉียวปูดโปนขึ้นทันที
ไอ้ระบบเวรนี่มันกำลังท้าทายเธอ!
'ฝากบอกผู้สร้างของแกด้วยนะ' ไป๋ซูเฉียวกัดฟันโต้ตอบในความคิด 'ว่านางมารอย่างฉัน ไม่เคยดีแต่ปาก คอยดูเถอะฉันจะเปลี่ยนนิยายน้ำเน่าเื่นี้ให้กลายเป็ทุ่งสังหารให้ดู!'
[ปากเก่งใช้ได้]
ระบบหัวเราะเยาะ
[งั้นมาดูสถานะยาจกของคุณตอนนี้ก่อนเถอะ]
หน้าต่างโฮโลแกรมสีฟ้าเด้งขึ้นมากลางอากาศมีเพียงไป๋ซูเฉียวเท่านั้นที่มองเห็นมัน
[ผู้ใช้งาน: ไป๋ซูเฉียว]
[คะแนนคงเหลือ: 0 แต้ม]
[ระดับร้านค้า: Level D (โซนวัตถุดิบและอาหารพื้นฐาน) ยังไม่ปลดล็อก]
[การอัปเกรด: ต้องใช้แต้มความดีหรือคริสตัลซอมบี้ในการเลื่อนระดับ Level C, B, A เพื่อปลดล็อกยารักษา ของใช้ อาวุธพื้นฐาน และอาวุธา]
"ศูนย์แต้ม?"ไป๋ซูเฉียวเลิกคิ้ว "ขี้งกชะมัด"
[ของฟรีไม่มีในโลกครับโฮสต์]
ระบบตอบกลับด้วยน้ำเสียงยียวนกวนประสาทเหมือนเคย
[แต่เห็นแก่ความมั่นหน้าของคุณระบบจะมอบ 'Starter Gift' ให้เลือก 1 อย่าง จาก 5 ตัวเลือกเพื่อใช้ในการเริ่มต้นภารกิจแรก]
[ภารกิจแรกของคุณคือ'ผูกมิตรกับตัวละครสำคัญ']
ภาพหน้าจอโฮโลแกรมเปลี่ยนเป็รูปอาหาร5 เมนู ลอยเด่นอยู่ตรงหน้า
1. ซาลาเปาไส้ผัก 3 ลูก
2. โจ๊กหมูสับเปล่า 3 ถ้วย
3. หัวไชเท้าดอง 1 กระปุก
4. น้ำเปล่า 3 ขวด
5. บักเก็ตไก่ทอดสูตรต้นตำรับ 3 น่อง จากปี 2025 (แถมซอสมะเขือเทศ)
ดวงตาหงส์ของไป๋ซูเฉียวเป็ประกายวาบขึ้นมาทันที"ไก่ทอด” น้ำลายของเธอแทบจะสอออกมา
ปี 1985 แบบนี้หาของอร่อยแบบนี้กินยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรซะอีกแถมยังเป็ของโปรดของเธอในโลกเดิมอีกต่างหากแต่ช้าก่อนสมองอันชาญฉลาดของไป๋ซูเฉียวคำนวณอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้จะกินเองแต่เป้าหมายคือ 'ภารกิจผูกมิตรกับตัวละครสำคัญ' ต่างหากล่ะ
เธอกวาดสายตามองไปรอบโรงอาหารที่เริ่มกลับมามีเสียงจอแจอีกครั้งสายตาคมกริบสะดุดเข้ากับร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มในชุดทหารที่นั่งแยกตัวออกไปอยู่มุมสุดของโรงอาหาร
พันเอก หลี่ลู่เฟิง หรือก็คือ มัจจุราชหน้าหยก ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาคมคายแต่แผ่กลิ่นอายเย็นะเืจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
เขากำลังนั่งกินข้าวเงียบๆ กับเด็กชายฝาแฝดตัวน้อยสองคนที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูเด็กสองคนนั้นไม่จัดว่าอ้วนแต่ก็ไม่จัดว่าผอมในจานข้าวของสามพ่อลูกมีเพียงผักต้มเหี่ยว ๆ กับข้าวสวยแข็ง ๆที่แทบจะนับเม็ดได้ซึ่งเป็สวัสดิการอาหารของทางกองทัพ
เด็กแฝดเคี้ยวข้าวกร่วมๆ จนแก้มพอง แววตาดูซุกซนตามประสาเด็กเล็ก
"ฮึ..."ไป๋ซูเฉียวยกยิ้มมุมปาก "เป้าหมายชัดเจนขนาดนี้ ไม่ต้องคิดให้เสียเวลา"เธอจิ้มเลือกเมนูที่ 5 ทันที
[ติ๊ง!คุณได้รับ 'บักเก็ตไก่ทอดปี 2025' จำนวน 3 น่อง ของถูกส่งเข้าในมิติเก็บของแล้ว]
"ดีมาก"
ไป๋ซูเฉียวสูดหายใจเข้าลึกปรับสีหน้าให้ดูเป็มิตรที่สุดเท่าที่นางร้ายอย่างเธอจะทำได้ แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังมุมอับของโรงอาหาร
ในเมื่อพระเอกนิยายมันตาถั่วเธอก็จะสร้างสัมพันธ์กับตัวร้ายนี่แหละ
แล้วการสร้างสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่การเข้าหาเขาตรง ๆ แต่เป็การเข้าหาลูกชายตัวน้อยของเขาต่างหาก